<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2019 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2019 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ติง&#039;วิษณุ&#039;อย่าชี้นำศาลกรณีคุณสมบัติ&#039;บิ๊กตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.62 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมปรึกษาพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2562 กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎาส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) และมาตรา 44 (15) เพราะเหตุเป็น &amp;ldquo;เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ&amp;rdquo; หรือไม่ โดยศาลได้สั่งรับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ผู้ร้องทราบ พร้อมส่งสําเนาคําร้องให้ผู้ถูกร้องเพื่อยื่นคําชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสําเนาคําร้องแล้วนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ใช้โอกาสในรัฐสภาเมื่อคืนวันที่ 25 ก.ค. 2562 เพื่ออธิบายแทนพล.อ.ประยุทธ์ โดยที่นายกรัฐมนตรียังไม่ได้สั่งให้ช่วยอธิบาย หลังจากที่นายวัน อยู่บำรุง อภิปรายยกประเด็นเรื่องคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาว่าอาจไม่มีคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ในตำแหน่งหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยนายวิษณุได้อ้างคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีระหว่าง คสช. กับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ว่าในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าว ไม่มีส่วนไหนที่เขียนว่าหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในคำพิพากษาดังกล่าวเพียงแต่ระบุว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. เป็น &amp;quot;เจ้าพนักงาน&amp;quot;&amp;nbsp; ดังนั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ในตำแหน่งหัวหน้า คสช. จึงไม่ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกฯ เนื่องจากตอนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ &amp;quot;ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การชี้แจงของนายวิษณุ อาจถือได้ว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่ง และก้าวล่วงการวินิจฉัยหรือชี้นำการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่สุจริต ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 38 วรรคสาม ประกอบ ม.39(3) ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีในกรณีนี้ เป็นคำร้องที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว คุณวิษณุเป็นนักกฎหมาย ควรที่จะรู้จักกาลเทศะ และวางตัว วางคำพูดให้เหมาะสม เพราะถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ไปตามคำชี้แจงของคุณวิษณุก็จะเกิดการครหากับศาลขึ้นมาได้ ถ้าคุณวิษณุอยากจะวินิจฉัยเรื่องนี้เสียเอง ควรลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีไปเสีย แล้วมาสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อมั่นว่าจะผ่านการสรรหาและการลงมติเลือกของ ส.ว.ได้อย่างแน่นอน อย่ามัวแต่ทำตัวเป็นเนติบริกร จนทำให้หลักกฎหมายสั่นคลอน กลายเป็นที่ครหาของคนทั้งบ้านทั้งเมืองอยู่เลย&amp;quot; นายศรีสุวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42063</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี, คุณสมบัติบิ๊กตู่, วิษณุ เครืองาม, ศรีสุวรรณ จรรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d2fbf3da713f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2019 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2019 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.จองกฐิน&#039;บิ๊กตู่&#039;เพียบ โวไม่อยู่ในสำนวนศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค. 62 - ที่หอประชุม บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ถ.แจ้งวัฒนะ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจัดสรรเวลา 13 ชั่วโมงที่พรรคฝ่ายค้านจะใช้อภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาล ถือว่ายังไม่เพียงพอ แต่เราก็จะต้องจัดสรรเวลาให้พอดีกับบุคคลที่จะร่วมอภิปราย มีบางเรื่องที่เรายังเสียดาย เพราะบางเรื่องจะต้องมีการตรวจสอบแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นจึงอยากขอไปยังรัฐบาลและประธานรัฐสภาว่าถ้าสามารถเพิ่มเติมระยะเวลาให้อภิปรายไปได้ถึง วันที่ 27 ก.ค.นี้ จะเป็นการดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความกังวลในกรณีอภิปรายคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งฝ่ายรัฐบาลอาจอ้างว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น นายสุทิน กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะมีผู้ขออภิปรายจำนวนมากจนต้องตัดคนออก โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยจองคิวที่จะอภิปรายกว่า 10 คน จึงขอปรับลดลงเหลือ 5 คน อีกทั้งไม่ว่าจะเป็น นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ก็ออกมาระบุว่าสามารถพูดได้ แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบ ซึ่งเราได้ทำความเข้าใจกับผู้อภิปรายแล้วว่า การอภิปรายจะต้องไม่พูดไปในเชิงลักษณะชี้นำ และเรื่องที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ หลายเรื่องหลายคนก็อาจจะยังไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่ในสำนวนของศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า พรรคฝ่ายค้านจะอภิปรายประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า แน่นอน&amp;nbsp; เพราะรัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยและเรื่องสำคัญในการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ซึ่งเชื่อมโยงไปยังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนจะแก้ไขในหมวดใดนั้น ยังไม่ลงลึก เพียงแค่เห็นตรงกันในฝ่ายค้านว่าต้องมีการแก้ไข ซึ่งหลายคนก็รู้กันอยู่ว่าต้องเเก้ในส่วนไหนบ้าง&amp;nbsp; และองค์ประกอบของนโยบายไม่สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่จะเป็นมาตรฐานการปฎิบัติในอนาคต.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41821</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณสมบัติบิ๊กตู่, ชวน, ฝ่ายค้าน, สภา, สุทิน คลังแสง, อภิปราย, แถลงนโยบายรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d15da672fd2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เต็มยศ!