<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2020 12:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2020 12:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แสลง&#039;คุกมีไว้ขังคนจน&#039;!ตร.แจงคดี&#039;บอส ทายาทกระทิงแดง&#039;ไม่มีสองมาตรฐานจ่อถอนหมายจับไทย-สากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงชี้แจงกรณีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทกระทิงแดงในทุกข้อกล่าวหาโดยที่คณะกรรมการตำรวจไม่คัดค้านความเห็นของอัยการ และดำเนินการเพิกถอนหมายจับนายวรยุทธ&amp;nbsp; จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ว่า ที่ผ่านมาตำรวจและพนักงานอัยการมีการสอบเพิ่มเติมมาตลอด จนกระทั่งล่าสุดอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง เมื่อคณะกรรมการตำรวจพิจารณากับฝ่ายกฎหมายแล้ว ก็เห็นพ้องตามอัยการสั่งไม่ฟ้องด้วย ส่วนเหตุผลไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งหลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกฎหมาย ถอนหมายจับนายวรยุทธในไทย และให้ตำรวจกองการต่างประเทศประสานตำรวจสากลถอนหมายจับอินเตอร์โพลด้วย ให้เสมือนเป็นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง ทำให้นายวรยุทธ สามารถกลับเข้าประเทศได้ตามปกติ แต่น่าจะต้องใช้เวลาซักระยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คดีนี้เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปกติ มีหลายคดีที่ตำรวจมีความเห็นแย้ง ซึ่งยึดตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องสองมาตรการใดๆ โดยที่ผ่านมาพนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มเติมในหลายประเด็น และพนักงานสอบสวนก็ส่งความเห็นเพิ่มเติมไปหลายครั้ง จนถึงที่สุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพนักงานอัยการก็มีความเห็นเป็นเด็ดขาดออกมา ซึ่งไม่มีใครจะสามารถก้าวล่วงได้ ยืนยันว่าการเห็นแย้งหรือไม่แย้งต้องอยู่ที่พยานหลักฐาน ไม่ได้ทำตามกระแสสังคม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีการเข้าข้างทำสำนวนนั้น พ.ต.อ.กฤษณะ&amp;nbsp; กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็เปิดโอกาสให้ตรวจสอบมาโดยตลอด การสั่งไม่ฟ้องข้อหาใด ก็มีเหตุผลความจำเป็นและพยานหลักฐานสนับสนุนอยู่แล้ว และก็มีการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องซึ่งบกพร่องในการทำสำนวนคดีนี้ในอดีตไปแล้ว และสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เสียใจกับความสูญเสีย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ตำรวจก็อยากจะจับกุมให้ได้และดำเนินคดี แต่คดีเป็นเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ ผู้เสียชีวิต กลับมีชื่อเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ด้วย รองโฆษกตร.ก็ชะงักไป ก่อนจะตอบว่าไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว ต้องขอตรวจสอบก่อน ส่วนกรณีที่สังคมมองว่าคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น ขอร้องว่าสังคมอย่าสร้างวลีเช่นนั้น ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่
ก่อนที่ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกตร.ก็ย้ำว่าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตำรวจก็สูญเสีย ไม่ใช่มองแต่ว่าเป็นเรื่องของคนรวยคนมีเส้นมีสาย ถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ก็สามารถที่จะกลับมาฟ้องใหม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีนี้นายวรยุทธถูกระบุว่า อยู่ในรถเฟอร์รารีคันที่พุ่งชน ด.ต.วิเชียร ที่ปฏิบัติหน้าที่บนรถจักรยานยนต์ บริเวณถนนสุขุมวิท จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 และแต่เดิมนายวรยุทธถูกแจ้งข้อหาทั้งหมด 5 ข้อหา 1.ข้อหาเมาแล้วขับ ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง&amp;nbsp; 2.ขับรถเร็วเกิน หมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556&amp;nbsp; 3.ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินเสียหาย หมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556&amp;nbsp; 4.ชนแล้วหนี หมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2560&amp;nbsp; และ 5.ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีกำหนดจะหมดอายุความในวันที่ 3 กันยายน 2570 หรืออีกประมาณ 7 ปี แต่สุดท้าย อัยการกลับไม่ฟ้องในข้อหานี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72378</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกมีไว้ขังคนจน, ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ, บอส กระทิงแดง, พ.ต.อ.กกฤษณะ พัฒนเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200724/image_big_5f1a714473e8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลคลี่คลายปม คุกมีไว้ขังคนจน ซัดคนรวยหนีคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ประธานศาลฎีกา&amp;quot; ปาฐกถา &amp;quot;คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ&amp;quot; ยกสถิติต้องขังคดี 6.8 แสน ติดคุกจริง 9 หมื่น ไม่มีนิยามเป็นคนรวยหรือจนกี่เปอร์เซ็นต์ ยันต้องถูกปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนกัน รับจับคนรวยยากกว่าและหนีประกันมากกว่า เตือนดูตัวเลขฟังข้อมูลจริง อย่าหลงข่าวดรามาชี้นำสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุม ประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ในงานวันธรรมศาสตร์สามัคคี ครั้งที่ 20 โดยนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์&amp;nbsp;ประธานศาลฎีกา&amp;nbsp;กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง &amp;quot;คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ&amp;quot; ว่า &amp;nbsp;สัมผัสกับความทุกข์ยากของประชาชนมาตลอด ซึ่งพ่อของตนเป็นเพียงเสมียนศาล โดยผ่านวิกฤติเหตุการณ์&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ตุลา&amp;nbsp;2516, 6&amp;nbsp;ตุลา&amp;nbsp;2519&amp;nbsp;เห็นคนบริสุทธิ์ถูกแขวนแขนคอกับต้นมะขาม รวมถึงเหตุการณ์วิกฤติตุลาการปี&amp;nbsp;2534&amp;nbsp;พบว่าสังคมเรายังมีความไม่ยุติธรรม&amp;nbsp;ยังมีการเอารัดเอาเปรียบกัน ความที่ตนเป็นชาวธรรมศาสตร์ มีสำนึกเสมอว่า&amp;nbsp;เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน สะท้อนในใจเสมอมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไสลเกษกล่าวว่า ยึดหลักต้องละเว้นจากการรับสินบน ต้องมีลมหายใจไว้เพื่อทำงานในช่วงดำรงตำแหน่ง&amp;nbsp;หลักสำคัญคือรักษาคนบริสุทธิ์และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงขอรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและข้าราชการศาลยุติธรรม เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดเป็นนโยบาย และพบว่าทุกวันนี้ยังมีปัญหามากมายต้องแก้ไข จึงต้องลำดับความสำคัญของปัญหาที่ต้องแก้ไขทำได้จริง ในวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;พ.ย.นี้ จะแถลงนโยบายต่อผู้พิพากษาและสื่อมวลชน เพื่อสะท้อนถึงประชาชน หัวใจสำคัญคือเรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้เสียหาย เหยื่ออาชญากรรม&amp;nbsp;ผู้ต้องหา จำเลยที่รอการพิสูจน์ว่าผิดหรือบริสุทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีกระแสความคิดว่า ศาลปล่อยผู้ต้องขังน้อย ไม่ให้โอกาสคนออกมาสู้คดี และคุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือไม่ ขออธิบายว่า จากการวิจัยของหลายหน่วยงานพบว่าคนที่ต้องขังส่วนใหญ่เป็นคนจน แต่ก็ไม่มีนิยามว่าอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าคนนี้จน&amp;nbsp;คนนี้ไม่จน มีการตั้งสมมติฐานว่าคนที่มีความรู้&amp;nbsp;การศึกษา&amp;nbsp;มีฐานะ มีโอกาสทางการศึกษา&amp;nbsp;จึงรู้ว่าอะไรผิดถูก&amp;nbsp;โอกาสติดคุกก็น้อยลง แต่เราแน่ใจหรือว่าคำพูดที่ว่ารวยแล้วไม่โกงมันจริงหรือ การศึกษาสูง ทำให้คนทำผิดน้อยลงจริงหรือ คนจนคนด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดสติยั้งคิด ไปก่อเหตุลักวิ่งชิงปล้นก็ง่าย คดีเกิดบ่อย จับได้บ่อย จริงหรือไม่ ส่วนคนรวยเป็นคนมีความรู้ทางการเงิน มักจะทำผิดข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน ปั่นหุ้น มีวิธีการก่ออาชญากรรมที่มีการใช้องค์ความรู้ มีรายละเอียดสลับซับซ้อนกว่าการลักวิ่งชิงปล้น ทำให้ถูกจับยากกว่าจริงหรือไม่ และมีใครเคยเห็นคนจนทำผิดข้อหาปลอมใบกำกับภาษี หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรนำเข้าส่งออกสินค้าบ้าง