<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ลุยออกประกาศบังคับโรงพยาบาลติดค่ารักษา-ยาให้ชัดเจน ห้ามซ่อนแอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เตรียมออกประกาศ กกร. กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนปิดป้ายแสดงราคา &amp;ldquo;ยาและเวชภัณฑ์-บริการทางการแพทย์&amp;rdquo; ให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้ราคาก่อนตัดสินใจใช้บริการ พร้อมตั้งคณะทำงานศึกษาโครงสร้างต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลแต่ละระดับ ขีดเส้นภายใน 60วัน

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ว่า กรมการค้าภายในในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จะออกประกาศ กกร. กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนปิดป้ายแสดงราคายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ให้ชัดเจน ซึ่งเป็นมาตรการแรกที่จะนำมาใช้หลังจากที่ได้กำหนดให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม โดยคาดว่าน่าจะออกประกาศได้ภายในสัปดาห์หน้า

&amp;ldquo;การปิดป้ายแสดงราคา ก็แล้วแต่โรงพยาบาลเอกชนว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ต้องทำให้ประชาชนที่เข้าไปใช้บริการดูได้ง่าย เห็นได้ง่าย อาจจะทำเป็นสมุดให้เปิดดู ใส่ไว้ในคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ หรือทำตู้คีออสให้กดดูเหมือนที่บางโรงพยาบาลทำก็ได้ แต่ไม่ใช่ทำแล้วเอาไปแอบไว้ เก็บไว้หลังเคาน์เตอร์ โดยเบื้องต้น ในส่วนของยา ให้เน้นรายการที่มีคนใช้เยอะๆ ก่อน อาจจะ 1,000 รายการ แล้วค่อยขยับเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าบริการทางการแพทย์ที่ต้องแสดงราคาด้วย&amp;rdquo;

ทั้งนี้ ในส่วนของบริการทางการแพทย์ ได้ขอความร่วมมือไปยังสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ให้แจ้งสมาชิกทุกรายให้แจกแจงค่าบริการทางการแพทย์อย่างละเอียด ซึ่งแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ค่ารักษาพยาบาล กับบริการเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ค่าห้อง และค่าบริการอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนที่เข้าไปใช้บริการได้รับรู้ก่อนตัดสินใจเข้าไปใช้บริการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มีมติให้แต่งตั้งคณะทำงาน มีนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงสร้างต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละระดับ เพราะโรงพยาบาลเอกชนมีระดับต่างกัน ตั้งแต่ 5 ดาว 4 ดาว ลงมาจนถึง 2-3 ดาว ต้นทุนการประกอบการก็อาจจะไม่เท่ากัน โดยให้เวลาในการพิจารณาภายใน 60 วัน และนำให้รายละเอียดที่ได้ทั้งหมดเสนอให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณา เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมในการดูแลต่อไป

ส่วนประเด็นการรณรงค์ให้ผู้บริโภครับรู้สิทธิ์ในการขอใบสั่งยาและนำใบสั่งยาไปซื้อยาข้างนอกโรงพยาบาล ได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพไปพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนประกาศสิทธิ์ให้ผู้บริโภคเห็นได้ชัดเจน เพราะถือเป็นสิทธิ์ของผู้บริโภคที่จะขอใบสั่งยาและไปซื้อยาข้างนอกได้ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหายามีราคาแพงลงได้อีกแนวทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ป่วยฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าผู้ป่วยฉุกเฉินจะสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ในทุกโรงพยาบาลใน 72 ชั่วโมงแรก แต่ก็ยังมีการกำหนดเงื่อนไขการรับรักษา ต้องเป็นผู้ป่วยในระดับสีแดงเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยในระดับสีเหลือง หรือสีเขียว ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ถูกโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งไม่รับรักษา จึงได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขไปพิจารณาว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยควรจะได้สิทธิ์ในการรักษา

