<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Child Pose ท่าเด็กที่ไม่เด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้พูดคุยกับผู้ฝึกโยคะท่านหนึ่งว่า ช่วงนี้ทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ค่อยได้ออกนอกบ้าน บางวันรู้สึกร่างกายเพลีย ไม่สดชื่น จึงอยากฝึกโยคะในท่าง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้แรงเยอะ พอเจอคำถามแบบนี้ท่าแรกที่นึกถึง คือ ท่าเด็กค่ะ ท่านี้ประโยชน์ไม่เด็กตามชื่อ อาจจะเป็นท่าง่าย แต่ส่งผลดีต่อสุขภาพหลายอย่าง ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ลดความเครียด แก้อาการปวดหลังและคอ และช่วยผ่อนคลายอาการตึงสะโพก ต้นขา และข้อเท้า วันนี้ผู้เขียนจึงมีท่า Child Pose ภาษาสันสกฤตเรียกว่า Balasana ในภาษาไทยเรียกว่า ท่าเด็ก มาแนะนำ ท่านี้เป็นท่าจัดอยู่ในกลุ่มท่า Relaxation Asana หรือ ท่าผ่อนคลาย ส่วนใหญ่ใช้ในการเริ่มต้นการเริ่มฝึกโยคะ เพื่อยืดเหยียดและเตรียมร่างกายก่อนเข้าอาสนะที่ยากขึ้นในลำดับถัดไป และใช้เป็นท่าพักระหว่างการฝึก หากรู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไป สำหรับท่าเด็ก มองดูแล้วเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วมีรายละเอียดมากมาย มาลองฝึกไปพร้อมๆกันค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มด้วยการอยู่ในท่า all fours หรือ ท่าคุกเข่า โดยวางมือทั้งสองข้างที่พื้น ระยะห่างของมือเท่ากับระยะของหัวไหล่ กางนิ้วมือทั้งสองเพื่อกระจายน้ำหนัก วางเข่าทั้งสองข้างที่พื้น ความห่างของหัวเข่าเท่ากับระยะของสะโพก เมื่ออยู่ในท่าคุกเข่า มั่นคงดีแล้ว ให้ผู้ฝึกเคลื่อนเท้าเข้ามาใกล้กันโดยวางนิ้วโป้งเท้าชนกันพอดี แต่ไม่ซ้อนกัน หัวเข่าทั้งสองข้างจะแยกออกเป็นรูปตัววี ลดก้นนั่งลงบนส้นเท้าพร้อมกับลดลำตัวลง แผ่หลังออกให้กว้าง เดินมือทั้งสองไปด้านหน้า แขนขนานกัน กางฝ่ามือออก และวางหน้าผากลงบนพื้น ค้างท่าไว้สักครู่ประมาณ 10-20 วินาที หากรู้สึกสบายขณะค้างท่าสามารถเพิ่มเวลาในการอยู่ในท่าได้อีก แต่หากรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว สามารถออกจากท่าก่อนได้ค่ะ (รูปที่ 1 ท่าเด็กแบบหัวเข่าแยกจากกัน เหยียดแขนไปด้านหน้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำท่า Child Pose นอกจากการอยู่ในท่าแบบหัวเข่าแยกจากกันแล้ว ผู้ฝึกสามารถอยู่ในท่าแบบหัวเข่าชิดกันก็ได้ เริ่มด้วยการนั่งในท่า Virasana นั่งทับส้นเท้า หัวเข่าชิดติดกัน วางหลังเท้าแนบพื้น นิ้วโป้งเท้าชนกัน แต่ไม่ซ้อนกัน ยืดลำตัวขึ้น หลังตรง ค่อยๆ พับลำตัวลง ลดไหล่ลงใกล้พื้น เหยียดหลังยาว เคลื่อนมือไปข้างหน้าแขนขนานกัน ค้างท่าไว้สักครู่ประมาณ 10-20 วินาที (รูปที่ 2 ท่าเด็กแบบหัวเข่าชิดกัน เหยียดแขนไปด้านหน้า)
ท่า Child Pose ทั้งแบบหัวเข่าแยกจากกัน และแบบหัวเข่าชิดกัน หากผู้ฝึกบางท่านที่มีรูปร่างอวบหรือมีเนื้อบริเวณต้นขาค่อนข้างมาก จะไม่สามารถลดก้นลงนั่งบนส้นเท้าได้ ให้นำผ้าขนหนูพับทบกัน หรือม้วนเป็นท่อนกลม แล้วสอดไว้ใต้ก้น จะช่วยให้อยู่ในท่านี้ได้สบายขึ้นค่ะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความแตกต่างของท่า Child Pose ทั้งสองแบบนี้มีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันเล็กน้อยตรงที่ ท่า Child Pose แบบหัวเข่าแยกจากกัน เมื่ออยู่ในท่านี้ หลังส่วนบนของผู้ฝึกจะมีลักษณะแอ่นเล็กน้อย เนื่องจากมีการหย่อนหน้าอกลงใกล้พื้น ส่วนแบบหัวเข่าชิดกันหลังส่วนบนของผู้ฝึกจะมีลักษณะโค้งเล็กน้อยเหมือนหลังเต่า เพราะหน้าอกจะอยู่ติดกับหน้าขา โดยส่วนตัวผู้เขียนชอบฝึกแบบหัวเข่าแยกจากกันมากกว่า แต่อันนี้แล้วแต่ผู้ฝึกจะเลือกว่าอยากฝึกแบบไหน หรืออยู่ในท่าไหนแล้วสบายกว่ากัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในขณะที่ฝึกท่าเด็กทั้งสองแบบ ผู้ฝึกสามารถเดินมือไปด้านหน้า เหยียดแขนตรง กางฝ่ามือกว้าง วางมือราบลงบนพื้น หรืออาจจะวางมือเป็นรูปถ้วยคว่ำ หรือโหย่งมือขึ้น ถือเป็นการเพิ่มการออกแรงบริเวณหัวไหล่ แขน และมือ (active) (รูปที่ 3 ท่าเด็กแบบหัวเข่าแยกจากกัน วางมือเป็นรูปถ้วยคว่ำ) หรือถ้าไม่อยากใช้แรง (passive) ให้ผู้ฝึกผ่อนคลายหัวไหล่ หย่อนแขนลงสบายๆ และงอแขนเล็กน้อยก็ได้ หรืออาจจะเหยียดแขนไปด้านหลัง ผ่อนแขนสบายๆ ให้ปลายนิ้วมือชี้ไปด้านหลังก็ได้เช่นกัน (รูปที่ 4 ท่าเด็กแบบหัวเข่าชิดกัน เหยียดแขนไปด้านหลัง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฝึกโยคะไม่มีถูกหรือผิด มีแต่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการฝึก และเหมาะกับร่างกายของเราหรือไม่ ผู้เขียนแนะนำว่า ผู้ฝึกควรศึกษารายละเอียดของท่าที่ถูกต้องไว้เป็นพื้นฐานว่า ท่าที่ถูกต้องมีลักษณะอย่างไร แต่ขณะฝึกควรพิจารณาร่างกาย และปรับท่าให้เหมาะกับสรีระตัวเอง เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะทำท่าโยคะได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันบางคนอาจจะทำท่าโยคะแล้วอึดอัด ไม่สบายตัว หรือรู้สึกตึงจนเกินไป ให้เลือกปรับรายละเอียดของท่าให้เหมาะสมกับตัวเอง ขอให้ทุกท่านฝึกโยคะอย่างมีความสุขและมีความสดใสร่าเริงแบบเด็ก นมัสเตค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;ดร.ธีติมา ปิยะศิริศิลป์&amp;nbsp;
ผู้สอนวิชาโยคะ สมาธิและศิลปะการดำเนินชีวิต&amp;nbsp;
กลุ่มวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยสยาม
FB:YogaMeditationandArtofliving
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118413</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ธีติมา ปิยะศิริศิลป์, โยคะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_615684c628f39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 18:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะผู้ติดเชื้อ COVID-19  สามารถทุเลาภาวะอักเสบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การติดเชื้อ COVID-19 นอกจากจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงจากอาการต่างๆ เช่น เป็นไข้ ไอแห้ง เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ท้องเสีย และเหนื่อยง่าย หายใจลำบากแล้ว หลังหายป่วยจาก COVID-19 ในบางคนก็อาจมีอาการแสดงที่เรียกว่า Long-haul COVID หรือภาวะ LONG COVID เป็นชื่อเรียกภาวะที่พบผลกระทบระยะยาวของการติดเชื้อโควิด-19 เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม รู้สึกแน่นๆ หน้าอก และโรคนี้ก็ยังคงทิ้งร่องรอยความเสียหายให้กับร่างกายอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครที่ติดเชื้อ COVID-19 ต้องรับรู้ว่าเป็นการติดเชื้อของทางเดินระบบหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ซึ่งหมายรวมถึงอวัยวะสำคัญอย่าง &amp;ldquo;ปอด&amp;rdquo; ด้วย และเมื่อปอดเกิดการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งเม็ดเลือดขาวเข้าไปจัดการด้วยการทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า &amp;ldquo;การอักเสบ&amp;rdquo; เพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม จนท้ายที่สุดเกิดเป็น &amp;ldquo;ภาวะปอดอักเสบ&amp;rdquo; ตามมา ส่งผลให้ระบบการทำงานของปอดผิดปกติ หรือหากมีอาการแทรกซ้อนก็อาจติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด หรือช็อกจนทำให้ระบบอวัยวะภายในล้มเหลว ซึ่งเท่ากับเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันจากข้อมูลของประเทศจีนพบรายงานการติดเชื้อCOVID-19 ซ้ำได้ร้อยละ 14 ของผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ทั้งหมด เพราะร่างกายอาจมีการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่สูง หรือภูมิคุ้มกันลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยรายงานการติดเชื้อซ้ำพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และมีโรคประจำตัวหลายชนิด ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาว่าทำไม &amp;ldquo;การ์ดห้ามตก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นอกจากมาตรการตั้งการ์ดรับมือ COVID-19 ดังกล่าวแล้ว การดูแลตัวเองจากภายในก็มีส่วนช่วยในการลดความรุนแรงของอาการติดเชื้อ COVID-19 ได้ สำหรับผู้ป่วยโควิดและยังมีอาการโควิดลากยาว ทำให้ผู้ที่หายป่วยบางรายยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเดิม ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 30-50% จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว ดังนั้นเพื่อลดอาการ Long-haul COVID ล่าสุด อินเตอร์ ฟาร์มา