<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก10ปี9ผู้บริหารม.สันติภาพโลก แจกปริญญาเก๊-ฉ้อโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ภาพจาก YouTube)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย. 62 - ที่ห้องพิจารณาคดี 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีก่อตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก World Peace University &amp;nbsp;(WPU) โดยมิชอบ คดีหมายเลขดำ อ.3414/2560 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข อธิการบดีผู้ก่อตั้ง WPU ที่เชียงใหม่ &amp;nbsp;(ตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.) จำเลยที่ 1, นายศุภณัฐ ดอนจันทร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสาขา 2 (WPU 2) และนายทะเบียนมหาวิทยาลัย (ตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ ดร.) จำเลยที่ 2, นายเรวัตร์ ชาตรีวิศิษฏ์ นายกสภามหาวิทยาลัย WPU &amp;nbsp;(ตำแหน่งทางวิชาการ ศาสตราจารย์ ดร.) จำเลยที่ 3, นางวรางคณา เผ่าวงศา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ใน จ.เชียงใหม่ เป็นผู้ช่วยนายสวัสดิ์ ดูแลเรื่องการเงิน จำเลยที่ 4 , นายมาณพ ภาษิตวิไลธรรม กรรมการบริหารมหาวิทยาลัย (ตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.) จำเลยที่ 5, &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนาวิน พรมใจสา นายทะเบียนมหาวิทยาลัยคนที่ 2 (ตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.) จำเลยที่ 6, นายศุภชัย ขจรศิริภักดี อธก.WPU สาขานนทบุรี (ตำแหน่งทางวิชาการ ดร.) จำเลยที่ 7, นายนิยม ป้องคำสิงห์ อธก.WPU สาขาภาคตะวันเฉียงเหนือตอนล่างและประธานฝ่ายนิติกร WPU จำเลยที่ 8 และนางวัชราพร ป้องคำสิงห์ เป็นผู้ช่วยนายนิยมและดูแลการเงินมหาวิทยาลัยสาขาใน จ.ขอนแก่น จำเลยที่ 9 ในความผิดฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ชอบ ตามความผิด พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2526, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 , 343 และร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามฟ้องของอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2560 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 3 พ.ย. 2555 - 21 ก.ค. 2556 จำเลยทั้ง 9 คน ร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ชื่อ &amp;quot;มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก&amp;quot; (อาคารที่ตั้งเลขที่ 19 ถ.เทพฤทธิ์ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยคำแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา (สกอ.) และหลอกลวงโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกต้อง สามารถจัดการศึกษา การเรียนการสอนโดยบุคลากรที่มีคุณวุฒิ และได้รับการจัดตั้งโดยถูกต้องสามารถมอบใบปริญญาระดับต่างๆ และปริญญากิตติมศักดิ์ได้ มีสิทธิเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งข้อความดังกล่าว ยังได้ถูกนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์ www.wpucm.com กับบล็อคของมหาวิทยาลัย wpubkk.blogspot.com และ www.wpu15.com ซึ่งข้อมูลเป็นเท็จนั้นบิดเบือนว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกเป็นมหาวิทยาลัยมีการจดทะเบียนที่รัฐฟลอริดาสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ 506 ปาร์คไซต์เพลส &amp;nbsp;อินเดียฮาเบอร์บีช รัฐฟลอริดา ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นจริงตามที่อ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการอ้างว่ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ขึ้นกับ สกอ. มีสิทธิเข้ามหาวิทยาลัยอื่น และเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ จนทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเชื่อถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ชอบด้วยกฏหมายนั้น ก็เป็นการร่วมกันหลอกลวงประชาชนด้วยการทำให้ปรากฏต่อประชาชนทั่วไป หรือบุคคลตั้งแต่ 10 คนในลักษณะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จด้วย ซึ่งความจริงแล้วมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถมอบปริญญาโทหรือปริญญากิตติมศักดิ์ได้ เหตุเกิดที่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่, อ.เมือง จ.เชียงราย, จ.นนทบุรี, จ.ปทุมธานี, จ.ลำพูน, จ.ขอนแก่น และ กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยทั้ง 9 คน ก็ได้รับประกันตัว ซึ่งวันนี้ก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า โจทก์มีทั้งพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้รวบรวมหลักฐานส่งถึง สกอ. ให้ตรวจสอบการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย, พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), นิติกรชำนาญการ สกอ., ผู้ที่ได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง รวมทั้งพยานเอกสาร ซึ่งเป็นกำหนดการแจกใบปริญญาและเอกสารทางการเงิน ซึ่งมีน้ำหนักให้รับฟังได้อย่างมั่นคงว่า การดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก หรือ WPU นั้น กระทำโดยมิชอบไม่มีใบอนุญาต และได้มีการนำข้อความที่บิดเบือน อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้มีบุคคลนับร้อยคน มีทั้งคนดังและนักแสดงเข้าร่วมในการรับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัย ทั้งที่ไม่มีการเรียนการสอน หรือการเรียนแบบอิสระตามแนวคิดที่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอธิการบดีผู้ก่อตั้งเคยอ้างไว้ ซึ่งการเข้ารับปริญญาทางมหาวิทยาลัยก็ให้ผู้รับชำระเงินอ้างเป็นค่าใช้จ่ายราว 5,000 - 12,000 บาท ซึ่งมหาวิทยาจะทำเป็นกระเบื้องเซรามิกประทับตรา (โลโก้) มหาวิทยาลัยและชื่ออธิการบดีจำเลยที่ 1 ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้ง 9 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอธิการบดีผู้ก่อตั้ง และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 1 ดูแลเรื่องการเงิน กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน รวม 60 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี และยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) โดยจำเลยที่ 1 มีความผิด ตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ มาตรา 10, 104, 121 ด้วย รวมจำคุก จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 61 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 จำคุก 61 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายทะเบียนมหาวิทยาลัย และจำเลยที่ 3 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งได้กระทำผิด 27 กระทง, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ รวมจำคุกทั้งสิ้น 28 ปี 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 เป็นนายทะเบียน จำเลยที่ 6 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย (คนที่2) กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 33 กระทง และความผิดตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 7 เป็นอธิการบดี WPU สาขานนทบุรี กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 10 กระทง จำคุก รวม 10 ปี จำเลยที่ 8 ก็เป็นอธิการบดี WPU สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ส่วนจำเลยที่ 9 เป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 8 และดูแลด้านการเงินที่ จ.ขอนแก่น กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 17 กระทง รวมจำคุก 17 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดของจำเลยทั้งหมดแล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำคุกได้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี จึงให้จำคุกจำเลยทั้ง 9 ได้คนละ 10 ปี และให้ร่วมกันชดใช้ ค่าเสียหายกับผู้ได้รับใบปริญญา ซึ่งเป็นผู้เสียหายแต่ละรายตามจำนวนของแต่ละคนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ทนายความของนายสวัสดิ์ จำเลยที่ 1 เปิดเผยว่าเตรียมหลักทรัพย์ ที่ดินซึ่งเป็นโฉนดที่ดินราคาประเมินกว่า 4 ล้านบาท เพื่อจะยื่นเพื่อจะยื่นขอปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์สู้คดี ซึ่งหลักทรัพย์เดิมที่ได้ยื่นไว้ชั้นพิจารณามีมูลค่า 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2, 4, 6, 7 ทนายกำลังรวบรวมหลักทรัพย์ให้ได้คนละ 1 ล้านบาท เพื่อจะยื่นขอปล่อยชั่วคราวเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34353</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก10ปี, ฉ้อโกง, มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก, ศาลอาญา, แจกปริญญาเก๊</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190424/image_big_5cc000a95bda8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32900</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนคุก10 ปี! อดีตปธ.สโมสรเพื่อนตำรวจตุ๋นตั๋วเงิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย. 62 - ที่ห้องพิจารณา 811 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1134/2559 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือปาเกียวเมืองไทย อายุ 44 ปี อดีตประธานสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอม และใช้ตั๋วเงินปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 (4), 268&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
กรณีวันที่ 21 ธ.ค. 2556 - 21 ก.ค. 2557 จำเลยกับบริษัท บิลเลี่ยน อิโนเวเทค &amp;nbsp;กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันปลอมตั๋วแลกเงิน หรือดราฟท์ของธนาคารฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อไปใช้อ้างต่อสำนักงานสวัสดิการ และสวัสดิภาพบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่าเป็นตั๋วแลกเงินที่แท้จริงจากธนาคารฮ่องกงฯ ที่ออกคำสั่งจ่ายเงินตามคำสั่งของสำนักงาน สกสค.ผู้เสียหาย จำนวน 100 ล้านดอลล่าร์ สหรัฐ หรือ 3,200 ล้านบาท ยึดถือไว้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันตั๋วสัญญา ใช้เงินของบริษัทบิลเลี่ยนฯ ที่จำเลยนำมาหลอกลวงขายให้แก่ สกสค.โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนสนับสนุนพิเศษ และส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้สมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.)
