<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ลุยขึ้นทะเบียน GI &#039;มังคุดเขาคีรีวง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค. 2563 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมสรุปการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้ามังคุดเขาคีรีวง ณ ห้องประชุม ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับคณะผู้แทนจากหน่วยงานในจังหวัด เช่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ ว่า กรมฯ ได้รับคำขอขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;สินค้ามังคุดเขาคีรีวง จากนายวิรัตน์ ตรีโชติ หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมชุมชนคีรีวง ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มเกษตรกร และจากนี้ไป กรมฯ จะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดคำขอ และพิจารณารับขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;ต่อไป

ทั้งนี้ กรมฯ และคณะยังได้ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตมังคุดเขาคีรีวงในพื้นที่ อ.ลานสกา เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิต และพิสูจน์คุณภาพ ความอร่อย ของสินค้าดังกล่าว พร้อมกับได้แนะนำคู่มือปฏิบัติงานสำหรับสมาชิกผู้ที่จะขอใช้ตราสัญลักษณ์&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;และแผนการควบคุมตรวจสอบสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้กับกลุ่มเกษตรกรด้วย

สำหรับมังคุดคีรีวง ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ ต.กำโลน ต.ท่าดี และต.เขาแก้ว ของอ.ลานสกา ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 200 เมตร มีฝนชุกและเป็นพื้นที่ป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกมังคุดด้วยวิธีธรรมชาติ ทำให้ได้ผลผลิตที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีผลใหญ่ เนื้อสีขาวรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ลูกกลม เปลือกหนา ผิวมันวาว กลีบขั้ว สีเขียวสด ก้นรี ซึ่งผลขนาดใหญ่มีน้ำหนักถึง 4 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม เปลือกหนาประมาณ 1 เซนติเมตร เมล็ดไม่ใหญ่ สามารถขายได้ราคากิโลกรัมละ 400-500 บาท

ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ทำการสำรวจสินค้าชุมชนของ จ.นครศรีธรรมราช ที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะผลักดันเป็นสินค้า&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;รายการใหม่ในอนาคต โดยพบว่า มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนอีกหลายรายการที่เข้าข่ายอาจขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;ได้ เช่น เครื่องจักสานย่านลิเภาเมืองนคร ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติคีรีวง ซึ่งกรมฯ จะประสานงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ในการจัดทำคำขอ และผลักดันให้ขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน สร้างรายได้ให้ชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก

ก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้ขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;สินค้าส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เป็นรายการแรกของจ.นครศรีธรรมราช มาตั้งแต่ปี 2555 โดยส้มโอทับทิมสยามปากพนังมีคุณภาพและเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถครองใจผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นกอบเป็นกำมาแล้ว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นทะเบียน, คีรีวง, มังคุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d17f966ba8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 21:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2018 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤตคีรีวง ท่องเที่ยวสูบทรัพยากร   สั่นคลอนวิถีชุมชน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;หมู่บ้านอากาศดีที่สุดในประเทศไทย&amp;rsquo;อาจไม่ใช่จุดขายของบ้านคีรีวง ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช อีกต่อไป เพราะวันนี้คีรีวงสถานที่ท่องเที่ยวแถวหน้าของ จ.