&#039;ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม&#039;สวมบทนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต ยกคำพิพากษาชี้เปรี้ยง&#039;บิ๊กตู่&#039;ขาดคุณสมบัตินายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค.62 - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในลงเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่สามารถดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้(ภาค 2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิติศาสตรบัณฑิต นิติศาสตรมหาบัณฑิต นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้ฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ซึ่งรัฐสภาประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยพรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยประเด็นสำคัญ พรรคฝ่ายค้านได้กล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติ เพราะหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็น เจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่สามารถได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ การโต้แย้งยังไม่มีข้อสิ้นสุด แต่สุดท้ายเสียงข้างมากก็ลงมติให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องนี้ ผมมีความเห็นเหมือนกับฝ่ายค้านที่อภิปรายในสภาฯ ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยผมขออ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งตัดสินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ในหัวข้อที่ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมบัติ หรือ บก.ลายจุด บุญงามอนงค์ เป็นจำเลยในความผิดต่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณี จำเลยไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. เรื่องนี้ ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่า คสช. ไม่มีอำนาจเรียกตนไปรายงานตัว แต่ศาลทั้งสองได้ตัดสินว่า คสช. มีอำนาจเรียกจำเลยไปรายงานตัวได้ เพราะ คสช. เป็น รัฏฐาธิปัตย์ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีอำนาจดังกล่าว ต่อมา ศาลฎีกา ได้พิพากษาว่า การที่จำเลยต่อสู้ว่า คสช. ไม่มีอำนาจ นั้น ศาลพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยแล้ว การยึดอำนาจการปกครองเป็นผลสำเร็จแล้ว คสช. จึงเป็น รัฏฐาธิปัตย์ จึงย่อมมีอำนาจออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยรายงานตัวต่อ คสช. ได้ ศาลมีข้อสรุปที่น่าสนใจ กล่าวคือ การยึดอำนาจของ คสช. ไม่มีผู้ต่อต้านและได้แต่งตั้งผู้บริหารบางส่วนแล้ว จึงนับว่าเป็นการปฏิวัติสำเร็จลุล่วง บางส่วนของคำพิพากษาศาลฎีกา ได้ระบุว่า คสช. ได้มีคำสั่งให้จำเลยมารายงานตัวต่อ คสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16.00 น. โดยกำหนดโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามกำหนดไว้ด้วย พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่มารายงานตัวต่อ คสช. จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลย ว่า กระทำความผิดฐานไม่มารายงานตัวตามประกาศและคำสั่งของ คสช. ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรค 1 บัญญัติว่า ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวตามสมควร จึงนับว่ามีความผิด เมื่อ คสช. มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยมารายงานตัว คำสั่งของ คสช. ที่ให้จำเลยมารายงานตัว จึงเป็นคำสั่งตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรค 1 โดยศาลฎีกา ยังระบุว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจาก คสช. ปฏิวัติสำเร็จเป็น รัฏฐาธิปัตย์ แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเรื่องนี้ ทาง กกต. มีคำวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เจ้าพนักงาน และไม่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็วินิจฉัยทำนองเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้หากจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายจะต้องรับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูงสุด และเหตุที่ลงโทษจำเลยเพราะศาลฎีกาพิจารณาแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าพนักงาน จึงมีอำนาจเรียกจำเลยมารายงานตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัว ผมมีความเห็นว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านมีเหตุผลตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมาเช่นนี้ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง และคำพิพากษาดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าพนักงาน ซึ่งขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี มาตรา 368 ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวตามสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอต่ออธิบายความทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพิ่มเติม จากเนื้อหาข้างต้นซึ่งจะทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติ ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามข้อมูลดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งตัดสินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในมาตรา 98 ซึ่งมีข้อห้ามในการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมีทั้งหมด 18 อนุมาตราด้วยกัน แต่อนุมาตราที่เป็นข้อต้องห้าม คือ มาตรา 98 (15) ความว่า บุคคลใดเป็นพนักงาน หรือ ลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ข้อห้ามข้อนี้ ตรงกับคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับที่กล่าวอ้างถึง เพราะเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2557 พล.อ.ประยุทธ์ ในนามหัวหน้า คสช. ได้มีหนังสือเรียก นายสมบัติ บุญงามอนงค์ มารายงานตัวในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2557 แต่นายสมบัติไม่มาตามหมายเรียกดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จึงดำเนินคดีกับนายสมบัติ นายสมบัติต่อสู้คดีตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ สุดท้าย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ก็ตัดสินว่า นายสมบัติมีความผิด เพราะขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พล.