<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จัดสัมมนาเท็จ&#039; หญิงเป็ดรอดคุก รอลงอาญา&#039;2ปี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หญิงเป็ด&amp;quot; รอดคุก! ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำคุก 9 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 1.5 หมื่น ฐานเบิกจ่ายงบสัมมนามิชอบ ทำให้ &amp;quot;สตง.&amp;quot; เสียหาย แต่มีคุณงามความดีและเป็นความผิดครั้งแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;สิงหาคม ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ&amp;nbsp;2054/2559&amp;nbsp;ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อายุ&amp;nbsp;73&amp;nbsp;ปี อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายคัมภีร์ สมใจ อายุ&amp;nbsp;73&amp;nbsp;ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. เป็นจำเลยที่&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;กรณีที่จัดให้มีการสัมมนา ที่ จ.น่าน วันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ต.ค.2546&amp;nbsp;ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนานั้น ได้ไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกัน แล้วให้เบิกค่าเดินทาง &amp;nbsp;ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน&amp;nbsp;294,440&amp;nbsp;บาท ทำให้ สตง.เสียหาย ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)&amp;nbsp;ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;พ.ย. 2558&amp;nbsp;ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;ให้จำคุกคนละ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี โดยไม่รอการลงโทษ ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่&amp;nbsp;23&amp;nbsp;ก.พ.2560&amp;nbsp;แก้โทษให้จำคุกเหลือคนละ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี แต่กรณีไม่สมควรรอลงการลงโทษ ต่อมาระหว่างฎีกา คุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์ได้ประกันตัวคนละ&amp;nbsp;200,000&amp;nbsp;บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้ว&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ครั้ง เมื่อวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ม.ค.2562&amp;nbsp;และวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;เม.ย.2562&amp;nbsp;เนื่องจากนายคัมภีร์ จำเลยที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มีอาการภาวะหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26&amp;nbsp;มี.ค.2562&amp;nbsp;ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ (27 ส.ค.) คุณหญิงจารุวรรณ จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มาศาล ซึ่งมีญาติ&amp;nbsp;คนใกล้ชิด และนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป เดินทางมาให้กำลังใจร่วมลุ้นผลคำพิพากษาด้วย ส่วนนายคัมภีร์ จำเลยที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เมื่อจำเลยเสียชีวิตแล้ว ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ได้กระทำความผิดในมาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฎีกาสู้ว่า การจัดสัมมนาเรื่อง &amp;ldquo;สตง.ในความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา&amp;rdquo; ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร กับวัดพญาภู จ.น่าน และผ้ากฐินสามัคคีวัดศรีพันต้น จ.น่าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักในการไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินฯ แต่เป็นการจัดสัมมนาที่แท้จริง เพื่อประโยชน์ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของ สตง. ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้ตามระเบียบกระทรวงการคลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์ตามทางนำสืบ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับทราบอยู่แล้ว ว่าการจัดสัมมนานั้นเป็นเวลาทับซ้อนกับช่วงเวลาที่จะเดินทางไปถวายผ้าพระกฐินพระราชทานและผ้ากฐินสามัคคีที่วัดในจังหวัดน่าน 3 แห่ง โดยที่การจัดสัมมนานั้นจัดในสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้เป็นไปตามคำนิยามของการสัมมนาทางวิชาการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ที่จะมีสิทธิเบิก จึงไม่มีทางที่จะทำให้ สตง.ได้รับประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฎีกาด้วยว่าการนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้จัดสัมมนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินฯ เพิ่มมากขึ้น และยังมีเงินเหลือจากงบประมาณจัดสัมมนาคืนแก่ทางราชการนับแสนบาทนั้น เห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่มีระเบียบหรือกฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ ต้องถือว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบ ส่วนที่อ้างเงินเหลือคืนนั้น เมื่อเป็นเงินงบประมาณที่ทางราชการไม่จำเป็นต้องจ่าย การที่มีเงินเหลือคืนไม่ว่าจะมากเพียงใดย่อมไม่อาจลบล้างความผิดของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ทำเรื่องเสนอจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;อนุมัติโครงการสัมมนาในวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ต.