<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039;แนะป.ป.ช.นำคดีเก่าที่มีนายกฯ-รมต.ติดคุกหัวโตมาเป็นบทเรียน เตือนขรก.เลิกตามใจนาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
17 ก.ย.64 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา บรรยายพิเศษเรื่อง ธรรมาภิบาล คุณธรรม และความโปร่งใสในการป้องกันการทุจริต ในเวทีสัมมนาสาธารณะ เรื่อง กลยุทธ์การยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดยนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปรับปรามการทุจริตรระดับสูง(นยปส.) รุ่นที่ 12 ตอนหนึ่ง ว่า จากที่ดูรายชื่อผู้เข้าอบรมล้วนแต่เป็นผู้มีสถานภาพและมีตำแหน่งในส่วนราชการสูง ในภาคเอกชนก็เป็นผู้บริหารระดับสูงด้วยกันทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่าพื้นฐานความเข้าใจในหัวข้อ ธรรมาภิบาล คุณธรรม และความโปร่งใสในการป้องกันการทุจริตนี้นั้นทุกคนมีพร้อมเพรียงอยู่แล้ว ตนอาจจะไม่ต้องพูดอะไรทุกคนก็มีความเข้าใจในเรื่องที่จะพูดดีอยู่แล้ว อาจจะมาย้ำในบางเรื่อง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หลักสูตรที่จัดอบรมขึ้นมานี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับฟังการอภิปรายเวลามีการรายงานกิจกรรมขององค์กรอิสระ ก็มีผู้ต่อต้านคัดค้านไม่เห็นด้วย กับการจัดหลักสูตรพิเศษเหล่านี้ ซึ่งเหตุผลสำคัญอันหนึ่งคือ กลัวการสร้างเครือข่ายเพื่อประโยชน์เฉพาะตัว แต่ความจริงแล้ววัตถุประสงค์ของหลักสูตร แม้แต่หลักสูตรนี้ ส่วนหนึ่งคือการสร้างเครือข่าย แต่เป็นเครือข่ายที่ร่วมมือทำงานเพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ ทั้งนี้ เมื่อได้จัดหลักสูตรแล้วภาระหน้าที่ของทุกคนก็ต้องทำให้สมประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวว่า คือ 1.สร้างผู้นำในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและปรับปรามการทุจริตไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง 2.สร้างผู้นำผู้บริหารต้นแบบที่มีวิธีคิดดิจิทัล ในการแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม มีคุณธรรมจริยธรรมและใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการองค์กร 3.สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดพลังร่วม ใน การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในทุกภาคส่วน 4.สร้างความเข้าใจบทบาทภารกิจของป.ป.ช. เมื่อทราบหลักการและเหตุผลของการจัดหลักสูตรนี้แล้วหมายความว่าทุกคนที่มาเข้าหลักสูตรในรุ่นนี้ต้องรู้ว่า ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นการเฉพาะตัว แต่หวังให้เข้าใจภารกิจว่าการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบนั้น ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการไปมีบทบาทสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมต่อต้านการทุจริตประพฤติไม่ชอบด้วย และต้องเป็นตัวอย่าง เป็นผู้นำ เป็นต้นแบบ แยกแยะประโยชน์ส่วนตน และส่วนรวม มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีหลักธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวว่า เราจะเห็นว่าเรื่องการป้องกันทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นเรื่องใหญ่ ต้องจัดหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งทุกคนรู้ดีว่าเรามีปัญหาเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบในแวดวงบ้านเมืองของเราอยู่ตลอดมายาวนานแล้ว มากบ้าง น้อยบ้าง ตามยุคตามสมัย และแนวโน้มยังมีอยู่ทุกวันนี้ ทุกวงการ ทุกภาคส่วน ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น เริ่มตั้งแต่ด้านการเมืองในฐานะเป็นนักการเมือง และอยู่กับการเมืองมา 52 ปี อยู่ต่อเนื่องก็พูดได้ในฐานะประจักษ์พยานว่าแนวโน้มการทุจริตประพฤติมิชอบมีแนวโน้มไม่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากส่วนราชการ ฝ่ายราชการร่วมมือด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฉะนั้นอย่าแปลกใจที่มีบางยุคบางสมัย ที่เราคิดว่าใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่มีประชาธิปไตย แต่กลายเป็นยุคสมัยที่มีรัฐมนตรีติดคุกมากที่สุด ป.ป.ช. เจ้าของหลักสูตรควรจะนำคดีเหล่านั้นมาให้นักศึกษาได้ดู คดีที่ยังไม่จบก็เก็บไว้ก่อนแต่คดีที่จบแล้ว มีคนติดคุกไปแล้ว มีคนถูกลงโทษไปแล้วมากมายที่ป.ป.ช. มีส่วนร่วมในหลายคดี บางคดีที่ป.ป.ช. ไม่ได้มีส่วนร่วมก็ควรไปนำมา ให้นักศึกษาได้ศึกษารวบรวมเอาไว้ศึกษา เพราะทุกเรื่องมีประโยชน์ในเชิงที่จะ ทำให้เราได้รู้ว่าบ้านเมืองเรามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมคนระดับนั้น ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรี ลงมาถึงข้าราชการ ตั้งแต่ภาครัฐถึงเอกชน ทำไมต้องมีคนติดคุกอย่างนั้น เราจะได้เข้าใจว่าที่ไปที่มาเป็นอย่างไร อาจจะเป็นบทเรียน เป็นวิธีป้องกัน ไม่ให้คนของเรา หรือตัวเราเองต้องอยู่ในชะตากรรมเช่นนั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวอีกว่า การทำสิ่งที่มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตโกงกิน ไม่บิดเบือน ไม่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่คดโกง โปร่งใส เปิดเผย ตรงไปตรงมา มีการให้คำนิยาม คุณธรรม ธรรมาภิบาล จริยธรรม ซึ่งถ้าเราเข้าใจที่มาของคำเหล่านี้ จะทำให้รู้ว่าทั้งหมดอยู่ในเรื่องของคำว่าธรรมาภิบาล ซึ่งหลังจากที่ประกาศใช้ธรรมาภิบาล 6 ข้อแล้ว ยังมีการกระทำผิดเกิดขึ้นมาก เช่น ผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย เกรงใจบิ๊กบอส เกรงใจนาย อนุมัติเงินกู้ให้เอกชนไป ผิดกฎหมาย ติดคุก 18ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทำสัญญาเจรจาข้าว จีทูจี ผิดพลาดติดคุก 40 กว่าปี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง ติดคุก 2 ปีเพราะไปใช้ดุลพินิจเพื่อประโยชน์ของลูกนักการเมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้น ผมจึงอยากให้สังคมไทยเรามีธรรมาภิบาลข้อที่ 7 คือ ต้องไม่เกรงใจนาย เพราะถ้านายเราให้ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ยอมขัดใจนายดีกว่าติดคุกในวันข้างหน้า เพราะหลายกรณีที่ติดคุกทั้งหมด คนที่สั่งไม่ติดเลย&amp;rdquo;นายชวน ระบุ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวว่า ตนขอแนะนำให้ไปอ่านพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 และ วันที่ 5 ธันวาคม 2553 ที่ได้รับสั่งสองปีซ้ำ ว่า ขอให้ท่านทั้งหลาย ประชาชนทุกหมู่เหล่า พิจารณาให้ท่องแท้ว่าหน้าที่ท่านคืออะไร แล้วทำหน้าที่นั้นด้วยความรับผิดชอบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ที่สภากำลังทำ โครงการบ้านเมืองสุจริต โดยเชิญครูอาจารย์ทั่วประเทศให้มีตัวแทนจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มาร่วมกันออกนโยบายอบรมเยาวชน ประชาชนทุกหมู่เหล่า ในการรณรงค์เรื่องความซื่อสัตย์ ให้เชื่อความสุจริตเพราะไม่เช่นนั้นเราจะไปสู่เส้นทางทุจริตมืดมัวในวันข้างหน้า นักการเมืองซื้อเสียงมีหรือจะไม่โกง ข้าราชการซื้อตำแหน่งมามีหรือไม่รีดไถ ไม่มี เพราะฉะนั้นเราจะป้องกันสิ่งนี้ได้คือต้องทำให้เกิดความสุจริต หลักการที่ดีและคนที่ดี กับภาคปฏิบัติจึงต้องไปด้วยกันทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117010</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการป.ป.ช., คุณธรรม จริยธรรม นักการเมือง, ชวน หลีกภัย, นยปส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_61441d5a787f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2019 19:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2019 07:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนส่ายหัวมองจริยธรรมนักการเมืองดิ่งเหว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ม.ค.2562 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง คุณธรรม จริยธรรม นักการเมือง จำนวนทั้งสิ้น 1,018 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 11 &amp;ndash; 12 มกราคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา พบว่า &amp;nbsp;ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.4 ระบุการรับรู้ภาพลักษณ์นักการเมืองในสื่อมวลชนมีข่าวเสื่อมเสียมากกว่า ในขณะที่ร้อยละ 28.6 ระบุมีข่าวภาพลักษณ์ดูดีมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ความเห็นต่อข่าวสัมพันธ์รักนักการเมืองกับนักเคลื่อนไหวในคลิปที่เผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ ส่งผลต่อพรรคการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.7 ระบุเสื่อมเสียต่อพรรคการเมือง ในขณะที่ร้อยละ 41.3 ระบุไม่เสื่อมเสีย นอกจากนี้ ข่าว กกต ลงมติรัฐมนตรีถือหุ้นสัมปทานรัฐผลประโยชน์ทับซ้อนมีผลต่อพรรคการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.4 ระบุเสื่อมเสียต่อพรรคการเมืองต้นสังกัด ในขณะที่ร้อยละ 35.6 ระบุไม่เสื่อมเสีย และเมื่อถามความเห็นของประชาชนต่อคุณธรรมจริยธรรมนักการเมืองที่จะเป็นรัฐบาลในอนาคต พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.7 ระบุยังไม่มีคุณธรรมจริยธรรมมากพอ ยังไม่ผ่านเกณฑ์ ในขณะที่ร้อยละ 23.3 ระบุมีมากพอแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.6 ระบุยังไม่มีใครเหมาะสมมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา ในขณะที่ร้อยละ 14.4 ระบุมีคนที่เหมาะสมมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า รัฐมนตรีที่ถือหุ้นสัมปทานรัฐผลประโยชน์ทับซ้อนควรลาออกโดยเร็วที่สุดเป็นของขวัญวันเด็กให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ เพราะยุคนี้เป็นยุคที่รัฐบาลและ คสช. เข้ามาด้วยความหวังสูงสุดในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปการเมืองให้ดีขึ้น แต่หากยังนิ่งเฉยรอเวลาต่อไปอีกอาจส่งผลกระทบกัดกร่อนฐานสนับสนุนและเสียหายต่อความเชื่อมั่นศรัทธาได้ เพราะวันนี้ผลสำรวจชี้ชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นมีใครเหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และ คสช. จึงเสนอให้รัฐมนตรีเหล่านั้นพิจารณาเสียสละลาออกทันทีเพื่อรักษาระบบคุณธรรมจริยธรมนักการเมืองเป็นของขวัญวันเด็กให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติสืบทอดต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26424</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณธรรม จริยธรรม นักการเมือง, นักการเมือง, ผลสำรวจ, ภาพลักษณ์, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, เสื่อมเสีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190113/image_big_5c3a8c4eddfa4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