อ. ประยุทธ์ จึงขาดคุณสมบัติมาตรา 98 (15)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในมาตรา 160 มีใจความสรุปว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดแย้งกับมาตรา 160 ซึ่งมีทั้งหมด 8 อนุมาตราด้วยกัน แต่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ขัดและต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) ความว่า การจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 98 (15) แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (15) จึงมีคุณสมบัติขัดตามมาตรา 160 (6) ซึ่งไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง ยังมีบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) อันมีชื่อเรียกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งได้ถูกบัญญัติขึ้นในสมัยรัฐบาลของ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง มีเนื้อหาสาระ ความหมายของคำว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตราที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต นี้ เจ้าพนักงานของรัฐ หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความว่า ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีตำแหน่ง หรือ เงินเดือนประจำ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ หรือในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แล้ว ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ให้คำจำกัดความ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ 6 อนุมาตรา แต่มีความชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคำจำกัดความระบุว่าในมาตรา 4 เช่นเดียวกัน สาระสำคัญ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีทั้งหมด 6 อนุมาตราด้วยกัน โดยในอนุมาตรา (1)&amp;nbsp;
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายความถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อกฎหมายโดยมีคำพิพากษาเป็นหลัก และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน อีกทั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในมาตรา 4 จึงมีความชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่สามารถบิดเบือนเป็นอย่างอื่นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลออกมาโต้แย้งว่าเรื่องดังกล่าวนี้ กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว อันนับได้ว่า เป็นการแสดงความคิดเห็นทางกฎหมายอันไร้วิญญาณของความเป็นนักกฎหมาย เพราะ กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้เป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงความคิดเห็นของผมในครั้งนี้ ไม่ได้มีอคติ ไม่ได้อิจฉาริษยา และไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เป็นแค่เพียงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นนักกฎหมายด้วยคนหนึ่งเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง
สมาชิกพรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;
ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41183</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณสมบัตินายกฯ, คุณสมบัติบิ๊กตู่, สารวัตรเหลิม, เฉลิม อยู่บำรุง, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190515/image_big_5cdbcd0e80e00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2019 12:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2019 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พท.&#039;ตามบี้คุณสมบัติ&#039;นายกฯตู่&#039;ลั่นต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ไว้ก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ค.62-นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ปมปัญหาของพล.อ.ประยุทธ์ ที่พรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันสมัครรับเลือกตั้งใ นขณะที่เป็นหัวหน้าคสช. ซึ่งถือเป็น&amp;quot;เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยหลักแล้วกกต.ไม่ควรตอบรับให้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะขัดรัฐธรรมนูญ แต่ได้ปล่อยให้เหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงวันที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำร้องของส.ส.ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย กรณีมีเหตุอันควรสงสัยในความเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐของหัวหน้าคสช.นั้น ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายได้นำเสนอข้อเท็จจริงหลายประการมาแสดงต่อสังคมได้เห็นแล้ว อันเป็นการยืนยันความเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เช่น การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาระบุว่า การที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งหัวหน้าคสช.เรียกบุคคลให้มารายงานตัวภายหลังเกิดการรัฐประหาร แต่นายสมบัติไม่มา เมื่อถูกจับได้ในเวลาต่อมาถือเป็นความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฏหมายอาญา ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำคุก ประเด็นต่อมา ได้ประกาศคำสั่งหัวหน้าคสช.หลายฉบับ ระบุชัดแจ้งว่า คสช. ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินหลังจากการยึดอำนาจ นอกจากนี้หัวหน้าคสช.และคสช.ยังได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน จากเงินภาษีประชาชน รวมทั้งการออกคำสั่งหัวหน้าคสช.สั่งปิดเหมืองทองคำอัคราไมนิ่ง ก็ทำในนามเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยืนยันว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เข้าลักษณะมีเหตุอันควรสงสัยได้แล้ว จึงควรต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไว้ก่อน การที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ข่าวว่าไม่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่เพราะเป็นการตีความสถานะไม่เกี่ยวกับการทุจริต เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการให้ความเห็นเพื่อประโยชน์ของพลเอกประยุทธ์ ซึ่งขัดกับหลักกฎหมาย และข้อเท็จจริง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คำถามคือหากพล.อ.ประยุทธ์ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การออกคำสั่งปิดเหมืองทองอัคราไมนิ่ง ใช้อำนาจในสถานะใด หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐพล.อ.ประยุทธ์จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายดังกล่าวเป็นการส่วนตัว แต่หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเหมืองทองอัคราไมนิ่ง ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน และกกต.ก็ไม่มีสิทธิ์เสนอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ต้น&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40415</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณสมบัติบิ๊กตู่, นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์, พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาลรธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190404/image_big_5ca5c8e7409bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
