<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2020 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2020 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคุณสมบัติ&#039;ธรรมนัส&#039;แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.2563 - &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ ส.ส. 51 คน ขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6)ประกอบมาตรา 98 (10) และความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส &amp;nbsp;สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160(6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบแล้ว พร้อมส่งสำเนาคำร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส เพื่อให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 54 โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีมติให้ ร.อ.ธรรมนัสหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.หรือรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องยังไม่มีเหตุอันควรสงสัยที่จะมีคำสั่ง จึงมีคำสั่งว่า ร.อ.ธรรมนัสไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ ร.อ. ธรรมนัส ถูกพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่าถูก ศาลออสเตรเลียตัดสินว่า มีความผิดฐานนำเข้าและค้ายาเสพติด สั่งจำคุก 6 ปีแต่จำคุก 4 ปี ก่อนถูกเนรเทศกลับประเทศไทย จึงมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(10)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68959</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณสมบัติ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, วินิจฉัย, ศาลรัฐธรรมนูญ, สภาผู้แทนราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200222/image_big_5e5111457edfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2019 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2019 14:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชูศักดิ์&#039;เชื่อ&#039;ธนิก&#039;คุณสมบัติครบ!ยันกฎหมายบังคับเฉพาะเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ธ.ค.62- นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการพิจารณาคุณสมบัติของ นายธนิก มาสีพิทักษ์ ผู้สมัครส.ส.ขอนแก่นเขต7 พรรคเพื่อไทย ว่าขาดคุณสมบัติในการสมัครเลือกตั้งหรือไม่ในวันที่ 11 ธ.ค.ว่า กกต.เขต 7 ขอนแก่น ได้ให้การรับรองคุณสมบัติของนายธนิกไปแล้ว แต่เนื่องจากมีคนร้องเข้ามา ทางกกต.จึงต้องมีการพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 11 ธ.ค. ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2560 ห้ามผู้สมัครไปสมัครในเขตอื่นพร้อมกัน รวมไปถึงระบบบัญชีรายชื่อด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สมัครจับปลาหลายมือ แต่บังคับใช้กับการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งซ่อม บัญชีรายชื่อถูกล้างไปแล้ว พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อสักคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจะใช้ข้อห้ามนี้กับคนถึง 4 ปี โดยทำอะไม่ได้เลยถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ นายธนิกเกรงว่าจะมีปัญหาร้องเรียนจึงได้ยื่นลาออกจากระบบบัญชีรายชื่อของพรรคไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นส่วนตัวไม่ตัวคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และนายธนิกเองก็ได้ยื่นหลักฐานไปหมดให้กกต.กลางไปแล้ว ในอดีตที่ผ่านมา เคยมีกรณีเช่นนี้ที่จ.ยโสธร ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไปสมัครเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งฝ่ายตรงข้ามมาร้องกกต. แต่ศาลมีการพิจารณาว่าสามารถถอนออกจากระบบบัญชีรายชื่อ แต่ถูกห้ามลงสมัครในระบบเขต ดังนั้นกรณีนี้ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะได้ปฏิบัติตามกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52174</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณสมบัติ, ชูศักดิ์ ศิรินิล, ธนิก  มาสีพิทักษ์, ผู้สัครส.ส.เขต7 ขอนแก่น, รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, เลือกตั้งซ่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5def4465eafa9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ชวน’อบรมวุฒิภาวะ‘เสรีพิศุทธ์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ชวน&amp;quot; อบรม &amp;quot;กมธ.