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2561 ให้ลงโทษนายสัมฤทธิ์ จำเลย ฐานใช้ตั๋วเงินจำคุกปลอม 10 ปี และริบของกลาง ต่อมานายสัมฤทธิ์ยื่นอุทธรณ์สู้คดี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวนายสัมฤทธิ์ ที่ไม่ได้รับการประกันตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพเพื่อมาฟังคำพิพากษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปลอมตั๋วเงิน และได้ลาออกก่อนที่ ช.พ.ค. จะโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทนั้น ตามข้อเท็จจริงปรากฏหลักฐานว่า เมื่อทาง ช.พ.ค. ได้มีการโอนเงินเข้ายังบัญชีบริษัทประมาณ 1,200 ล้านบาทแล้ว บริษัทได้มีการโอนเงินไปยังบัญชี จำเลย 40 ล้านบาท และมีการถอนเงินจากบัญชีบริษัทอีก 120 ล้านบาท ในช่วงเวลาที่จำเลยอ้างว่าได้ลาออก อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยในลักษณะเร่งรีบ และในช่วงเวลาที่มีเงินเข้าบัญชีบริษัทเป็นจำนวนมาก และยังแสดงให้เห็นว่าจำเลยยังมีส่วนบริหารในบริษัทอยู่ มิฉะนั้นจะไม่มีการโอนเงินจำนวนมาก ขณะที่ในการทำหนังสือเพื่อยืนยันกับ ช.พ.ค. ก็มีจำเลยร่วมลงชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ค้ำประกันด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยยังทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหารบริษัท เพราะหากจำเลยลาออกแล้วไม่มีเหตุผลที่บริษัทจะโอนเงินจำนวนมากขนาดนี้ให้ เห็นได้ว่าการลาออกของจำเลยเป็นการสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่อยู่เบื้องหลัง ที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้ทำการอาวัลตั๋วและไม่ได้ร่วมปลอมกับใช้ตั๋วสัญญาที่ปลอมขึ้น และการกระทำต่างๆ ตามฟ้องนั้น ล้วนเป็นการกระทำขึ้นหลังจากที่จำเลยลาออก ก็ฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยร่วมรู้เห็นกับบริษัทร่วมกันปลอมและใช้ตั๋วแลกเงิน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32900</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก10ปี, ปลอมตั๋วเงิน, ปาเกียวเมืองไทย, ศาลอุทธรณ์, อดีตปธ.สโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca4610926b4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2018 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2018 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก10ปี &#039;ปาเกียว เมืองไทย&#039; อดีตประธานสโมสรทีมฟุตบอลเพื่อนตำรวจ ตุ๋นกู้เงินกว่า 2 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัมฤทธิ์&amp;nbsp; บัณฑิตกฤษดา ภาพจาก YouTube&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มี.ค. 61 -&amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกว่า เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีปลอมตั๋วเงิน หมายเลขดำ อ.134/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสัมฤทธิ์&amp;nbsp; บัณฑิตกฤษดา อายุ 43&amp;nbsp; ปี หรือเดอะบิ๊ก อดีตประธานสโมสรทีมฟุตบอลเพื่อนตำรวจ ในศึกไทยลีกและนายสิทธินันท์ หลอมทอง อายุ 36 ปี กรรมการผู้มีอำนาจบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัดร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 (4), 268

ตามฟ้องของอัยการโจทก์เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2559 ระบุพฤติการณ์ความผิดของจำเลยสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2556 &amp;ndash; 21 ก.ค.2557 จำเลยกับบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยนายสิทธินันท์ หลอมทอง กรรมการผู้มีอำนาจ และในฐานะส่วนตัว กับพวกของจำเลย ได้ร่วมกันปลอมเอกสารตั๋วแลกเงิน หรือดราฟท์ (Draft ตราสารที่ธนาคารจะเป็นผู้ออกให้ใช้สำหรับการเรียกเก็บหรือชำระเงินค่าสินค้าต่างๆที่จะระบุว่าให้บุคคลใดจ่ายเงินให้แก่บุคคลใด) ทั้งฉบับของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แบงก์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยพวกจำเลยร่วมกันนำกระดาษที่มีลวดลาย&amp;nbsp; พิมพ์ด้วยอักษรภาษาอังกฤษสีเทาจางๆ ในชื่อของธนาคารดังกล่าวเรียงต่อกันจนเต็มพื้นที่หน้ากระดาษ และตัดให้มีขนาดประมาณ 8 x 20 ซม.