ค.2546&amp;nbsp;เพื่อให้ข้าราชการและลูกจ้าง สตง. ไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินฯ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แห่ง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พัก รวมทั้งได้รับเบี้ยเลี้ยงในการร่วมงานถวายผ้าพระกฐินฯ ที่เป็นการเบิกจ่ายงบประมาณโดยไม่มีสิทธิ หลังจากนั้นมีการจัดเลี้ยงอาหารเย็นไปพร้อมกับการบรรยายของนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ส.ว.น่าน ซึ่งไม่ใช่การสัมมนาอย่างแท้จริง แต่เพื่ออำพรางนำเงินงบประมาณโครงการจัดสัมมนาจำนวน&amp;nbsp;294,440&amp;nbsp;บาท ไปใช้เพื่อประโยชน์ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ สตง. จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;จึงมีความผิดตามมาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;ฎีกาของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฟังไม่ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปฏิบัติหน้าที่ใน สตง. ตั้งแต่เริ่มรับราชการจนเกษียณ ไม่ปรากฏว่าเคยมีประวัติถูกดำเนินการทางวินัย ถือได้ว่ามีคุณงามความดีมาก่อน ประกอบกับการกระทำของจำเลยแม้เป็นความผิดต่อกฎหมายและจริยธรรมของผู้ปฏิบัติในองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการจ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงานรัฐ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ได้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่น อีกทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;โดยให้รอการลงโทษจำคุก แต่เพื่อให้จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;หลาบจำ เห็นควรลงโทษปรับเป็นเงิน&amp;nbsp;20,000&amp;nbsp;บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ใน 4&amp;nbsp;คงจำคุก&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เดือน และโทษปรับลดเหลือ&amp;nbsp;15,000&amp;nbsp;บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการนั่งฟังคำพิพากษาภายในห้องพิจารณาคดีเป็นเวลาร่วม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ชั่วโมง คุณหญิงจารุวรรณมีสีหน้าเรียบเฉย โดยนั่งประสานมือบนตัก ขณะที่เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จแล้ว ผู้พิพากษาก็ได้อธิบายผลคำพิพากษาให้จำเลยทราบอีกครั้ง ต่อมาหลังคุณหญิงจารุวรรณจ่ายค่าปรับต่อศาลเสร็จสิ้น ก็ได้หลบเลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชน โดยขึ้นรถด้านหลังอาคารศาลกลับทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44448</URL_LINK>
                <HASHTAG>คัมภีร์ สมใจ, คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d6536f35542f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2019 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกาพิพากษาแก้คุก 9 เดือนปรับ1.5หมื่น&#039;หญิงเป็ด&#039;เบิกจ่ายงบสัมมนามิชอบ รอลงอาญา 2 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.62- &amp;nbsp; ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ 2054/2559 ที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อายุ 73 ปี อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายคัมภีร์ สมใจ อายุ 73 ปี อดีต ผอ.สำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่จัดให้มีการสัมมนา ที่ จ.น่าน วันที่ 31 ต.ค. 2546 ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนานั้น ได้ไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกันแล้วให้เบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน 294,440 บาท ทำให้ สตง.เสียหาย ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2558 ว่าจำเลยทั้งสอง มีความผิดตามมาตรา 157 ให้จำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ จากนั้นคุณหญิงจารุวรรณ และนายคัมภีร์ ได้ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากคนละ 200,000 บาทขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คดีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2560 เห็นว่า การจัดและอนุมัติโครงการสัมมนากระทำไป เพื่อให้ข้าราชการ สตง. ไปร่วมการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน และการทอดผ้ากฐินสามัคคี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง แต่เบิกจ่ายงบประมาณ สตง. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ พ.ศ.2545 โดยไม่มีการสัมมนาที่แท้จริง จึงเป็นการเบิกจ่ายโดยไม่มีสิทธิ ทำให้ สตง.เสียหาย โดยจำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นตั้งแต่ต้น จึงเป็นความผิด ตาม ม.157&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองรับราชการที่ สตง.มางานจนดำรงตำแหน่งระดับสูง นับว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับราชการ ประกอบกับจำเลยทั้งสองมีอายุมากประมาณ 70 ปีมีเหตุควรปราณี ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกคนละ 2 ปีจึงหนักเกินไป พิพากษาแก้โทษให้จำคุกเหลือคนละ 1 ปี แต่กรณีไม่สมควรรอลงอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระหว่างฎีกา คุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์ได้ประกันตัวคนละ 200,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้ว 2 ครั้งเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2562 และวันที่ 22 เม.ย. 2562 เนื่องจาก นายคัมภีร์ จำเลยที่ 2 มีอาการภาวะหัวใจล้มเหลว แล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมาวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ (27 ส.ค.) คุณหญิงจารุวรรณ จำเลยที่ 1 มาศาล ซึ่งมีครอบครัวและกลุ่มญาติ มาให้กำลังใจร่วมลุ้นผลคำพิพากษาด้วย ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ก็มาร่วมติดตามฟังคำพิพากษาเป็นกำลังใจด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายคัมภีร์ จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยได้เสียชีวิตแล้ว ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีในส่วนของคุณหญิงจารุวรรณ จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์ตามทางนำสืบ ก็ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับทราบอยู่แล้ว ว่าการจัดสัมมนานั้นเป็นเวลาทับซ้อนกับช่วงเวลา ที่จะเดินทางไปถวาย ผ้าพระกฐินพระราชทานและผ้ากฐินสามัคคีที่วัดในจังหวัดน่าน 3 แห่ง โดยที่การจัดสัมมนานั้นก็จัดในสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้เป็นไปตามคำนิยามของการสัมมนาตามระเบียบการคลัง ซึ่งไม่สามารถเบิกเงินที่เป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายได้ จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าในการจัดทำโครงการดังกล่าวมีเงินคืนหลวงนับแสนบาทนั้นก็ไม่อาจลบล้างความผิดที่ได้มีการเบิกจ่ายเงินซึ่งไม่มีสิทธิได้ ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ตามฟ้อง ฎีกาที่จำเลยต่อสู้คดีนั้นฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ฎีกาจำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ระหว่างปฏิบัติหน้าที่นั้น จำเลยที่ 1 ก็ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย และได้เคยประกอบคุณงามความดี ขนาดที่พฤติการณ์ความผิดนี้แม้จะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมคุณธรรมของเจ้าพนักงานด้วย แต่เมื่อเห็นว่าการเบิกจ่ายเงินนั้น จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของตน จำนวนเงินในคดีนี้ก็มีจำนวนไม่มาก กับเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก จึงสมควรให้โอกาสจำเลย ในการรอการลงโทษไว้ แต่เห็นควรให้เพิ่มการลงโทษปรับ จำเลยที่ 1 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ จึงเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกเป็นเวลา 9 เดือน โดยโทษปรับจำนวน 20,000 บาทนั้น เมื่อลดโทษ 1 ใน 4 แล้วคงปรับเป็นเงิน 15,000 บาท โดยโทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการนั่งฟังคำพิพากษาภายในห้องพิจารณาคดีเป็นเวลาร่วม 2 ชั่วโมง คุณหญิงจารุวรรณ มีสีหน้าเรียบเฉย โดยนั่งประสานมือบนตัก ขณะที่เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จแล้วผู้พิพากษาก็ได้อธิบายผลคำพิพากษาให้จำเลยทราบอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก 9 เดือน, คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา, อดีตผู้ว่าสตง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d64bcccca878.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2019 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2019 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลื่อนอ่านฎีกาคดี&#039;คุณหญิงเป็ด&#039;เบิกจ่ายจัดสัมมนาพ่วงงานกฐิน เหตุลูกน้องซึ่งเป็นจำเลยร่วมเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.62 -&amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ 2054/2559 ที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อายุ 73 ปี อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายคัมภีร์ สมใจ อายุ 73 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจัดให้มีการสัมมนาที่ จ.น่าน วันที่ 31 ต.ค. 2546 ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนานั้น ได้ไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกันแล้วให้เบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน 294,440 บาท ทำให้ สตง.เสียหาย ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณ และนายคัมภีร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2558 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 157 ให้จำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ จากนั้นคุณหญิงจารุวรรณ และนายคัมภีร์ ได้ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากคนละ 200,000 บาทขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คดีได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2560 เห็นว่าพฤติการณ์บ่งชี้ตรงกันว่า การจัดและอนุมัติโครงการสัมมนากระทำไปเพื่อให้ข้าราชการ สตง. ไปร่วมการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน และการทอดผ้ากฐินสามัคคี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง แต่เบิกจ่ายงบประมาณ สตง. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ พ.ศ.2545 โดยไม่มีการสัมมนาที่แท้จริง เป็นการเบิกจ่ายโดยไม่มีสิทธิทำให้ สตง.เสียหาย โดยจำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นตั้งแต่ต้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ตาม ม.157 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เห็นว่าจำเลยทั้งสองรับราชการที่ สตง.มางานจนดำรงตำแหน่งระดับสูงนับว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับราชการ ประกอบกับจำเลยทั้งสองมีอายุมากประมาณ 70 ปี มีเหตุควรปรานี ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 2 ปี จึงหนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสม จึงพิพากษาแก้โทษจำคุกเหลือ 1 ปีโดยไม่รอลงอาญาเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระหว่างฎีกา คุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์ อดีต ผอ.สำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. ได้ประกันตัวคนละ 200,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกาครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 ม.ค.62 แต่ได้เลื่อนอ่านคำพิพากษา เนื่องจากบุตรชายของนายคัมภีร์ ยื่นคำร้องแถลงว่าจำเลยมีอาการภาวะหัวใจล้มเหลว พร้อมนำใบรับรองแพทย์จากรพ.รามคำแหง และ รพ.พระมงกุฏเกล้า มาแสดงต่อศาลว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรอผ่าตัดจะใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2 เดือน ศาลจึงให้เลื่อนอ่านคำพิพากษามาในวันนี้ (22 เม.ย.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้คุณหญิงจารุวรรณ จำเลยที่ 1 มาศาล ซึ่งมีครอบครัว กลุ่มญาติ มาให้กำลังใจร่วมลุ้นผลคำพิพากษาด้วย พร้อมด้วยนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ก็เดินทางมาร่วมให้กำลังใจติดตามฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายคัมภีร์ อดีต ผอ.สำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล โดยมีบุตรชายและทนายความมาแทน โดยทนายความจำเลยที่ 2 แถลงต่อศาลพร้อมยื่นใบมรณบัตร ระบุนายคัมภีร์ จำเลยที่ 2 ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2562 ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ด้วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้วไม่คัดค้าน ศาลจึงเห็นควรให้ส่งสำนวนกลับไปยังศาลฎีกา เพื่อให้พิจารณาแก้ไขคำพิพากษาต่อไป วันนี้จึงยังไม่อาจอ่านคำพิพากษาฎีกาได้ ให้เลื่อนการฟังคำพิพากษาคดีออกไปก่อน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34179</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีคุณหญิงเป็ด, คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190422/image_big_5cbd42d5c22db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลื่อนอ่านฎีกา&#039;คุณหญิงเป็ด -อดีตผอ.บุคคล สตง.&#039;คดีจัดสัมมนาเท็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค.62 -&amp;nbsp; ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ 2054/2559 ที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายคัมภีร์ สมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจัดให้มีการสัมมนาที่ จ.น่าน วันที่ 31 ต.ค. 2546 ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนานั้น ได้ไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกัน แล้วให้เบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน 294,440 บาท ทำให้ สตง.เสียหาย ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)&amp;nbsp;ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2558 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 157 ให้จำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ จากนั้นคุณหญิงจารุวรรณ และนายคัมภีร์ ได้ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากคนละ 200,000 บาทขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คดีได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2560 เห็นว่าพฤติการณ์บ่งชี้ตรงกันว่า การจัดและอนุมัติโครงการสัมมนากระทำไปเพื่อให้ข้าราชการ สตง. ไปร่วมการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน และการทอดผ้ากฐินสามัคคี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง แต่เบิกจ่ายงบประมาณ สตง. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ พ.ศ.2545 โดยไม่มีการสัมมนาที่แท้จริง เป็นการเบิกจ่ายโดยไม่มีสิทธิทำให้ สตง.เสียหาย โดยจำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นตั้งแต่ต้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 157 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เห็นว่าจำเลยทั้งสองรับราชการที่ สตง.มางานจนดำรงตำแหน่งระดับสูงนับว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับราชการ ประกอบกับจำเลยทั้งสองมีอายุมากประมาณ 70 ปี มีเหตุควรปราณี ที่ศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 2 ปี จึงหนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสม จึงพิพากษาแก้โทษจำคุกเหลือ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญาเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระหว่างฎีกาคุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์ อดีต ผอ.สำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. ได้ประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้คุณหญิงจารุวรรณ จำเลยที่ 1 มาศาล ส่วนนายคัมภีร์ อดีต ผอ.สำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล โดยมีบุตรชายและทนายความมาแทน ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดการอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน เนื่องจากจำเลยมีอาการภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งทนายความได้นำใบรับรองแพทย์จากรพ.รามคำแหง และ รพ.พระมงกุฏเกล้า มาแสดงต่อศาลว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรอผ่าตัด ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2 เดือน ซึ่งบุตรชายจำเลยที่ 2 ก็ยืนยันอาการป่วยต่อศาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับอาการป่วยของจำเลย จึงอนุญาตให้เลื่อนไปอ่านคำพิพากษาฎีกาอีกครั้งในวันที่ 22 เม.ย.นี้ เวลา 10.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27858</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา, นายคัมภีร์ สมใจ, ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c5122f0436a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