&amp;quot; ต้องมีวุฒิภาวะ รู้อำนาจหน้าที่ตัวเอง อย่าเชิญใครเปะปะ พร้อมทั้งให้เกียรติ ไม่ใช่ข่มขู่คุกคาม แนะ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ควรมาชี้แจงในสภา &amp;quot;สลน.&amp;quot; ส่งหนังสือย้อนถาม &amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;quot; ใช้อำนาจใดเรียกนายกฯ แจง &amp;quot;เทพไท&amp;quot; หนุนภาคสังคมเคลื่อนไหวแก้ รธน. ติงนักการเมืองทำสังคมหวาดระแวง &amp;quot;ศักดิ์สยาม&amp;quot; งงฝ่ายค้านตั้งเป้าซักฟอก &amp;quot;กมธ.งบฯ 63&amp;quot; ขอ ปธ.สภาฯ ชี้สถานะ &amp;quot;ธนาธร&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 29 ต.ค. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เข้าชี้แจงกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ทั้งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญว่า สนับสนุนให้ใครที่ได้รับเชิญ แม้กระทั่งรัฐบาล ให้ความร่วมมือในการทำงานของ กมธ. แต่ผู้ที่เชิญก็ต้องมีวุฒิภาวะ ในการเชิญเขามา ต้องให้เกียรติผู้รับเชิญ เพราะเขาไม่ได้เป็นลูกน้อง ไม่ใช่เชิญมาข่มขู่คุกคาม ต้องเชิญมาตามเงื่อนไขของกฎหมาย คือให้ข้อเท็จจริงและความเห็น เพราะระบบเป็นอย่างนี้ก็ต้องเคารพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวว่า การเชิญบุคคลมาชี้แจงต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการแต่ละชุด ไม่ใช่เชิญเปะปะ ต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ตัวเอง ส่วนเชิญใครนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผู้เชิญ ส่วนผู้รับเชิญสำหรับตนแนะนำว่าควรให้ความร่วมมือมาชี้แจง ซึ่งนายกฯ และผบ.ทบ.ก็อยู่ในข่ายที่สามารถเชิญมาชี้แจงได้ เพราะเคยกราบเรียนนายกฯ ว่าเวลามีอะไรในสภาก็ให้ท่านมาสภา เพราะเราอยู่ในระบบนี้ก็ต้องเคารพระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ถ้าหน้าที่ไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการชุดนั้นๆ ก็ไปเชิญเขามาชี้แจงไม่ได้ เพราะแต่ละชุดกำหนดบทบาทเอาไว้ในกฎหมายชัดเจน ซึ่งเท่าที่ดูการเชิญบุคคลมาชี้แจงของกรรมาธิการแต่ละคณะก็ยังไม่มีปัญหา&amp;rdquo; นายชวนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงภาคประชาสังคมจะมายื่นเรื่องให้แก้รัฐธรรมนูญ ประธานสภาฯ กล่าวว่า ขณะนี้มี 2-3 คณะ ไม่ใช่เฉพาะคณะของนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งยังไม่ได้นัดวันที่จะมาพบตน เพียงแต่เป็นข่าวเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีกลุ่มอื่นนัดไว้สัปดาห์ก่อน แต่ฝ่ายผู้นัดไม่ว่าง ซึ่งเราก็ยินดี เพราะถือว่าเป็นประโยชน์ แต่ละคนจะได้มารับรู้รับทราบ และหากมีอะไรที่เป็นประโยชน์ก็ยินดีให้ความร่วมมือและรับฟัง คิดว่าเมื่อทุกคณะมาพบ ก็คงมาเล่าความคิดเห็นให้ฟัง แต่ละฝ่ายคงมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันได้ในบางเรื่อง เช่น ความคิดเรื่องประชาธิปไตยก็คงไม่ต่างกันมากนัก&amp;quot; ประธานสภาฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างมาอยู่ในระบบของสภา เพราะภาคประชาชนไปเคลื่อนไหวข้างนอก นายชวนกล่าวว่า รณรงค์ข้างนอกเพื่อให้ความรู้กับประชาชนนั้นไม่เป็นไร แต่ต้องให้ความจริงและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ส่วนข้อเสนอที่ให้ทำคล้ายกับกระบวนการของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นั้น คิดว่าต้องคุยกัน แม้กระทั่ง ส.ว. ซึ่งการปรับปรุงรัฐธรรมนูญอาจจะกระทบเขา ก็ต้องเชิญมาคุยว่าหากจะแก้ไขปรับปรุงจะกระทบเขาจริงหรือไม่ หรือควรจะมีเงื่อนเวลาอย่างไร ดังนั้นทุกฝ่ายควรจะพูดคุยกัน ซึ่งก็คงไม่ง่ายนัก แต่ดีกว่าไม่คุยกัน แม้กระทั่งรัฐบาลตนก็เห็นว่าควรจะคุย เพราะทุกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้เหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าโดยส่วนตัวจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมาพูดถึงมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่าย นายชวนกล่าวว่า แล้วแต่คณะ กมธ.จะหารือกัน ส่วนความเป็นไปได้ที่จะให้ภาคประชาชน เช่น นายโคทม เข้ามาเป็นกรรมาธิการด้วยนั้น แล้วแต่เขาจะตั้งเพราะ กมธ.ชุดนี้สามารถตั้งคนนอกได้