แนะนำตัวเลือกดีๆ คือ การรับประทาน &amp;ldquo;Probiota BL&amp;rdquo; นวัตกรรมโปรไบโอติกแบคทีเรียจาก &amp;ldquo;ประเทศฝรั่งเศส&amp;rdquo; ที่มีโปรไบโอติกแบคทีเรียสายพันธุ์ Bifidobacterium lactis (B. lactis B94) เป็นโปรไบโอติกสำหรับสุขภาพเด็กและทุกคนในครอบครัว โดยงานวิจัยล่าสุดได้ค้นพบว่าโปรไบโอติกสายพันธุ์ Bifidobacterium (B. lactis) ใน Probiota BL มีส่วนช่วยลดความรุนแรงหรือลดระยะเวลาของการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น ข้อมูลวิจัยพบว่ากรดไขมันโอเมกา 3 เป็นหนึ่งในสารอาหารหลายชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยต้านเชื้อไวรัสด้วยการยับยั้งสารสื่อกลางที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และมีส่วนช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเล รับประทาน Flaxeed Oil ของ Vita Health โภชนเภสัชที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา 3 จากพืชอย่าง &amp;ldquo;Flaxseed Oil (เมล็ดแฟลกซ์)&amp;rdquo; ซึ่งใช้วิธีสกัดเย็น จึงไม่สูญเสียสารสำคัญ ได้รับคุณประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117916</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, แนะผู้ติดเชื้อ COVID-19  สามารถทุเลาภาวะอักเสบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61504c8062120.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กินชีส-โยเกิร์ต-ช็อกโกแลตทุกวัน ลดเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการกินอาหารที่มีส่วนประกอบของพืชเป็นหลัก จะช่วยดูแลสุขภาพหัวใจของคุณได้ อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องทานมังสวิรัติโดยสิ้นเชิง เพราะหลักฐานบ่งชี้ว่าอาหารอย่าง ชีส ช็อกโกแลต และโยเกิร์ตก็มีประโยชน์เช่นกัน เพราะการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม ที่มีไขมันในปริมาณที่พอเหมาะ สามารถช่วยปกป้องสุขภาพหัวใจของคุณได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนาโปลี ในประเทศอิตาลี ได้ทบทวนการศึกษาเกือบ 100 เรื่อง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและพฤติกรรมการบริโภคอาหาร พวกเขามุ่งเน้นไปที่อาหารบางประเภท เช่น เนื้อแดง สัตว์ปีก ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม ผลผลิต ถั่ว และธัญพืช ซึ่งผลการวิจัยของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าการกินโยเกิร์ตและชีสในปริมาณเล็กน้อยเป็นประจำ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด อาจเป็นเพราะกระบวนการหมักในอาหารกลุ่มที่กล่าวมานั้น อีกทั้งการกินช็อกโกแลตจำนวนเล็กน้อย ยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจัยพบว่าการกินผลิตภัณฑ์นมมากถึง 200 กรัมต่อวัน ไม่ได้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ แม้ว่าจะมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับการบริโภคที่สูงก็ตาม ตรงกันข้ามกับทฤษฎีเก่าที่ว่า ปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของหัวใจ การศึกษาในปัจจุบันพบว่าผลิตภัณฑ์นมบางชนิดดูเหมือนจะมีผลในการป้องกันด้วยซ้ำ เช่น คนที่บริโภคโยเกิร์ตอย่างน้อย 200 กรัม หรือ 3 ใน 4 ถ้วยโยเกิร์ตต่อวัน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่กินโยเกิร์ต นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่กินชีสนั้น มีประโยชน์มากหากบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ หรือไม่เกิน 50 กรัม ประมาณ 2 ชิ้นครึ่ง หรือหากเป็นชีสขูดฝอยไม่เกิน 1 ใน 3 ถ้วยต่อวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษายังพบความเชื่อมโยงที่เล็กน้อย ระหว่างโรคหัวใจกับการกินช็อกโกแลต แต่มีนัยสำคัญระหว่างการรับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำ กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจที่ลดลงเล็กน้อย ดังนั้น การรับประทานช็อกโกแลตระหว่าง 20 กรัม ถึง 45 กรัมต่อวัน เช่น ช็อกโกแลตแท่ง ในปริมาณครึ่งแท่งถึง 1.5 ออนซ์ พบว่ามีประโยชน์มากที่สุด แต่ทั้งนี้การกินช็อคโกแลตมากเกินไป ไม่ได้เชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นักวิจัยแนะนำให้กินช็อกโกแลต 10 