ใกล้เคียงกับขนาดแบบฟอร์มตั๋วแลกเงิน ฉบับตัวจริง และพิมพ์อักษรตัวย่อภาษาอังกฤษของ HSBC&amp;nbsp; ตามด้วยเครื่องหมายของธนาคารบนมุมด้านซ้ายมือ รวมทั้งการพิมพ์หมายเลข, วันที่ แสดงไว้สำหรับการสั่งจ่ายเงินก่อนที่จะนำตั๋วแลกเงินปลอม มูลค่า 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 3,200 ล้านบาทไปแสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาธิการ ผู้เสียหาย จนหลงเชื่อว่า เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินของ บริษัท บิลเลี่ยนฯ จำนวน 2,100 ล้านบาท ที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำมาหลอกขายให้ สกสค. ทำให้ สกสค.เชื่อว่า พวกจำเลยสามารถหาหลักทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่ากับธนาคารเป็นอาวัล (การรับประกัน การใช้เงินตามตั๋วเงิน) กระทั่งคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ชพค.) ยึดถือไว้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน&amp;nbsp;

การที่จำเลยกับพวกนำตั๋วสัญญาใช้เงินปลอมมาหลอกขายให้กับ สกสค.ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของปลอม จึงเป็นความผิด โจทก์จึงขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 (4), 268 จำเลยให้การปฏิเสธในการต่อสู้คดี โดยไม่ได้รับการประกันตัวตั้งแต่ชั้นจับกุม -ฝากขัง และถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพเรื่อยมา&amp;nbsp;

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่โจทก์ &amp;ndash; จำเลย นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมนั้นเอง พิพากษาลงโทษฐานร่วมกันใช้ตั๋วเงินปลอมเพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 10 ปี ริบของกลาง

ภายหลังศาลมีคำพิพากษา นายสัมฤทธิ์ หรือเดอะบิ๊ก อดีตประธานสโมสรฟุตบอลทีมเพื่อนตำรวจและนายสิทธินันท์ ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการกล่าวหาความผิดดังกล่าว สืบเนื่องจากได้มีการกู้เงินกับกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ชพค. จำนวน 3 ครั้ง มูลค่ารวมกว่า 2,000&amp;nbsp; ล้านบาท แต่ต่อมาทาง สกสค. ตรวจสอบพบว่า ไม่ได้มีการทำเรื่องกู้ที่ถูกต้องตามขั้นตอน เนื่องจากการกู้ยืมดังกล่าวไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจาก สกสค. และยังพบว่าเอกสารที่ใช้ในการกู้ยืมเป็นเอกสารปลอม ไม่สามารถใช้เป็นเอกสารหรือหลักฐานในการค้ำประกันเงินกู้ได้จริง จึงร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบและดำเนินคดีกับจำเลยในที่สุด&amp;nbsp;

สำหรับนายสัมฤทธิ์ หรือเดอะบิ๊ก ได้รับฉายาว่า &amp;ldquo;ปาเกียว เมืองไทย&amp;rdquo; เนื่องจากมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับ &amp;quot;เดอะ แพ็คแมน&amp;quot; แมนนี่ ปาเกียว นักชกชื่อดังแชมป์โลกขวัญใจชาวฟิลิปปินส์&amp;nbsp; ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ&amp;nbsp; กก.สส.บก.น.1 จับกุมตัวเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2559 ส่วนนายสิทธินันท์ถูกตำรวจ สน.ดุสิต จับกุมตัวเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2559.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5135</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินสกสค., คุก10ปี, ปลอมตั๋วเงิน, ปลอมตั๋วแลกเงินแบงก์ฮ่องกง, ปาเกียว เมืองไทย, ศาลอาญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพบุคลากรทางการศึกษา, อดีตประธานสโมสรฟุตบอลทีมเพื่อนตำรวจ, เดอะบิ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180316/image_big_5aab5424a94f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