นครศรีธรรมราช ดีกรีรางวัล Thailand Tourism &amp;nbsp;Awards &amp;nbsp; และเป็นหนึ่งในหมู่บ้านอุตสาหกรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กำลังเผชิญปัญหาทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ผลพวงจากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมเยือนธรรมชาติอย่างใกล้ชิดตามแรงโปรโมทการท่องเที่ยวของรัฐบาลซึ่งมุ่งเพียงจีดีพีเติบโต &amp;nbsp; มีหลายเรื่องในคีรีวงต้องเร่งแก้ไขก่อนสายเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิถีชาวคีรีวงพึ่งพิงป่า ทำสวนมังคุด ภูมิปัญญาสืบทอดกันมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ้านคีรีวงเป็นชุมชนเชิงเทือกเขาหลวง &amp;nbsp;เดิมเป็นหมู่บ้านเดียวกันทั้งหมด แต่เมื่อมีประชากรมากขึ้นจึงแบ่งเป็น 5 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่ที่ 4,5,8,9,10 จาก 12 หมู่ของตำบลกำโลน บ้านคีรีวง อยู่ห่างจากตัวอำเภอลานสกา 12 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัด 25 กิโลเมตร ห่างจากสนามบินเพียง 32 กิโลเมตร ชุมชนมีลำน้ำท่าดี ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;คลองขุนน้ำ&amp;rdquo; ผ่ากลาง ถือเป็นทำเลที่ตั้งชั้นเยี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จริงๆแล้ว คีรีวงไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่อเป็นหนึ่งในชุมชนเชิงเขา โดยบ้านคีรีวงอยู่ด้านในสุดจากถนน ถัดออกมาเป็นชุมชนวัดสมอ ชุมชนวัดวังไทร ชุมชนวัดโคกโพธิ์สถิต ชุมชนวังโหล ชุมชนวัดดินดอน ฯ โดยย่านชุมชนคีรีวงจะอยู่เรียงราย 2 ฝั่งลำน้ำท่าดีเส้นเลือดใหญ่ของเมืองนครฯ &amp;nbsp;ที่นี่เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์เคยประสบภัยพิบัติใหญ่มหาอุทกภัย ปี 2531 รัฐได้ระดมงบประมาณฟื้นฟูบ้านคีรีวงเป็นการใหญ่ กระทรวง กรม หน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการบูรณะวัด สร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ มีการส่งเสริมกลุ่มอาชีพ สร้างศูนย์ประสานงานชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หมู่บ้านคีรีวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช มีลำน้ำท่าดีผ่ากลาง โอบล้อมด้วยหุบเขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการของรัฐเพื่อฟื้นฟูชุมชนขาดการบูรณาการ ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ไร้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการใช้งบประมาณของแต่ละหน่วยงานแต่ละปี ขณะที่คนในชุมชนต้องต่อสู้ ล้มลุกคลุกคลานมาจนถึงทุกวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันชุมชนคีรีวงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมารับอากาศดี มาชมความสวยงามธรรมชาติหลายร้อยคนต่อวัน หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์หรือหยุดยาวช่วงเทศกาลต่างๆ จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็นทวีคูณ &amp;nbsp;จากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ เริ่มลุกลาม &amp;nbsp;ยิ่งไปกว่านั้น กระทบวิถีชีวิตของชาวบ้าน ชาวสวนสมรม &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภาพรวมประชากรส่วนใหญ่ในคีรีวงร้อยละ 64 เลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม กสิกรรม มีสวนมังคุดและทุเรียนเป็นอาชีพที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่เหลือเป็นนักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน ,รับจ้าง, รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ และค้าขายตามลำดับ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว แสดงถึงผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว มีเพียง 10-15% &amp;nbsp;ทำให้องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐทำ ทำเพื่อใคร ใครได้รับประโยชน์ คุ้มหรือไม่กับความสูญเสียสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตพื้นถิ่นที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุเรียนผลผลิตจากสวนคีรีวง ขายสดและมีกลุ่มแปรรูปสร้างรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรา จันทร์มณี เลขาธิการกองทุนสิปปปชา &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;ใกล้เวลาที่ความเป็นชุมชนท้องถิ่นที่มีน้ำใจต่อกันของคีรีวงจะล่มสลายไป เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มุ่งแต่ทำมาหากิน ชนิดที่กล่าวได้ว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่ต้องปฏิเสธว่ามีการรุกป่าหรือการรุกล้ำลำน้ำ และมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ คือ