ขณะเดียวกัน เห็นว่าในการรักษาโรค โรงพยาบาลเอกชนจะต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบก่อนว่าจะได้รับการรักษายังไง มีค่าใช้จ่ายขนาดไหน โดยมีการยกตัวอย่างกรณีมีดบาด ผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หรือกรณีที่เข้าไปรักษาโรคหนึ่ง แต่มีการตรวจสอบพบเจอโรคอื่นเพิ่มเติม ก็จะต้องแจ้งรายละเอียดการรักษาและค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28045</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, คุมค่ารักษาพยาบาล, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c530175e12a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์” ประกาศคุมราคา ยา-เวชภัณฑ์ 1,000 รายการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการดูแลยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ ที่มีกรรมการจากกระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกัน ตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นต้น ที่จะประชุมในวันที่ 31 ม.ค.2562 จะมีการเสนอมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคที่เข้าไปใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชน โดยมีมาตรการหลักๆ ที่จะดำเนินการ 3 มาตรการ คือ การดูแลในเรื่องราคายาและเวชภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการร้องเรียนกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และการกระตุ้นให้ผู้บริโภครู้จักสิทธิ์ของตัวเองในเรื่องการซื้อยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในด้านการดูแลราคา จะมีการนำราคาของยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ ซึ่งเบื้องต้นจะมีประมาณ 1,000 รายการ และส่วนใหญ่เป็นยาและค่ารักษาพยาบาลที่ประชาชนต้องใช้บริการกันเป็นจำนวนมาก โดยจะนำขึ้นเผยแพร่ในเว็บไซต์กลางและเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่ง เพื่อให้เปรียบเทียบราคาได้ จากนั้นจะเพิ่มรายการที่เหลือเข้าไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเพิ่มช่องทางการร้องเรียน จะใช้ช่องทางผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพราะเดิมกระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจในการเข้าไปดูแล แต่เมื่อเป็นสินค้าและบริการควบคุมแล้ว ก็สามารถที่จะเข้าไปดูแลได้ โดยหากประชาชนที่เข้าไปใช้บริการแล้วพบว่ามีการคิดราคาที่สูงเกินจริง ก็สามารถร้องเรียนเข้ามาได้ และหากเห็นว่ามีราคาสูงจริง ก็จะเข้าไปตรวจสอบ และขอให้โรงพยาบาลทำการชี้แจงต้นทุนได้ หากพบว่าไม่เหมาะสม ก็จะมีมาตรการทางกฎหมายเข้าไปจัดการต่อไป
สำหรับการกระตุ้นให้ผู้บริโภครู้จักสิทธิ์ของตัวเองในการซื้อยา จะเป็นการรณรงค์ให้ผู้บริโภครู้ว่าในการเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาล และหากต้องใช้ยาเพื่อการรักษา สามารถที่จะขอให้แพทย์เขียนใบสั่งยา เพื่อให้ผู้ป่วยไปซื้อยานอกโรงพยาบาลได้ แต่ที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีใครกล้าปฏิเสธ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ และไม่ได้มีกฎหมายห้ามไว้ ซึ่งหากรณรงค์ทำให้ผู้บริโภครู้จักสิทธิ์ของตัวเอง ก็จะทำให้โรงพยาบาลเอกชนไม่กล้าคิดราคายาที่แพงกว่าปกติ เพราะหากแพง ผู้ป่วยก็สามารถที่จะไปซื้อยาข้างนอกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรการที่จะนำมาใช้เหล่านี้ เป็นมาตรการเบื้องต้น ที่ประเมินแล้ว จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคที่ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ให้ได้รับการดูแลในเรื่องราคา และโรงพยาบาลเอกชน ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่นำมาใช้กำกับดูแล เพราะเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว แต่หากมาตรการที่นำมาใช้ ไม่ได้ผล ก็จะมีการพิจารณามาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแลเพิ่มเติมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2562 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าเป็นสินค้าและบริการควบคุมตามที่กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เสนอ เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชน มีการคิดราคาแพง ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจริง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27663</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, คุมค่ารักษาพยาบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4e80bc8700f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ถกคุมค่ารักษาฯ แต่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนค้าน อ้างต้นทุนไม่เท่ากัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo;ถกวาระพิเศษ ร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็น หลัง กกร. มีมติให้นำ &amp;ldquo;ยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์&amp;rdquo; เป็นสินค้าและบริการควบคุม ยันภาคเอกชนมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เตรียมนำข้อเสนอแนะทั้งหมดมาหารือภายในอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่จะไม่เปลี่ยนจุดยืนในการดูแลผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นัดประชุมวาระพิเศษร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันชีวิตและวินาศภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อหารือในประเด็นที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าเป็นสินค้าและบริการควบคุม และทางโรงพยาบาลเอกชนต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะถึงมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแล จึงได้เปิดโอกาสให้มาหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณามาตรการที่เหมาะสมและเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลการหารือ เอกชนมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะโครงสร้างบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง โรคเดียวกัน อาจจะใช้วิธีการรักษาไม่เหมือนกัน เครื่องไม้เครื่องมือที่จะนำมาใช้แตกต่างกัน บริการก็แตกต่างกัน หรือกระทั่งหมอที่รักษาก็มีความเชี่ยวชาญต่างกัน การใช้มาตรการแบบเหมารวม ถือว่าไม่เป็นธรรม จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดิมทีเรื่องนี้ หลัง กกร. มีมติให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อหารือถึงมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแล แต่ในเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องอยากพูด อยากเสนอข้อคิดเห็น ผมก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้พูด เมื่อรับฟังข้อเสนอต่างๆ มาแล้ว ก็จะนำมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่ยืนยันไว้ตรงนี้ได้เลยว่าจะไม่มีการเปลี่ยนจุดยืนในการดูแลผู้บริโภค แต่วิธีการที่จะนำมาใช้ในการดูแลเรื่องนี้ ต้องเหมาะสม และเป็นธรรมกับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งจะมีการหารือภายในร่วมกับปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในอีกครั้งก่อนที่จะสรุป&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การนัดประชุมด่วนในครั้งนี้ เนื่องจากหุ้นโรงพยาบาลภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากแรงเทขายอย่างหนัก หลังจากที่ กกร. มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุม ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับผลกระทบจากราคาหุ้นที่ตกลง โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดหุ้นของโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์น่าจะหายไปเป็นหลักหมื่นล้านบาท นายสนธิรัตน์จึงต้องนัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องวาระพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป มีความเป็นไปได้ทั้งการคงให้ยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์เป็นสินค้าและบริการควบคุม และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป แต่มาตรการที่จะนำมาใช้ดูแล จะต้องสร้างความเป็นธรรมทั้งกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และอีกแนวทางหนึ่ง อาจจะยกเลิกการเสนอให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม ซึ่งจะต้องมีการเสนอให้ กกร. พิจารณาเพื่อแก้ไขมติอีกครั้ง แต่กระทรวงพาณิชย์จะต้องมีมาตรการที่จะใช้ในการดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการนำยาและเวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนเป็นสินค้าและบริการควบคุม เพราะโรงพยาบาลเอกชนมีมาตรการที่โปร่งใสอยู่แล้ว และที่ผ่านมา ก็มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ควบคุมดูแล จึงมั่นใจได้ว่าการบริการของโรงพยาบาลมีความโปร่งใส่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า จะมีการติดตามการแก้ไขปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์ โดยเห็นว่ามาตรการที่ควรจะนำมาใช้ คือ การกำหนดส่วนต่างของต้นทุนและกำไรที่เหมาะสม เพราะค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลรัฐและเอกชนมีความแตกต่างกันมาก เช่น ค่ายาแพงกว่า 20-400 เท่า ค่าผ่าตัดไส้ติ่งเอกชนแพงกว่ารัฐ 14 เท่า แต่ของสิงคโปร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนห่างกันแค่ 2.5 เท่า ซึ่งหากกระทรวงพาณิชย์ไม่เดินหน้าต่อ มูลนิธิฯ จะฟ้องศาลปกครองว่ารมว.