ไม่มีใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีคำถามว่าแล้วในคุกมีคนจนกับคนรวยใครมากน้อยกว่ากัน จากรายงานของคณะทำงานของผมพบว่า ปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;มีผู้ต้องขังทั่วประเทศกว่า&amp;nbsp;680,000&amp;nbsp;คน มีกว่า&amp;nbsp;90,000&amp;nbsp;คนถูกศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้จำคุก ที่เหลือร้อยละ&amp;nbsp;42&amp;nbsp;ศาลปล่อยเพราะรอการลงโทษ รอการกำหนดโทษ และร้อยละ&amp;nbsp;58&amp;nbsp;ศาลสั่งปรับ กักขัง แสดงว่ามีคนติดคุกจริงๆ เพียงร้อยละ&amp;nbsp;16.5&amp;nbsp;แต่มีคนจนกี่เปอร์เซ็นต์ คนรวยกี่เปอร์เซ็นต์นั้นก็ไม่เคยมีงานวิจัยที่ไหน และในประเทศไทยก็ไม่มียืนยัน อีกทั้งไม่มีการนิยามคนจนคนรวยว่า แตกต่างกันตรงไหน ที่สำคัญเมื่อแยกไม่ออก ตรงนี้เราจะสรุปได้หรือไม่ คุกมีไว้ขังคนจน แต่แน่นอนที่สุด การจับคนรวยจับยาก เวลาเราให้ประกัน คนที่หนีประกันส่วนใหญ่คือคนรวย&amp;quot; ประธานศาลฎีการะบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ดูรายงานปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;นับถึงเดือน ต.ค. มีผู้ต้องขัง&amp;nbsp;360,000&amp;nbsp;คน แยกแยะดังนี้ คือถูกขังในระหว่างช่วงการสอบสวน ก่อนฟ้องคดีกว่า&amp;nbsp;20,000&amp;nbsp;คน คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;5.5&amp;nbsp;ถูกขังไว้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นกว่า&amp;nbsp;10,000&amp;nbsp;คน คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;2.8&amp;nbsp;ถูกขังในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์และฎีกากว่า&amp;nbsp;20,000&amp;nbsp;คน ร้อยละ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;รวมๆ แล้วคือร้อยละ&amp;nbsp;16&amp;nbsp;ที่เหลือร้อยละ&amp;nbsp;84&amp;nbsp;คือคนที่ถูกขังเพราะคดีเสร็จเด็ดขาด ให้ต้องรับโทษจำคุก ซึ่งเป็นขั้นตอนชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาที่คนรวยหรือจนต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน ฉะนั้นการบอกว่านี่คือช่องว่างจำคุกเฉพาะคนจน ถามว่าใช่หรือไม่ ตนไม่ปฏิเสธหรือยืนยัน อยากให้มีการพูดด้วยตัวเลข พูดด้วยข้อมูลที่แท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการขอปล่อยตัวชั่วคราว พบว่าปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;มีการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวกว่า&amp;nbsp;220,000&amp;nbsp;ราย ศาลพิจารณาปล่อยตัวกว่า&amp;nbsp;210,000&amp;nbsp;ราย แสดงว่าปล่อยถึงร้อยละ&amp;nbsp;93.6&amp;nbsp;และขังอยู่ระหว่างพิจารณาเพียงร้อยละ&amp;nbsp;16.4&amp;nbsp;เท่านั้นเอง ถามว่าที่กล่าวกันว่าศาลขังไว้ระหว่างพิจารณาเกินความจำเป็นจริงหรือ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคนที่ยังถูกขังมีโอกาสจะได้ออกมาหรือไม่ ทางกรมราชทัณฑ์บอกเองว่าคุกไม่พอขังแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ก็บอกว่าถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตนเห็นว่าคำว่าผู้บริสุทธิ์นั้น เมื่อคนที่ถูกจับมายังถูกดำเนินคดีในชั้นสอบสวน ในชั้นศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องประทับฟ้อง&amp;nbsp;อาจมองได้ว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วว่าผิด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน อย่างนี้ยังจะเรียกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่อีกหรือไม่ หันมาดูจากหลักการที่ว่า &amp;quot;คำพิพากษายังคงใช้ได้ จนกว่าจะถูกยกเลิกเพิกถอนเปลี่ยนแปลงโดยคำพิพากษาในภายหลัง&amp;quot; ก็ย่อมแสดงว่า คดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว ผ่านการสืบพยานชั่งน้ำหนักหักล้างต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว ต้องใช้บังคับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นที่รัฐธรรมนูญยังพูดว่า ตราบใดถ้าศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเขาผิด ให้สันนิษฐานว่าเขาบริสุทธิ์ ในขณะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วว่าคนคนนี้เป็นผู้กระทำความผิด ยังจะต้องปฏิบัติต่อคนผู้นี้เช่นเดียวกับหลักคิดตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าเอาหลักสามัญสำนึกมาใช้ มันจะใช้กันได้หรือไม่ เราได้มองในมุมของผู้เสียหาย เหยื่ออาชญากรรม เด็ก สตรี คนชรา ที่ถูกทำร้าย ข่มขืนฆ่าบ้างหรือไม่ เรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ จึงจะมองด้านผู้ต้องหาจำเลยด้านเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงเหยื่ออาชญากรรมด้วย ผมเชื่อว่าศาลยุติธรรมจะไม่ปล่อยอาชญากรที่ปล้น ฆ่า ฆ่าข่มขืนอย่างแน่นอน ต่อให้รวยแค่ไหนก็ตาม&amp;quot; นายไสลเกษกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานศาลฎีกากล่าวด้วยว่า ในยุคสื่อโซเชียล มีข่าวดรามาเกิดขึ้นชี้นำสังคมมากมาย ขอให้รับฟังข้อมูลที่แท้จริง ตัวอย่างเช่นคดีตายายเก็บเห็ดถูกจับ ใครจะรู้บ้างว่าที่แท้จริงเป็นคดีที่คนถูกจับเป็นนอมินีของคนรวยไปบุกรุกที่ดินกว่า 10 ไร่ มีการครอบครองไม้ต้องห้าม หรือคดีอาจารย์มหาวิทยาลัยฆ่าภรรยาเพราะมีเรื่องระหองระแหง ฝ่ายชายเกิดโมโหทำร้ายภรรยาด้วยของที่อยู่ในถุงกอล์ฟ สื่อเสนอข่าวกันเป็นสิบวัน แรกๆ ก็มีข่าวว่าอาจารย์ตีเมียด้วยอุปกรณ์หัวไม้&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต่อมากลายเป็นตีด้วยหัวไม้ 3&amp;nbsp;ต่อมากลายเป็นหัวเหล็ก&amp;nbsp;7&amp;nbsp;พอศาลพิพากษากลายเป็นว่าจำเลยตีด้วยร่ม ศาลสั่งสืบเสาะประวัติพบว่าครอบครัวขอให้ศาลรอการลงโทษ เพราะสามีภรรยามีลูกเป็นเด็กเล็กสองคนที่เขาต้องเลี้ยงหลังภรรยาถูกตีตาย ถ้าติดคุกใครจะเลี้ยงลูก ศาลจึงรอลงอาญาให้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49616</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรวยหนีคดี, คุกมีไว้ขังคนจน, คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ, ประธานศาลฎีกา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc18487c561f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดระบบบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมแทน โดยเฉพาะการระบุว่ารัฐพึงให้ความช่วยเหลือแก่ &amp;ldquo;ผู้ยากไร้&amp;rdquo; ที่ระบุไว้ในมาตรา 68 ว่า &amp;ldquo;รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้าน ให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใดๆ รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้ หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้&amp;rdquo; แม้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านการยุติธรรมของปวงชนชาวไทยจะได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายอีกหลายฉบับ แต่เอาเข้าจริง การเข้าถึงความยุติธรรมยังเป็นเรื่องยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถิติจากกรมราชทัณฑ์ ปี 2561 มีผู้ต้องขัง 3.2 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นคนจน และประมาณ 5 หมื่นคนถูกขังก่อนศาลตัดสินคดี เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว บ้างก็ถูกคุมขังแทนค่าปรับ พูดง่ายๆ ก็คือ 1 ใน 6 ของผู้ต้องขังยากจนเกินกว่าจะสามารถจ่ายเพื่ออิสรภาพของตนเองตามเงื่อนไขของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอยู่ได้ เป็นการยืนยันคำกล่าวที่ว่า &amp;ldquo;คุกมีไว้ขังคนจน&amp;rdquo; สะท้อนความรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างชัดเจนที่สุด เป็นความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้มีโอกาสและผู้ขาดโอกาส ในการเข้าถึงและการจัดการกลไกที่มีอำนาจในสังคม โดยเฉพาะอำนาจรัฐ จนก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมหลายเรื่องตามมา ที่เห็นได้ชัดคือผู้นำกฎหมายไปบังคับใช้ ซึ่งบางครั้งพบว่ามีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฐานะทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่จะกำหนดชะตากรรมของผู้ถูกต้องข้อหา โดยที่ยังไม่ต้องมีการพิสูจน์ว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ ขั้นตอนต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมล้วนมีราคาทั้งสิ้น นับตั้งแต่ค่าธรรมเนียมขึ้นศาลหากต้องการฟ้องคดี ค่าจ้างทนายความหากต้องการฟ้องหรือถูกฟ้องคดี ค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์พยานหลักฐานต่างๆ ยังไม่รวมถึงค่าที่พักและค่าเดินทางเมื่อมาทำคดี และยังมีค่าเสียโอกาสจากรายได้ที่สูญเสียไปในการขาดงานเพื่อดำเนินคดีความ ภาระต้นทุนต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยซึ่งมีความสามารถในการจ่ายเพื่อเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่เท่ากัน ในหลายกรณีคนจนจึงเลือกที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเสียเลยแต่แรก เพราะกลัวภาระค่าใช้จ่ายมากมายที่จะตามมานั่นเอง การให้ความช่วยเหลือแก่คนจน เพื่อให้มีโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมยังมีคำว่า &amp;ldquo;สองมาตรฐาน&amp;rdquo; และการ &amp;ldquo;เลือกปฏิบัติ&amp;rdquo; เมื่อไม่มีความเท่าเทียมกันแล้วจะหวังอะไรกับการแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้านอื่น ตราบใดถ้ามีความไม่เท่าเทียมก็ไม่อาจใช้คำว่า &amp;ldquo;ความยุติธรรม&amp;rdquo; ได้ แม้ปัจจุบันจะมีกองทุนยุติธรรมเข้ามาดูแลช่วยเหลือ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้หมด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19896</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกมีไว้ขังคนจน, จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุกไม่มีไว้ขังคนจน!ครม.ปรับหลักเกณฑ์วางเงินประกันตัวต้องมีโทษจำคุก 10 ปีขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค.61 - พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.&amp;nbsp;&amp;nbsp;กรณี การปรับหลักเกณฑ์การปล่อยตัวชั่วคราว ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรม เสนอ สืบเนื่องมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เคยให้นโยบายไว้ว่า สังคมไทยชอบให้ข้อมูลทำนองตัดพ้อ ว่า คนจนติดคุกแต่คนรวยรอด จากเดิมกฎหมาย หลักเกณฑ์การปล่อยตัวชั่วคราวกำหนดว่า หาก ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีโทษจำคุก&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีขึ้นไป หากจะได้รับการปล่อยตัว ต้องมีการวางปลักประกัน หมายความว่า คนส่วนใหญ่ที่มีโทษระหว่าง&amp;nbsp;5-9&amp;nbsp;ปี ต้องมีเงินวางประกัน ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งที่เดือดร้อนขัดสนเรื่องเงินประกันต้องอยู่ในคุก จนกลายเป็นปัญหาเรื่องพื้นที่คุมขังไม่พอต่อจำนวนนักโทษ และมีเสียงวิพากษ์วิจารณืจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ได้ขอขยายเพดานโทษ หากต้องการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยต้องวางเงินประกัน ต้องมีโทษจำคุก&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ขึ้นไปเท่านั้น ที่สามรถวางหลักประกันเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ ส่วนที่โทษต่ำกว่า&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี สามารถทำตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีหลักการสำคัญที่ สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ ได้แก่&amp;nbsp;1.การให้ศาลมีอำนาจ ในการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจับผู้หลบหนีภายหลังการปล่อยตัวชั่วคราว หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ว่าง จะมีตำรวจศาลที่สามารถดำเนินการได้เอง ซึ่งครม.ไม่เห็นชอบในส่วนนี้ เนื่องจากมองว่า เป็นการเพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานศาลโดยไม่มีเหตุอันควร โดยได้มอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ศึกษากรณีดังกล่าวเพิ่มเติม&amp;nbsp;2.กำหนดให้ศาลมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องก่อนการไต่สวนมูลฟ้องได้ กรณีที่ ราษฎรเป็นโจทก์ แล้วใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ซึ่งทางคณะกรรมการกฎษฏีกาชี้แจงว่า ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา &amp;nbsp;ได้กำหนดว่า การไต่สวนมูลฟ้อง ให้สาลเข้ามามีบทบาท ในการตรวจสอบการฟ้องคดีอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุอันจำเป็นที่ต้องให้ศาลบอกว่าไม่รับฟ้อง โดยไม่มีการไต่สวนมูลฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18930</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก, คุกมีไว้ขังคนจน, พล.ท.สรรเสริญ, วงเงินประกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a82bc623fbe2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