ปัญหาความแออัดของผู้คน ทั้งในถนน ลำคลอง และชุมชน พบปัญหาขยะเกลื่อนกลาด ในยามน้ำหลากจะมีขยะไหลมาตามน้ำมากมาย คีรีวงยังขาดการจัดการขยะอย่างเหมาะสม &amp;nbsp;บางครั้งต้องให้เด็กนักเรียนมาเก็บขยะที่ผู้ใหญ่ทำทิ้งไว้ &amp;nbsp; ปัจจุบันคีรีวงภูมิทัศน์เสื่อมโทรม รีสอร์ทผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไร้ระเบียบ ขาดระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน ซ้ำยังมีป้ายไวนิลโฆษณาติดเกะกะเลอะเทอะอยู่ทั่วไป&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ในวันหยุดยาวที่นักท่องเที่ยวทะลัก นอกจากขยะ ยังมีปัญหาการจราจรแออัด สร้างมลภาวะทางอากาศ รถจำนวนมากมาติดกันในพื้นที่ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ล้อมด้วยหุบเขานานนับชั่วโมง สิ่งเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ชาวบ้าน มาปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ แถมยังจอดแช่ติดเครื่องยนต์ในชุมชน เอาแต่ความสะดวกสบายของตัวเอง ไม่เห็นใจชาวบ้าน ทั้งรถบัส รถตู้ และรถส่วนตัว นอกจากนี้ ยังมีมลภาวะทางเสียงรบกวนชุมชน ตามบ้านพักรีสอร์ทบางทีตี 1 ตี 2 วัยรุ่นยังเคาะขวดร้องเพลง ชาวบ้านก็กลัวไม่กล้าไปบอก หลายครั้งมีปากเสียงกัน &amp;nbsp;&amp;quot; นายวรา เผยปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นเขาระบุมีการคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆ ที่ลงมา ไม่รวมกลุ่มธุรกิจที่อ้างเป็นองค์กรชุมชน ไปของบฯ จากรัฐ เท่ากับโกงภาษีประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการกองทุนสิปปปชา สะท้อนการจัดการท่องเที่ยวที่ล้มเหลวว่า บ้านคีรีวงมีพื้นที่เพียง &amp;nbsp;8,173 ไร่ หรือ 13 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 4,000 คน เล็กกว่าประเทศสิงคโปร์ 55 เท่า &amp;nbsp;สิงคโปร์มีภาระในการจัดการการท่องเที่ยวมากกว่ามหาศาล เขายังจัดการได้มีระบบ ขณะที่นโยบายหาเงินจากการท่องเที่ยวที่ไร้ระบบเปรียบเสมือนภัยพิบัติระลอกใหญ่ที่รัฐทำร้ายคีรีวง หากรัฐมีความจริงใจต่อประชาชน เมื่อกำหนดนโยบายให้บ้านคีรีวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแล้ว จะต้องสนใจดูแลวางแผนแก้ปัญหาและจัดระบบรองรับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้บ้านคีรีวงเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งยั่งยืน ไม่ใช่ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก หวังผลแค่เม็ดเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทิ้งให้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับประโยชน์ต้องรับกรรมดังที่เป็นอยู่ ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ตอนนี้หมู่บ้านเขา ไม่ใช่ของเขาอีกแล้ว เขาเหมือนคนแปลกหน้าในหมู่บ้าน จะไปอาบน้ำในแม่น้ำเหมือนก่อนก็มีสายตาของนักท่องเที่ยวมองแปลกๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลุกจิตสำนึกให้ลูกหลานคีรีวงตระหนักดูแลรักษาทรัพยากรในท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤตคีรีวงมีการเรียกร้องให้ชาวคีรีวงตระหนักและเสนอทางออกผ่านเวทีประชาสังคมคีรีวงที่วิหารวัดคีรีวงเมื่อวันก่อน นายวรา &amp;nbsp;กล่าวว่า ในที่ประชุมตนฝากให้ผู้นำ กลุ่มธุรกิจส่วนตัว คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และเรียกร้องให้ผู้ดูแลศูนย์กลางชุมชนในปัจจุบันคืนศูนย์กลางชุมชนกลับมาเป็นของส่วนรวม &amp;nbsp;จากนั้นขอให้จัดประชุมตั้งคณะกรรมการบริหารให้โปร่งใส &amp;nbsp;มีวาระจำกัดอย่างมากไม่เกิน 2 ปี &amp;nbsp;ต้องชี้แจงบัญชีชัดเจนทุกเดือน การจัดการของศูนย์กลางชุมชนต้องทำให้ทุกคนมีความสุข &amp;nbsp;ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม &amp;nbsp;ด้านผู้ประกอบการ ร้านอาหาร &amp;nbsp;กลุ่มอาชีพ สวนผลไม้ ต้องตระหนักว่า การประกอบกิจการก่อมลพิษ ต้อบผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ปล่อยน้ำเสียลงคลอง &amp;nbsp;ไม่รุกลำน้ำ &amp;nbsp;ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่สร้างสิ่งแปลกปลอมรบกวนภูมิทัศน์ และควรตอบแทนชุนชุม เช่น ปันค่าที่พักตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ทางออกที่สำคัญควรมีมีกฎกติกา วางแผนยุทธศาสตร์ชุมชนแทนที่จะใช้งบ 80 ล้านที่จังหวัดเสนอทำทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวบ้านคีรีวง &amp;nbsp;สร้างทางเท้าให้นักท่องเที่ยวเดินเล่น &amp;nbsp;ถามว่าชาวคีรีวงได้ประโยชน์อะไร ทำไมไม่ใช้งบส่งเสริมศักยภาพชุมชน &amp;nbsp; เช่น ซื้อรถขยะให้ชุมชนจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการแยกขยะหรือไปปรับปรุงถนนหนทางขึ้นสวน วางระบบท่อน้ำบนสวนช่วยพัฒนาการผลิตและคุณภาพชีวิตของชาวคีรีวง &amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีวิถีชีวิตหากินอยู่กับป่า มีการปลูกพืชแบบสวมผสม &amp;quot; นายวรา กล่าวในท้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีปัญหาคีรีวงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องถอดบทเรียนเพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ใช่กำหนดนโยบายแบบสั่งการจากบนลงล่าง และทำความเข้าใจกับปัญหาที่แท้จริงเพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชนจากภายใน &amp;nbsp;ส่วนชาวคีรีวงเองเป็นความท้าทายที่จะรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นและจุดแข็งของหมู่บ้านสีเขียวที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์กับตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปีไม่มีทีท่าจะลดลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7435</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thailand Tourism  Awards   แ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, คีรีวง, ทำลายสิ่งแวดล้อม, ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช, หมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย, หมู่บ้านอุตสาหกรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad86b582d422.