<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กับดักแห่งความดักดาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วิกฤติของมลพิษฝุ่นละอองภาคเหนืออย่างน้อย 9 จังหวัด กลายเป็นเรื่องที่จะต้องพิเคราะห์กันหลายมิติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นคำว่า &amp;ldquo;วาระแห่งชาติ&amp;rdquo; มีความหมายอะไรกันแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาเฉพาะหน้า, ระยะกลางและระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครเป็นผู้ประเมินความเสียหายอันเกิดจากวิกฤติที่ยืดเยื้อและไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการฉีดน้ำ, ใส่หน้ากาก, หยุดโรงเรียนทั้งหลายนั้นเป็นปลายเหตุใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครจะแก้ที่ต้นเหตุ และจะแก้อย่างไร...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อให้ประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่นั้นมีใครมีความชัดเจนในการเสนอทางออกให้กับประเทศชาติในประเด็นนี้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทสรุปที่ผมได้จากการพูดคุยกันคนหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องคือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่มีใครมีคำตอบครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอชายชาญ โพธิรัตน์ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกผมว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาพอากาศรายตำบลมีสีม่วงและน้ำตาล คล้ายผลองุ่นเน่า...นี่คือปรากฏการณ์ที่ผมเรียกว่าองุ่นเน่า&amp;rdquo; ครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อดัชนีมลพิษฝุ่นละอองของเชียงใหม่กระโดดขึ้นไปเป็นอันดับที่ 1 ของโลกสามสี่วันซ้อนกันในบางช่วงของวัน เราเห็นความกระตือรือร้นของรัฐบาลกลางและผู้รับผิดชอบในระดับจังหวัดเพียงใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบินไปตรวจงาน ให้สัมภาษณ์ว่าได้สั่งการให้หน่วยนั้นหน่วยนี้แก้ปัญหาแล้วก็บินกลับมากรุงเทพฯ เป็นพิธีกรรมซ้ำซากที่ไม่เคยแก้ปัญหาของบ้านเมืองนี้ได้เลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่พิธีกรรมเดิมๆ ก็ยังมีอยู่ต่อเนื่องเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมบ้านเมืองเราจึงมีปรากฏการณ์ &amp;ldquo;วิกฤติซ้ำซาก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุสำคัญคือ ไม่มีใครเป็นมืออาชีพในการบริหาร เข้ามาทำงานในตำแหน่งต่างๆ ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับความสามารถจริงๆ เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคนที่มีประสบการณ์และมีฝีมือจริงกลับไม่ได้ทำงาน เพราะไม่มีอำนาจ, ไม่มีเส้นสาย, ไม่มีตำแหน่งทางการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ้านเมืองจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้ออ้างที่ว่าปีนี้อากาศแห้ง ไฟลามได้เร็วและแรง แม้จะมีคำประกาศห้ามเผาในระยะนี้ แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะคนเผาอาจจะไม่ใช่ชาวบ้านในบริเวณนั้นๆ หากแต่เป็นคนที่ข้ามจากเขตอื่นเข้ามาเผา จึงกำกับดูแลและป้องกันยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ากลไกการบริหารจังหวัดนั้นมิลงรายละเอียดไปถึงแต่ละหมู่บ้านหรือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนจำนวนไม่น้อยก็พร้อมที่จะร่วมมือในการสร้างเครือข่ายป้องกันการเผา แต่ไฉนผู้รับผิดชอบในแต่ละอำเภอแต่ละจังหวัดจึงไม่สามารถป้องกันการเผาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์เผาขึ้นในเขตใดๆ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบนั้นๆ จึงไม่ถูกลงโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดของจังหวัด ต้องเป็นผู้ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ และประสานทุกฝ่ายให้ทำตามแผนรวมเพื่อรับกับปัญหาใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไฉนจึงมีคำถามจากชาวบ้านหลายจังหวัดว่า &amp;ldquo;ท่านผู้ว่าฯ อยู่ไหน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำไมจึงไม่มีการสื่อสารระหว่างผู้รับผิดชอบกับประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ว่าเหตุการณ์แต่ละวันที่ปัญหามลพิษแพร่กระจายและเพิ่มความรุนแรงขึ้นนั้นเกิดจากอะไร มีการทำอะไรไปบ้าง ผลเป็นอย่างไร อุปสรรคอยู่ตรงไหน และมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไฉนผู้รับผิดชอบจึงไม่รู้สึกเรียนรู้การใช้ social media ในการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย เพื่อสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับทราบโดยทั่วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำไมข้าราชการผู้มีความรับผิดชอบจึงยังไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีคิดและวิธีทำงานของตนให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติระดับชาติเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเกิดวิกฤติมลพิษฝุ่นควันครั้งใดก็จะมีการพูดกันถึงมาตรการระยะกลางและระยะยาวกันอยู่พักหนึ่ง ผ่านไปไม่นานทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาพเดิม จนกว่าจะเกิดวิกฤติอีกครึ่งหนึ่ง วาทกรรมเดิมๆ ก็จะกลับมาอีกรอบ วนเวียนอยู่ในวงจรแห่งความเฉื่อยแฉะและไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราจึงไม่สามารถหลุดจาก &amp;ldquo;กับดักแห่งความดักดาน&amp;rdquo; ได้จนถึงวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และวิกฤติมลพิษฝุ่นละอองเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ วิกฤติของบ้านเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่เท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31922</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, คุณหมอชายชาญ โพธิรัตน์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วาระแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