ถามใช้อำนาจใดเรียกบิ๊กตู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) โดยนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือที่ นร 0404/10738 ด่วนที่สุด ถึงประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร อ้างถึงหนังสือคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ด่วนที่สุด ที่ สผ 0019.05/547 ลงวันที่ 25 ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือ สลน.ระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 129 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือให้กราบเรียนเชิญนายกฯ และ ครม. มาร่วมประชุมเพื่อแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นกรณีการเสนอร่าง พ ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ทั้งๆ ที่นายกฯ และ ครม.ยังไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้ เนื่องจากถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ความละเอียดทราบแล้วนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สลน.ได้นำกราบเรียนนายกฯ แล้ว เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตลอดจนข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งข้อ 90(22) กำหนดให้มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงมีประเด็นขอความชัดเจนในเบื้องต้นก่อนดังนี้ 1.การเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบอันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร อย่างไร 2.ประเด็นที่อ้างว่า ครม.ยังไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้ เนื่องจากเห็นว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่ถูกต้องครบถ้วน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 ก.ย.62 ไม่รับคำร้องของนายภาณุพงศ์ ชูรักษ์ ซึ่งเสนอโดยผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลสรุปได้ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมืองของ ครม.ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ และการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในวันที่ 17 ต.ค.62 ก่อนการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ครม.ได้เสนอ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 และสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก.ดังกล่าว โดยมีมติด้วยเสียงข้างมาก อีกทั้งก่อนหน้านี้ ในวันที่ 8 ส.ค.62 ครม.ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 พ.ศ..... และร่าง พ.ร.บ.เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10 พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาด้วยกรรมาธิการเต็มสภาและเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวไม่มีการทักท้วงและทำหน้าที่ของ ครม.แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีจึงเป็นประเด็นที่ใคร่ขอความชัดเจนจากคณะกรรมาธิการ เพื่อจักดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดแจ้งให้ทราบด้วย จักขอบคุณยิ่ง ขอแสดงความนับถือ&amp;quot; ท้ายหนังสือ สลน.ระบุ
ยื่น&amp;#39;ชวน&amp;#39;ชี้สถานะธนาธร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายดิสทัตให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ได้ส่งหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ไปยัง กมธ.ป.ป.ช. ดังนั้นตนจะพูดก่อนคงไม่ดี เพราะเขาอาจจะยังไม่เห็นหนังสือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าส่วนตัวมองว่านายกฯ ต้องไปชี้แจงด้วยตัวเองหรือไม่ นายดิสทัตกล่าวว่า ขอดูคำชี้แจงก่อน ตนคงตอบอะไรไม่ได้ ขอให้มีความชัดเจนของ กมธ.ก่อน ส่วนพรรคฝ่ายค้านมีการหยิบยก พ.ร.บ.คำสั่งเรียก พ.ศ.2554 ขึ้นมานั้น ตนไม่ทราบ แล้วแต่ทางโน้น เพราะเขาเป็นคนหยิบยกขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนที่ยึดแนวทางวิชาการนำการเมือง โดยให้กลุ่มนักวิชาการเป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด เพราะกลุ่มนักวิชาการเป็นกลุ่มที่ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง สังคมจะได้ไม่หวาดระแวงว่ามีวาระซ่อนเร้นเพื่อกลุ่มของตัวเอง ซึ่งผิดกับการเคลื่อนไหวของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่จะตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายไม่เห็นด้วยว่าทำเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองเท่านั้น ทำให้ขาดการยอมรับและเสียงสนับสนุนจากสังคมโดยทั่วไปที่มองภาพนักการเมืองในทางลบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทกล่าวว่า อยากให้นักการเมืองเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวทีรัฐสภาจะเป็นการเหมาะสมที่สุด โดยการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะตั้งขึ้นในสมัยประชุมสมัยที่จะถึงนี้ เพราะมีสัดส่วน ส.ส.