กรัมต่อวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไป หรือแคลอรีส่วนเกิน ที่อาจจะไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจ ทั้งนี้ หลักฐานชี้ไปที่สารประกอบเฉพาะในโกโก้ที่ใช้ทำช็อกโกแลต ที่เรียกว่าสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเชื่อมโยงกับประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจของช็อกโกแลต และถ้าให้ดีดาร์กช็อกโกแลตเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับสุขภาพของหัวใจ เนื่องจากมีสารฟลาโวนอยด์ ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารที่ช่วยลดการอักเสบ อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117184</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินชีส-โยเกิร์ต-ช็อกโกแลตทุกวัน ลดเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด, คุณภาพชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_61470c266f6d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การดูแลผู้ป่วยด้วยแพทย์วิถีใหม่  เทคโนโลยีรับมือโรครองจากโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม จนกลายเป็นมหาวิกฤตทางสาธารณสุขโลก นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนสนใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ และการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในโอกาสก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ของ &amp;ldquo;โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน&amp;rdquo; เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงประกาศความสำเร็จในการเตรียมความพร้อม และยกระดับศักยภาพในเชิงการแพทย์สู่การเป็นผู้นำด้านการแพทย์วิถีใหม่ &amp;ldquo;new normal&amp;rdquo; ไปสู่ &amp;ldquo;new future&amp;rdquo; โดยนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ ยกระดับการดูแลผู้ป่วยที่ตรงจุด มีประสิทธิภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.นพ.วีรยะ เภาเจริญ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน กล่าวว่า &amp;ldquo;เราอาจจะต้องอยู่กับ COVID-19 กันไปปีกว่าหรือสองปี เราจึงต้องรักษาสุขภาพให้ดีและแข็งแรง เพื่อรับมือกับการอาศัยในสภาวะที่โรคระบาดนี้ยังคงดำเนินอยู่ ดังนั้นการรักษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และครอบคลุมทั้งระบบ เชื่อมโยงตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย ให้คำปรึกษา เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม จนถึงการติดตามผลหลังการรักษา จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญการของแพทย์แต่ละสาขา ทั้งยังจำเป็นต้องมีบุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายสาขาวิชาชีพที่ชำนาญการเฉพาะทาง คอยสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถดำรงชีวิตได้ยาวนานมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ได้มีการพัฒนายกระดับการให้บริการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องรับกับพฤติกรรม ของผู้มาใช้บริการที่เปลี่ยนไปอย่างครอบคลุมในทุกๆ มิติ ได้แก่ 1.การแยกพื้นที่บริการเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ สำหรับผู้มาใช้บริการ ภายใต้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย 2. Homecare services เช่น บริการฉีดวัคซีน บริการจัดส่งยา (Drug delivery) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการอย่างรวดเร็ว ถึงง่าย และปลอดภัยสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.Virtual Care โทรเวช หรือ Telemedicine เพื่อตอบโจทย์การรักษาพยาบาลผู้ป่วย ถือเป็นการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยสูง การดูแลรักษาที่มีทั้งผ่านทางออนไลน์อย่างเดียว หรือผสมผสานออนไลน์เข้ากับ offline ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกหรือพฤติกรรม การใช้บริการของผู้รับบริการทุกช่วงอายุ บางท่านสะดวก online บางท่านยังต้องการแบบ offline อยู่ หรือบางท่านก็เป็นแบบผสม เรียกได้ว่าเราสามารถที่จะให้บริการได้หมดทุกวิถีทาง เข้าถึงความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มอายุ กลุ่มประเภท โดยมีบริการต่างๆ อาทิ บริการเจาะเลือดที่บ้านแล้วสามารถฟังผลออนไลน์ การให้คำปรึกษาทางการแพทย์แบบออนไลน์ การนัดการดูแลติดตามอาการผู้ป่วยเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นต้น และ 4. การจัดสัมมนาออนไลน์ ถ่ายทอดองค์ความรู้และความชำนาญทางการแพทย์ให้กับทีมแพทย์ จะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่น่าสนใจคือ โรคภัยไข้เจ็บในอนาคต อันเกิดจากวิถีชีวิตใหม่ อาทิ&amp;nbsp; &amp;nbsp;office syndrome ก็ยังมีโรคที่คาดว่าจะพบได้ในผู้ป่วยในอนาคตอันใกล้นี้ และมาแรงนอกจากโควิด-19 คือ 1.