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2018 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชุมชนคีรีวงระอุ! สมาชิกอบต.ถ่อย ชกปากอดีตเลขาศิลปินแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.61- &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อค่ำ วันพุธ ที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา นายวรา จันทร์มณี อดีตเลขาท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ ได้เข้าแจ้งความต่อ สภ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ว่า ตนเองถูกนายทิมาทร ไชยบุญ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต.)หมู่ 10 บ้านคีรีวง บุกเข้าไปต่อยทำร้ายที่หน้าวิหารวัดคีรีวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบถามไปยัง นายวรา ทราบว่า เหตุเกิดจากการที่นายวรา ได้เชิญประชุมชาวบ้านคีรีวงประชุมและอภิปรายถึงวิกฤติของชุมชนคีรีวงในภาพรวม โดยมีข้อความบางส่วนไปพาดพิงถึงผลประโยชน์และการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสของนายทิมาทร ซึ่ง เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการส่วนบุคคลที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัด ในวงเงินรวม 6 ล้านบาท และการไปยึดศูนย์กลางชุมชนเป็นของตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย เมื่อเวลาประมาณ 17.30 - 18.20 น. นายวรา ซึ่งเป็นเลขาธิการกองทุนสิปปปชา และผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนรวมกับประชาชน มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านคีรีวง ได้เชิญประชาสังคมคีรีวงประชุม เพื่อแถลงถึงกรณีที่ตนได้เคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผิดพลาดของรัฐ จนทำให้ชุมชนคีรีวงมีปัญหาหลายด้าน โดยใช้หัวข้อในการประชุม ณ วิหารวัดคีรีวงว่า &amp;ldquo;วิกฤติคีรีวง ปัญหา และทางออก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมดังกล่าวนายวรา ได้นำเสนอประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนคีรีวง ชี้ให้เห็นการวางนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ผิดพลาดของรัฐ โดยหวังเพียงเม็ดเงิน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านลบทางสังคมและวัฒนธรรม จนก่อให้เกิดผลเสียต่อชุมชนคีรีวงมากมาย อาทิ รบกวนและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตพื้นถิ่นที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารี, ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปัญหาคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆที่ลงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายวรา ได้กล่าวถึงงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 80 ล้านที่ทางจังหวัดนครศรีธรรมราชเสนอทำฟุตบาททางเดินให้นักท่องเที่ยว &amp;nbsp;โดยตั้งคำถามว่าชาวคีรีวงได้ประโยชน์อะไร และส่งเสริมศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืนตรงไหน อีกทั้งยังได้กล่าวถึงงบประมาณ 6 ล้านที่ผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช ดึงมาจากสำนักงบประมาณ เอามาสนับสนุนกลุ่มอาชีพส่วนตัวที่แอบอ้างชุมชน โดยตั้งคำถามว่า ชาวคีรีวงได้ประโยชน์อะไร แล้วทำไมผู้ว่าฯต้องกำชับมากับนายอำเภอลานสกา ว่า &amp;ldquo;ต้องทำให้ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายวรา ได้เรียกร้องให้ผู้นำจำนวนไม่กี่คนในชุมชนคีรีวงหยุดเห็นแก่ตัว หยุดตักตวงแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง อีกทั้งได้ทวงคืนศูนย์กลางชุมชนซึ่งกลายเป็นที่แสวงหาประโยชน์และสร้างบารมีส่วนบุคคลของอบต.ทิมาทร ไปแล้ว อีกทั้งได้เรียกร้องให้จังหวัดนครศรีธรรมราชใช้งบประมาณ 80 ล้านบาท &amp;nbsp;มาแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านก่อนโดยเสนอให้ทำแผนยุทธศาสตร์ชุมชน ให้ชาวบ้านร่วมทำงานกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนดังกล่าว โดยคำนึงถึงความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาวเป็นหลัก และความเดือดร้อนของประชาชน, ความจำเป็นเร่งด่วน, ความเป็นธรรม, ความคุ้มค่าทางสังคม-เศรษฐกิจ และความเป็นธรรมต่อชนรุ่นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมดังกล่าวมีชาวคีรีวงให้ความสนใจประมาณ 200 คน และมีการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเสร็จการประชุมในเวลาประมาณ 18.20 น. ในขณะที่นายวรา กำลังชี้แจงต่อนายกรีฑา ชำนะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 อยู่นั้น ก็ได้มี อบต.