<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัมพร&#039;ประกาศ &#039;สพฐ.&#039;เข้าสู่ปีที่ 19 มุ่งทำให้การศึกษามีคุณภาพ ไม่ใช่แค่การทำงานให้เสร็จ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
7ก.ค.64-นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2564 นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สถาปนาครบรอบ 18 ปี ซึ่งสพฐ.มีภาระกิจหลักในการรับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็น &amp;ldquo;การศึกษาขั้นพื้นฐานวิถีใหม่ วิถีคุณภาพ&amp;rdquo; โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยในสถานศึกษา ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และบริหารจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายคุณภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ถึงแม้จะเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ทำให้หลายโรงเรียนไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ แต่เราต้องเดินหน้าจัดการศึกษาเพื่อให้เยาวชนสามารถเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สพฐ.ได้ครบรอบ 18 ปีและจะย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 นั้น อยากให้ทุกคนมองเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา เพื่อต่อยอดสิ่งใหม่ๆไปพร้อมกับการฝ่าวิกฤตโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งก้าวต่อไปของ สพฐ.เราจะมุ่งสู่มิติแห่งคุณภาพ &amp;nbsp;โดยความหมายของคุณภาพนั้นเราจะไม่ใช่การทำงานให้เสร็จ แต่การทำงานด้านการศึกษาจะต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาส การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา การสร้างคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์คุณภาพของนักเรียนแม้เราจะต้องเผชิญกับการบริหารจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์โควิดก็ตาม ขณะเดียวกันในเรื่องการจัดอบรมและการพัฒนาครูเราจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์กับปัจจุบัน ดังนั้นอยากให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสถานศึกษา จะต้องปรับบทบาทเป็นหน่วยพัฒนาในการแสวงหานวัตกรรมทางการศึกษารูปแบบใหม่ที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ทุกพื้นที่&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108949</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., คุณภาพการศึกษา, อัมพร พิสานะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc214a71124.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นำวิจัยธนาคารโลก กำหนดคุณภาพ7ด้านประเมินสถานศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15มี.ค.64- สพฐ. นำวิจัยธนาคารโลก นำระบบFSQLs &amp;nbsp;ระบบองค์ประกอบพื้นฐานคุณภาพโรงเรียน7ด้าน เป็นตัววัดตรวจสุขภาพสถานศึกษาหวังทำให้ โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกันตามบริบทของตัวเอง

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุม กพฐ. ที่ประชุมได้นำเสนอโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจากนายดิลกะ ลิทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์ของธนาคารโลก ซึ่งมีองค์ประกอบมาตรฐานขั้นพื้นฐานในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพของโรงเรียน (Fundamental School Quality Levels (FSQLs) 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.ประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงเรียน 2.อำนาจอิสระและธรรมาภิบาลของโรงเรียน 3.โครงสร้างพื้นฐาน 4.ความเสมอภาคทางการศึกษา 5.คุณภาพและประสิทธิภาพการสอนครู 6.ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และ7.การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยนำรูปแบบ FSQLs มาใช้ประเมินสถานศึกษามาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อดูว่าโรงเรียนต่างๆ มีองค์ประกอบครบทั้ง 7 ด้านหรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณโรงเรียนในอนาคต &amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการควบรวมสถานศึกษาด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาการของบประมาณ อาจจัดสรรให้ตามความคิดและความจำเป็น แต่จากนี้ไปเรานำ FSQLs มาใช้ในการจัดสรรงบประมาณด้วย ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักนวัตกรรมการศึกษาของสพฐ.นำไปจัดทำรายละเอียดแล้ว เพราะหากสำเร็จจะมีการทดลองนำร่องใช้ระบบ FSQLs ในโรงเรียนเขตพื้นที่นวัตกรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้เสนอกรอบแนวทางการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับการนำระบบ FSQLs มาใช้ในโรงเรียน สพฐ. โดยจะมีการจัดกลุ่มโรงเรียน แบ่งออกเป็น กลุ่มโรงเรียนเด็กด้อยโอกาสและพิการ และกลุ่มโรงเรียนปกติที่อยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ซึ่งการดำเนินงานเราอยากเห็นโรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกัน โดยจะให้โรงเรียนนำระบบ FSQLs มาประเมิน เพื่อสำรวจคุณภาพผู้เรียน การจัดการเรียนการสอน การใช้สื่อต่างๆ จากนั้นจะให้โรงเรียนที่แบ่งกลุ่มได้มีการพัฒนาโรงเรียนของตัวเอง เช่น โรงเรียนแห่งไหนพบว่ามีจุดด้อยเรื่องใดจะมีวิธีการและแผนพัฒนาอย่างไรให้ดีขึ้น เป็นต้น หากมีการประเมินด้วยรูปแบบนี้ทุกปีจะเชื่อมโยงกับการกันคุณภาพภายในและรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกได้ด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมไม่อยากเห็นการเปรียบเทียบว่าโรงเรียนนี้ดีกว่าโรงเรียนนั้น แต่ต้องการทำให้โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกันตามบริบทของตัวเอง ดังนั้นการตรวจสุขภาพสถานศึกษาด้วยระบบ FSQLs นี้จะทำให้เกิดการพัฒนาและค้นพบว่าโรงเรียนมีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหนบ้าง รวมถึงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กจะใช้ FSQLs เข้ามาดำเนินการ เพราะระบบนี้จะช่วยการบริหารงบและบุคลากรทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะไม่เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และมีคุณภาพการศึกษาตามต้องการ เนื่องจากประเทศมาเลเซียและเวียดนามที่นำระบบดังกล่าวมาใช้แล้วจนประสำเร็จด้านการศึกษา&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96112</URL_LINK>
                <HASHTAG>FSQLs, คุณภาพการศึกษา, ดร.วาวดิลกะ ลัทธพิพัฒน์, ธนาคารโลก, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e42caed6e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2018 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2018 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปากท้องยังครองแชมป์ที่คนไทยวิตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ.61 - สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,273 คน เรื่อง 10 อันดับ ความวิตกกังวลของคนไทย ณ วันนี้ พบว่า อันดับแรก 78.32% ยังคงเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้อง รายได้ ค่าครองชีพสูง และของกิน-ของใช้แพง อันดับสอง 69.05% เศรษฐกิจตกต่ำ การค้าการลงทุนไม่ดี อันดับสาม 66.46% อุบัติเหตุบนท้องถนน การจราจร อันดับสี่ 63.45% การเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งและความขัดแย้ง อันดับห้า 63.08% โรคภัยไข้เจ็บ และสุขภาพอนามัย อันดับหก 61.67% หน้าที่การงาน งานที่ทำ ธุรกิจ และค้าขาย อันดับเจ็ด 45.17% สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ และสภาพอากาศอันดับแปด 43.12% คุณภาพการศึกษาไทย อันดับเก้า 42.81% การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน และอันดับสิบ 40.93% คุณธรรม และจริยธรรมของคนในสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2843</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คุณภาพการศึกษา, ปัญหาปากท้อง, สวนดุสิตโพล, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180211/image_big_5a7fbb0038a3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