กลุ่มของผู้สูงอายุที่อายุมากขึ้น และสิ่งที่จะต้องรับมือคือเรื่องชะลอวัย เช่น ทางรพ.ก็จะมีการส่งเสริมสุขภาพในการชะลอวัย กลุ่มผู้สูงวัยที่ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิต และโรคหัวใจ โดยทีมแพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ 2.คือโรคจิตเวช ซึ่งไม่ถึงกับเป็นโรคที่ผู้ป่วยเกิดอาการคุ้มคลั่ง แต่จะพบว่าผู้ป่วยมีภาวะเครียดและซึมเศร้ามากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบโรคโควิด-19 ส่วนนี้ทาง รพ.เปาโล พหลโยธิน ก็จะมีศูนย์สุขภาพจิต โดยมีทีมแพทย์จิตเวชมาให้คำปรึกษา และเน้นจัดกิจกรรมบำบัดผู้ป่วยโดยตรง และเรายังเป็น รพ.เอกชน ที่สามารถรองรับผู้ป่วยจิตเวชได้เป็นอย่างดี. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116671</URL_LINK>
                <HASHTAG>การดูแลผู้ป่วยด้วยแพทย์วิถีใหม่  เทคโนโลยีรับมือโรครองจากโควิด, คุณภาพชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_6140598975726.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปอดหายใจดีขึ้นเมื่อฝึก  Downward Facing Dog อย่างถูกวิธี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนี้ผู้อ่านหลายคน Work from Home ทำงานอยู่บ้าน และนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ ทำให้เกิดปัญหาปวดหลัง ปวดขา และกล้ามเนื้อน่องตึงได้ วันนี้ผู้เขียนมีท่า Downward Facing Dog มาแนะนำค่ะ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า Adho Mukha Svanasana (Adho = downward, Mukha = face, Svana = dog) ในภาษาไทยเรียกว่า ท่าสุนัขก้ม ท่านี้ถือเป็นท่าที่อยู่ในกลุ่มท่ากลับหัว (Inverted Asana) เนื่องจาก ตอนที่ทำท่านี้ตำแหน่งของศรีษะอยู่ต่ำกว่าหัวใจ ซึ่งตามปกติท่านี้เป็นท่าที่อยู่ในชุดท่าฝึกสุริยนมัสการ A&amp;amp;B (Sun salutation A&amp;amp;B) และนิยมใช้ในช่วงพักขณะฝึกโยคะ และ ใช้เป็นท่าที่เชื่อมต่อไปยังท่าอื่นๆ ท่านี้มีประโยชน์เกือบทุกส่วนของร่างกาย ช่วยให้แขน ขา สะบัก ไหล่ และหลังแข็งแรง เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนโลหิต ช่วยลดความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยขยายหน้าอก และเพิ่มความแข็งแรงของปอด ทำให้ปอดมีประสิทธิภาพการหายใจได้ดีขึ้น ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มด้วยการอยู่ในท่า all fours หรือ ท่าคุกเข่า โดยวางมือทั้งสองข้างที่พื้น ระยะห่างของมือเท่ากับระยะของหัวไหล่ กางนิ้วมือทั้งสองเพื่อกระจายน้ำหนัก วางเข่าทั้งสองข้างที่พื้น ความห่างของหัวเข่าเท่ากับระยะของสะโพก เมื่ออยู่ในท่าคุกเข่า มั่นคงดีแล้ว ให้ผู้ฝึกดันลำตัวและยกสะโพกขึ้น จะได้ท่า Downward Facing Dog (รูปที่ 1 Downward Facing Dog) ขณะที่อยู่ในท่านี้ มือและเท้าทั้งสองข้างจะอยู่ที่พื้น ดั้งนั้นต้องกางนิ้วมือทั้งสอง และกดเท้าลงพื้น เพื่อกระจายน้ำหนัก แขนทั้งสองข้างและขาทั้งสองข้างเหยียดตรง ปลายนิ้วมือและปลายนิ้วเท้าชี้ไปด้านหน้า ยืดหลังและสะบัก สะโพกชี้ขึ้นด้านบน แขม่วหน้าท้องเล็กน้อย ศรีษะปล่อยสบาย ไม่เกร็งคอ บ่า และไหล่ สายตามองไปที่สะดือ หรือ ด้านหลังห้อง เมื่อมองด้านข้างจะคล้ายรูปสามเหลี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับท่านี้อาจจะดูง่าย แต่ก็ยังพบว่าผู้ฝึกหลายคนทำผิด หรือบางคนเมื่อเข้าท่านี้อาจจะพบปัญหาตึงที่บริเวณน่องด้านหลัง และไม่สามารถกดส้นเท้าลงพื้นได้ วิธีแก้ไข คือ ให้ผู้ฝึกหย่อนเข่า หรือ งอหัวเข่า และกดจมูกเท้าลงที่พื้น ลักษณะจะคล้ายท่าเตรียมวิ่ง โดยเริ่มจากงอเข่าขวาก่อน (รูปที่ 2 Downward Facing Dog งอเข่าขวา) ค้างอยู่ในท่านี้ประมาณ 3-5 