ทิมาทร ไชยบุญ ปราดเข้ามาต่อยหน้าจากด้านหลังเข้าบริเวณริมฝีปากขวาจนเลือดกลบปาก พร้อมทั้งด่าทออย่างรุนแรง ด้วยเหตุที่ไม่พอใจว่ามากล่าวหาเรื่องการยึดศูนย์กลางชุมชนซึ่งเป็นการคอรัปชั่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้มาห้ามปราม และดึงนายทิมาทร ออกไป ส่วนนายวรา ก็ได้เข้าแจ้งความกับ สภ.ลานสกา โดยมี รตอ.สุกรี พรหมมาศ ร้อยเวร เป็นผู้รับแจ้งความ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังแจ้งความ นายวรา ไม่สามารถออกจากโรงพักได้ เพราะมีกลุ่มของอบต.กำโลน มาดักรออยู่หน้า สภ.ลานสกา ประมาณ 15 คน ตำรวจจึงต้องนำนายวรา ไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลลานสกา และขับรถมาส่งถึงชุมชนคีรีวง ซึ่งมีกลุ่มผู้สนับสนุนรออยู่จำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 เม.ย.นายวรา ได้เดินทางไปร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม นครศรีธรรมราช และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นดังกล่าว เคยได้รับความช่วยเหลือจากนายวรา ท่านอังคาร อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ และอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ เมื่อกองทุนสิปปปชาไปจัดงานสนับสนุนชุมชนคีรีวงหลายครั้ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7430</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสิปปปชา, คีรีวง, จ.นครศรีธรรมราช, ท่องเที่ยวชุมชน, วรา จันทร์มณี, อ.ลานสกา, อังคาร กัลยาณพงศ์, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad84804bec3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 08:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2018 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กราฟิตี้เสือดำลามจาก&#039;สุขุมวิท&#039;ถึง&#039;คีรีวง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 6 มี.ค.61 - หลังผู้ใช้เฟซบุ๊ก Headache Stencil สร้างงานกราฟิตี้รูปเสือดำบนกำแพงย่านสุขุมวิท เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ต่อมาถูกลบในช่วงค่ำวันเดียวกันนั้น มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ตั้งแต่วานนี้ว่ามีรูปกราฟิตี้รูปเสือดำกลับมาบนกำแพงในจุดเดิมอีกครั้ง พร้อมระบุข้อความ &amp;quot;ทุ่งใหญ่&amp;quot;-&amp;quot;ลหุโทษ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามพบว่างานกราฟิตี้รูปเสือดำยังไปปรากฎในหลายจังหวัดทางภาคใต้ เช่น บนบิลบอร์ดขนาดใหญ่ สี่แยกสามสิบเมตรศรีภูวนารถ หาดใหญ่ &amp;nbsp;บนก้อนหินขนาดใหญ่ในคลองท่าดีคีรีวง &amp;nbsp;อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าคดีล่าสัตว์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี ที่นายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก ตกเป็นผู้ต้องหานั้น พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ระบุว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคมนี้ ได้เรียกพนักงานสอบสวนติดตามความคืบหน้าคดี เพื่อให้เกิดความรอบครอบ และดูว่ายังมีส่วนใดที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่ ก่อนในวันที่ 12 มีนาคม2561 ที่ได้นัดกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ จะได้ทำการสอบสวนให้ครบทุกประเด็น รวมถึงขณะนี้เองในส่วนของสำนวนอยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์จากส่วนต่างๆ ที่ได้ส่งไปตรวจเพิ่มเติม ซึ่งหากได้พยานหลักฐานครบถ้วนทั้งหมด ก็คาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนได้ทันกรอบระยะเวลา วันที่ 24 มีนาคมนี้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม สำหรับในวันที่ 8 มีนาคมที่พนักงานสอบสวนคดีล่าสัตว์ป่าฯ จะทำการประชุมติดตามความคืบหน้าคดี ทาง พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ได้ส่งพนักงานสอบสวนและคณะทำงานคดีติดสินบน ไปสอบปากคำนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในวันเดียวกันด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4370</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราฟิตี้เสือดำ, คีรีวง, สุขุมวิท, หาดใหญ่, เปรมชัย, เปรมชัย กรรณสูต, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9df030a108a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