พาณิชย์ผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดูแลประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่หุ้นโรงพยาบาลเอกชนร่วงหนัก มองว่าเรื่องหุ้นมีขึ้นมีลง เช่น หุ้นของโรงพยาบาล ก เคยอยู่ที่ราคา 3 บาท และปัจจุบันขึ้นไป 6 บาท และร่วงเหลือ 5 บาท ถือเป็นไปตามภาวะตลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ การดูแลชีวิตของคน ที่รัฐบาลควรจะต้องให้ความสำคัญมากกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26364</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่ารักษาพยาบาล, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน, สินค้าและบริการควบคุม, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed8a32daa2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;พาณิชย์&quot;ถก&quot;สาธารณสุข&quot; อีกรอบ จี้ร.พ.เอาราคายาและค่ารักษา ขึ้นเว็บไซต์ให้ตรวจสอบก่อนใช้บริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พาณิชย์&amp;quot;ถก&amp;quot;สาธารณสุข&amp;quot; อีกรอบ กำหนดรายชื่อยาและค่ารักษาพยาบาล เพื่อนำขึ้นเว็บไซต์ให้ผู้บริโภคตรวจสอบก่อนใช้บริการ ก่อนลงนามMOU ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน พร้อมขอให้แปลงรายชื่อยาและค่ารักษาพยาบาลเป็นภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย คาดบังคับใช้เม.ย.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันที่ 19 พ.ย.2561 กรมฯ จะหารือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องค่ายาและค่ารักษาพยาบาล ของโรงพยาบาลเอกชนสูงเกินจริงอีกครั้ง หลังจากที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นชอบแนวทางในการผลักดันให้โรงพยาบาลเอกชนนำค่ายา ค่ารักษาพยาบาลเผยแพร่บนเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเอกชน โดยเบื้องต้นจะร่วมกันกำหนดรายชื่อยาและค่ารักษาพยาบาล ที่ประชาชนเข้ามาใช้บริการมากก่อน เพื่อให้โรงบาลเอกชนนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ จากนั้นจะเชิญตัวแทนของโรงพยาบาลเอกชนมาร่วมกันหารือถึงความพร้อมในการดำเนินการ และลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภาครัฐจะหารือกันก่อน เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนว่าจะให้โรงพยาบาลเอกชนแสดงราคาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลรายการไหนบ้าง เพราะหากขึ้นทั้งหมดรับรองว่าอ่านกันไม่ไหว จากนั้นต้องมาคุยกับเอกชนอีกครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำรายชื่อยา และค่ารักษาพยาบาลในแต่ละโรคมาเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนเม.ย.2562&amp;quot;นายประโยชน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์กล่าวว่า กรมฯ ยังได้ขอความร่วมมือให้กระทรวงสาธารณสุขแปลงภาษายาและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลให้เป็นภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจง่าย เพราะต้องยอมรับว่าภาษาที่ใช้กัน ถือว่ายากมาก จนบางครั้งประชาชนไม่เข้าใจ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ที่ไปตรวจสอบ ก็ไม่เข้าใจภาษาที่ใช้กัน และยังมีแผนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทำแอปพลิเคชันในการรวบรวมค่ายา ค่ารักษาพยาบาล ของโรงพยาบาลแต่ละแห่งมารวมไว้ที่เดียวกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกได้ถูกต้อง โดยไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปดูในเว็บไซต์ของแต่ละโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงพยาบาลมีการแสดงราคาค่ายา และค่ารักษาพยาบาลบนเว็บไซต์แล้ว หากผู้บริโภคที่ไปใช้บริการแล้ว ถูกเรียกเก็บค่ายา ค่ารักษาพยาบาลไม่ตรงกับที่ขึ้นไว้บนเว็บไซต์ ก็สามารถร้องเรียนมาได้ ทั้งที่กรมการค้าภายใน 1569 หรือที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, กำหนดรายชื่อยา, คุมค่ารักษาพยาบาล, ค่ารักษาพยาบาล, ประโยชน์ เพ็ญสุต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181110/image_big_5be649d3c746b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