ลมหายใจ หายใจเข้าลึก และหายใจออกยาว หลังจากนั้นสลับข้าง งอเข่าซ้าย (รูปที่ 3 Downward Facing Dog งอเข่าซ้าย) ค้างอยู่ในท่านี้ประมาณ 3-5 ลมหายใจ หายใจเข้าลึก และหายใจออกยาว ทำซ้ำอีก 3-4 รอบ เมื่อผู้ฝึกเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นให้ลองงอเข่าสลับซ้ายขวาแบบต่อเนื่องสัก 5 รอบ หลังจากทำเสร็จให้กลับมาพักในท่าเด็กหมอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ปัญหาอีกอย่างที่พบบ่อย คือ ผู้ฝึกบางท่านเมื่ออยู่ในท่านี้หลังมักจะโค้ง ไม่สามารถยืดหลังให้ตรงได้ และไหล่ล้ำไปด้านหน้า ผู้เขียนแนะนำให้ผู้ฝึกยืดเหยียดหลังด้วยการดันสะโพกขึ้นสูง งอเข่าสองข้าง กดจมูกเท้าลงที่พื้น มือสองข้างออกแรงดันพื้นเพื่อยืดหลังและสะบัก ค้างอยู่ในท่านี้ประมาณ 3-5 ลมหายใจ หายใจเข้าลึก และหายใจออกยาว และทำซ้ำอีก 3-4 รอบ (รูปที่ 4 Downward Facing Dog งอเข่าสองข้าง) หลังจากทำเสร็จให้กลับมาพักในท่าเด็กหมอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อควรระวังของท่านี้ คือ ผู้ฝึกบางท่านที่ร่างกายยืดหยุ่นได้ดีมักจะเผลอหย่อนลำตัวลงใกล้พื้น และบางท่านมักจะออกแรงกดบริเวณสะบักและหลังส่วนบนมากจนเกินไป เมื่อมองจากด้านข้างแนวตั้งแต่ข้อมือ แขน เรื่อยไปจนถึง หลังและสะโพก จะเป็นลักษณะแอ่น เพราะผู้ฝึกพยายามลดศรีษะให้ใกล้พื้นมากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้แรงกดมาลงที่บริเวณแขนและข้อศอก หากผู้ฝึกเป็นแบบที่ผู้เขียนบอก แนะนำให้ปรับท่าใหม่ด้วยการปรับหลังให้ตรง (flat back) เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ รวมทั้งหากผู้ฝึกยืดเหยียดหลังให้ยาวขึ้นจะช่วยเพิ่มพื้นที่ช่วงลำตัว ขยายกลุ่มกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครง ส่งผลให้ระบบการหายใจดีขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงน้ำหนักที่ฝ่ามือก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ตอนอยู่ในท่านี้ ควรกางนิ้วมือให้กว้างและกระจายน้ำหนักไปที่นิ้วมือทั้งห้านิ้ว เนื่องจากหากผู้ฝึกไม่กระจายน้ำหนักไปที่นิ้วมือทั้งห้านิ้ว น้ำหนักจะถูกถ่ายลงที่ข้อมือ ส่งผลให้เจ็บข้อมือได้ นอกจากนี้ตอนใช้มือยันพื้นให้ส่งแรงจากฝ่ามือและข้อมือมาที่แขน ข้อศอก และหัวไหล่ จะช่วยให้แขนเหยียดตรง ยืดลำตัวได้ตรง เพิ่มพื้นที่บริเวณหน้าอก ปอดขยาย และอยู่ในท่าได้อย่างมั่นคง ซึ่งถือเป็นหลักของท่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากฝึกในช่วงแรกข้อเท้ายังไม่ติดพื้น หลังยังไม่ตรง และไหล่ล้ำ ยังไม้ต้องกังวลนะคะ ค่อยๆ ปรับท่าไปทีละนิด ที่สำคัญ คือ ต้องใส่ใจกับรายละเอียด แต่ละส่วนของร่างกาย และมีสติขณะอยู่ในท่าโยคะ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า ร่างกายกำลังอยู่ในอิริยาบทใด ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการฝึกโยคะ และมีระบบการหายใจที่ดี นมัสเตค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;ดร.ธีติมา ปิยะศิริศิลป์&amp;nbsp;
ผู้สอนวิชาโยคะ สมาธิและศิลปะการดำเนินชีวิต&amp;nbsp;
กลุ่มวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยสยาม
FB:YogaMeditationandArtofliving
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115464</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ธีติมา ปิยะศิริศิลป์, โยคะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_61318165588f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซักหน้ากากอนามัยทุกวัน ตัวช่วย..ป้องกันโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า เราควรทำความสะอาดหน้ากากอนามัยบ่อยแค่ไหน?? เนื่องจากปัจจุบันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตากำลังระบาดไปทั่วโลก และติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่นอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าคุณอาจพบตัวเลือกของหน้ากากอนามัยและขั้นตอนการทำความสะอาดหน้ากากที่ดีที่สุดสำหรับคุณแล้ว แต่คุณอาจต้องประเมินกระบวนการของคุณใหม่ โดยคำนึงถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตา ที่แพร่กระจายได้ง่ายในหลายประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งสำคัญคือต้องหมั่นทำความสะอาดหน้ากากแบบใช้ซ้ำได้เป็นประจำ เพื่อความสบายและความปลอดภัยของคุณ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง &amp;ldquo;ดร.