จากทุกพรรคการเมืองเข้าร่วมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อขจัดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคม แต่ละฝ่ายควรจะแบ่งบทบาทการเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนจะดีกว่า เพื่อเป้าหมายที่สูงสุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&amp;quot; ส.ส.ปชป.รายนี้ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลช่วงกลางเดือน ธ.ค.ว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่วันที่ 1 พ.ย. นี้ รัฐสภาจะเปิดประชุมสมัยสามัญ โดยปกติเมื่อสภาเปิดแล้วก็จะมีการอภิปรายไม่ได้วางใจ หรือการยื่นญัตติอื่นๆ ซึ่งการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างเดือน ธ.ค.62-ม.ค.63 ซึ่งเป็นการโหมโรงของฝ่ายค้าน ทุกสมัยที่ผ่านมาเป็นลักษณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตนเองว่า ขอดูรายละเอียดก่อน ต้องดูให้ชัดเจนก่อนว่าหัวข้อที่ฝ่ายค้านจะใช้อภิปรายคืออะไร แต่ไม่รู้สึกกังวล เพราะเท่าที่ทำงานมาก็ยังไม่มีประเด็นอะไรที่จะต้องถูกอภิปราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 กล่าวถึงกรณีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ เรียกร้องให้ตรวจสอบสถานะนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา กมธ.งบปี 63 ว่า ประธาน กมธ.ได้ทำหนังสือไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณากันในชั้น กมธ. เพราะงานหลักคือการพิจารณางบประมาณปี 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยชนะกล่าวว่า ในส่วนการประชุมพิจารณางบประมาณรายกระทรวงนั้น กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงแรกที่เข้าสู่การพิจารณา โดยตั้งงบประมาณไว้ 7,553 ล้านบาท ซึ่งเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ได้พิจารณางบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 1,802 ล้านบาท และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า 213 ล้านบาท โดยคณะ กมธ.ตั้งข้อสังเกตงบประมาณเพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารที่ทำการคณะผู้แทนการค้าไทยถาวรประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญา ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 197.6 ล้านบาท ว่าคุ้มค่าหรือไม่ เนื่องจากงบประมาณปี 2563 เป็นงบประมาณขาดดุลและกู้เงินจากต่างประเทศมาทำงบประมาณเกือบ 5 แสนล้านบาท จึงต้องพิจารณาว่าจะเอางบประมาณซึ่งมาจากการกู้ไปซื้อ จะคุ้มกับค่าดอกเบี้ยที่ต้องเสียหรือไม่ เมื่อเทียบกับค่าเช่าที่เช่าอยู่ ทั้งนี้ สำนักงานปัจจุบันเช่ามาเป็นเวลา 24 ปีแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นยังไม่มีการตั้งเป้าปรับลดงบประมาณ เพราะต้องพิจารณารายละเอียดในชั้นอนุกรรมาธิการ เพียงแต่มีการตั้งข้อสังเกตถึงภาพรวม&amp;quot; โฆษก กมธ.งบประมาณกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49150</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ., กมธ.งบประมาณ, คุณสมบัติ, ชวน หลีกภัย, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db84a66423da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โฆษกกมธ.งบฯเผยส่งหนังสือร้องเรียนคุณสมบัติ&#039;ทอน&#039;ให้&#039;ชวน&#039;แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค.62- นายชัยชนะ เดชเดโช โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 แถลงความคืบหน้าการประชุมพิจารณางบประมาณรายกระทรวงว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงแรกที่เข้าสู่การพิจารณา โดยตั้งงบประมาณไว้ 7,553 ล้านบาท ซึ่งเมื่อวานนี้ได้พิจารณางบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 1,802 ล้านบาท และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า 213 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคณะกมธ.ตั้งข้อสังเกตงบประมาณ เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารที่ทำการคณะผู้แทนการค้าไทยถาวรประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญา ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 197.6 ล้านบาท ว่าคุ้มค่าหรือไม่ เนื่องจากงบประมาณปี 2563 เป็นงบประมาณขาดดุลและกู้เงินจากต่างประเทศมาทำงบประมาณเกือบ 5 แสนล้านบาท จึงต้องพิจารณาว่าจะเอางบประมาณซึ่งมาจากการกู้ไปซื้อ จะคุ้มกับค่าดอกเบี้ยที่ต้องเสียหรือไม่ เมื่อเทียบกับค่าเช่าที่เช่าอยู่ ทั้งนี้ สำนักงานปัจจุบันเช่ามาเป็นเวลา 24 ปีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยชนะ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีการตั้งเป้าปรับลดงบประมาณ เพราะต้องพิจารณารายละเอียดในชั้นอนุกรรมาธิการ เพียงแต่มีการตั้งข้อสังเกตถึงภาพรวม อาทิ การขอให้เน้นรับซื้อสินค้าเกษตรในประเทศก่อนนำเข้า มาตรการช่วยเหลือผู้ค้าออนไลน์ มาตรการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือ GSP แนวทางการช่วยเหลือราคาสินค้าเกษตร มาตรการระยะสั้น กลาง ยาวข้าวโพดและทุเรียน การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ความปลอดภัยด้านอาหารสินค้าตามแนวชายแดน การแก้ปัญหาลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์ม การแก้ไขปัญหาการกดราคาของพ่อค้าคนกลางหรือล้งต่างๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกำหนดการพิจารณางบประมาณของกระทรวงกลาโหม และงบกลาง นายชัยชนะ เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมจะพิจารณาวันที่ 28-29 พ.ย. ส่วนงบกลางจะพิจารณาในวันที่ 4,9 ธ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าสถานะของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากมธ. ขณะที่ศาลสั่งไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. &amp;nbsp;โฆษกกมธ.ตอบว่า ทางคณะกมธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ และทางประธานกมธ.ก็ได้ทำหนังสือไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณากันในชั้นกมธ. เพราะงานหลักคือการพิจารณางบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49098</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.งบประมาณ, คุณสมบัติ, ชวน หลีกภัย, ชัยชนะ เดชเดโช, ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ, ประธานสภาผู้แทนราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190601/image_big_5cf22c9ac2928.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยอยากได้นายกฯซื่อสัตย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 เม.ย.2561 - สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจ เรื่อง ปัญหาเร่งด่วนกับเรื่อง เงินๆ ทองๆ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,585 ตัวอย่าง พบว่า ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลและ คสช. เร่งแก้ไขอันดับแรก หรือ 20.1% ระบุ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้เศรษฐกิจ หนุนชาวบ้านทำมาค้าขาย รองลงมา 18.9% ระบุ จราจร มลพิษ อากาศเป็นพิษ 16.2% ระบุ แก้โกง หัวคิว คอร์รัปชัน 11.2% ระบุ แก้ระบบการศึกษาไทย &amp;nbsp;10.2% ระบุความไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม 9.3% ระบุ แก้ยาเสพติด อาชญากรรม รองๆ ลงไปคือ การเลือกตั้ง ราคาสินค้า ค่าแรง ค่าจ้าง และอื่นๆ เช่น อิทธิพล การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และสาธารณูปโภค เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ พบว่า จำนวนมากหรือ 43.9% ระบุ ซื่อสัตย์ สุจริต &amp;nbsp;23.8% ระบุ มีคุณธรรม ปกป้องเชิดชู เทิดทูนสถาบันสำคัญของชาติ 10.3% ระบุ มีความเป็นผู้นำ เด็ดขาด ไม่หย่อนผ่อนปรน 7.9% ระบุ มีความเป็นประชาธิปไตย ฟังเสียงประชาชน และ 14.1% ระบุอื่นๆ เช่น ใจเย็นๆ ฉลาดรอบรู้ รับผิดชอบในสิ่งที่พูด รับผิดชอบ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาผลสำรวจเรื่องเงินๆ ทองๆ ของประชาชน เกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 66.1% ระบุมั่นคง แต่ 1 ใน 3 หรือ 33.9% ระบุไม่มั่นคง ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน มีความไม่มั่นคงทางการเงินสูงสุดถึง 47.6% ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้มากระหว่าง 35,001 &amp;ndash; 250,000 บาทต่อเดือน เพียง 4.9% ที่ระบุไม่มีความมั่นคงทางการเงิน และกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางระหว่าง 15,001 &amp;ndash; 35,000 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;22% ไม่มีความมั่นคงทางการเงิน และส่วนใหญ่หรือ 77.5% เข้าพึ่งธนาคาร หาสินเชื่อ เมื่อร้อนเงิน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ กรุงศรี ออมสิน ทหารไทย ธนชาติ ธ.ก.ส. เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6204</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., คุณสมบัติ, ซูเปอร์โพล, นายกรัฐมนตรี, ปัญหาปากท้อง, ปัญหาเร่งด่วน, ผลสำรวจความคิดเห็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180401/image_big_5ac056de2bec5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