คาสซานดรา ปิแอร์&amp;rdquo; แพทย์โรคติดเชื้อที่ศูนย์การแพทย์บอสตัน กล่าวว่า &amp;ldquo;หน้ากากที่สกปรกหรือ เปื้อน&amp;quot; สามารถลดประสิทธิภาพของหน้ากากได้ นอกจากนี้ยังสามารถระคายเคืองต่อผิวของคุณได้หากมีแบคทีเรียสะสมอยู่ นี่คือคำแนะนำในการทำความสะอาดหน้ากากที่จะช่วยให้คุณและผู้อื่นปลอดภัย ตั้งแต่วิธีการทำความสะอาดไปจนถึงความถี่ในการซักแมสก์ของคุณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.กาเบียวรา แอนดูจาร์ วาซคิวซ์ แพทย์ด้านโรคติดเชื้อและนักระบาดวิทยา ในโรงพยาบาลทัฟส์ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบอสตัน ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ บอกว่า &amp;ldquo;น้ำอุ่นและผงซักฟอกที่คุณใช้ที่บ้านน่าจะได้ผลดีสำหรับการซักหน้ากากอนามัย เรียกได้ว่าการซักหน้ากากผ้าสามารถซักด้วยมือ หรือโยนในเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้า ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณชอบ หรือรู้สึกว่าสะดวกที่สุด แต่ทั้งนี้แนะนำให้ล้างมือ เนื่องจากคุณอาจไม่ได้ซักผ้าตามปกติ เพราะหน้ากากอนามัยที่คุณใช้ อาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทำให้หน้ากากผ้าแห้ง คือการปล่อยให้แห้งโดยการตากอากาศหรือลมที่พัด หรือหลายคนต้องการการป้องกัน โดยการใช้เครื่องอบผ้า การใช้ความร้อนสูงสามารถช่วยกำจัดอนุภาคหรือเชื้อโรคและเชื้อไวรัสที่ตกค้างอยู่บนแมสก์ของคุณ ได้ เช่นเดียวกับเสื้อผ้าอื่นๆ ซึ่งหน้ากากผ้าก็เช่นกัน เมื่อใช้ไปนานๆ อาจเริ่มพังได้ หากใช้ซ้ำและซักซ้ำบ่อยๆ อย่าลืมระวังการหลุดลุ่ยหรือการสึกหรอของวัสดุ เพราะนั่นอาจทำให้คุณภาพของแมสก์ในการป้องกันเชื้อไวรัสลดลงได้เช่นกัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแง่ของความถี่ในการซักหน้ากากอนามัยนั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา (CDC) แนะนำให้ซักทำความสะอาดหน้ากากของคุณเมื่อใดก็ตามที่สกปรกหรืออย่างน้อยทุกวัน หากคุณไม่มั่นใจว่าหน้ากากของคุณสกปรกแค่ไหน ทางออกที่ปลอดภัยที่สุด คือการซักหลังใช้ทุกครั้งก็จะดีที่สุด โดยเฉพาะหากวันไหนที่คุณออกไปทำธุระนอกบ้าน และเสี่ยงที่จะมีละอองของน้ำลายทั้งจากตัวเองและผู้อื่น ที่อาจปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดอยู่ที่บนพื้นผิวแมสก์ของคุณ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114169</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ซักหน้ากากอนามัยทุกวัน ตัวช่วย..ป้องกันโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210822/image_big_612238fd76314.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น ป้องกันโควิด-19 ดีเยี่ยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหลายประเทศได้แนะนำให้ประชาชนหันมาใส่หน้ากากอนามัย 2 ชิ้น หรือ 2 อันซ้อนกัน ถึงแม้จะเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็ตาม เพื่อช่วยยับยั้งจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งแพร่ระบาดได้ง่าย ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามรายงานของสาธารณสุขอเมริกา หรือ CDC ได้บอกไว้ว่า ไม่มีวัคซีนใดที่ได้ผล 100% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงตัวสายพันธุ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่สามารถกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา แต่ทว่าวัคซีนสามารถป้องกันอาการติดเชื้อที่รุนแรง และป้องกันการเสียชีวิตได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สาธารณสุขของอเมริกา (CDC) เคยแนะนำให้ใส่แมสก์ 2 ชิ้นทับกันเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ โดยระบุว่า สามารถหยุดการแพร่กระจายของไวรัสร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยป้องกันละอองฝอยของน้ำลายได้ อีกทั้งหน้ากากอนามัย 2 ชั้นยังสามารถลดการแพร่กระจายของไวรัสลงได้ถึง 96.5% หากทั้งผู้ติดเชื้อและผู้ที่ไม่ติดเชื้อที่เลือกสวมหน้ากากแบบผ่าตัดที่รัดแน่นกับหน้ากากผ้า โดยสวมทับกัน 2 ชั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การสวมหน้ากาก 2 ชิ้นอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าหน้ากากเพียงอันเดียวด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ประการแรกนั้นเป็นการเพิ่มชั้นพิเศษระหว่างปากและจมูกของคุณกับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่อยู่รอบตัว หมายถึงการสร้างสิ่งป้องกันที่ซับซ้อนมากขึ้นสำหรับอนุภาคไวรัสที่สามารถลอยอยู่ในอากาศ และนั่นสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ประการที่สอง การสวมหน้ากากสองชิ้น เช่น การสวมแมสก์แบบใช้แล้วทิ้งและหน้ากากผ้าน่ารัก จะช่วยป้องกันปากและจมูกของเราไม่ให้มีช่องหรือรูที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายได้ เนื่องจากสวมหน้ากากอนามัยไว้ 2 ชั้น นอกจากนี้สาธารณสุขของอเมริกายังเน้นย้ำว่า การใส่หน้ากากที่กระชับจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ศ.แคธรีน จอร์แดน&amp;rdquo; รองประธานอาวุโสฝ่ายการแพทย์จาก Tia ผู้ให้บริการด้านสุขภาพสตรีแบบออนไลน์ และมีบริการตรวจสุขภาพเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 กล่าวว่า &amp;ldquo;การเพิ่มหรือจับคู่ระหว่างหน้ากากผ้าที่ซักได้กับหน้ากากผ่าตัดแบบใช้แล้วทิ้ง เป็นสิ่งที่ป้องกันโรคโควิด-19 ได้ แม้ว่าคุณกำลังคิดว่า ฉันสบายดี ฉันฉีดวัคซีนแล้ว ฉันปลอดภัยแล้วใช่ไหม แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้นั้น ผู้คนยังคงต้องระมัดระวังตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับสายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ และปัจจุบันเรามีไวรัสสายพันธุ์ที่สามารถแพร่เชื้อได้มากขึ้น มีความชุกสูงขึ้นในหลายชุมชนของเรา ดังนั้นทุกคนต้องสวมหน้ากากให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการใส่หน้ากากอนามัยสวมทับ 2 ชั้นเป็นความคิดที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;ldquo;ดร.เอดการ์ ซานเชส&amp;rdquo; ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อแห่งโรงพยาบาลเฉพาะทางอย่าง &amp;ldquo;Orlando Health&amp;rdquo; บอกว่า &amp;ldquo;ทั้งนี้การสวมแมสก์ 2 ชั้นสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการแพร่กระจายไวรัสโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้หากคุณใส่หน้ากากผ่าตัดจะมีประสิทธิภาพประมาณ 80% ในการกำจัดฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เต็ม 100% ดังนั้นหากคุณใส่หน้ากากอีก 1 ชิ้นก็จะทำให้ประสิทธิภาพของการใส่หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นมากกว่า 80% แต่ถ้าหากคุณมีหน้ากากอนามัย N95 ก็เป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมในการกรองฝุ่นละออง แต่โปรดจำไว้ว่าหน้ากากนั้นมีประสิทธิภาพ 95% ในการปิดกั้นอนุภาคหรือแม้แต่เชื้อโรคในอากาศดีมาก แต่ยังไม่ได้ผล 100% ในการป้องกันเชื้อไวรัสร้าย ดังนั้นการใส่หน้ากากผ้าเพิ่มเข้าไปอีกชั้นก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.แคธรีนยังได้แนะนำว่า หากคุณกำลังพาสุนัขไปเดินเล่นในพื้นที่ที่คุณไม่น่าจะเจอคนจำนวนมาก คุณอาจไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากาก 2 ชั้น แต่ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่ปิดและมีคนพลุกพล่าน เช่น สนามบิน หรือในรถแท็กซี่ ก็เป็นความคิดที่ฉลาดที่จะต้องใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น ที่สำคัญหากเราใช้เวลาทำกิจกรรมหรือพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น หรืออยู่ใกล้กับผู้อื่นมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ได้มากเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น และต้องเลือกชนิดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค และกระชับพอดีกับใบหน้าของเรา ดังนั้นขอให้จำไว้ว่าการใส่หน้ากากอนามัยจะดีกว่าไม่ใส่อะไรเลย แม้ว่าคุณจะสวมแมสก์เพียงชั้นเดียวก็ตาม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113516</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น ป้องกันโควิด-19 ดีเยี่ยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a4e8e0eaaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
