<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2020 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2020 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สรท.&#039;ดอดพบขุนคลังอ้อนคุมบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ย. 2563 นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ว่า ต้องการให้กระทรวงการคลังช่วยดูแลเรื่องเงินบาทที่ปัจจุบันปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดย สรท. อยากเห็นเงินบาททรงตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งจะและเอื้อกับผู้ประกอบการในภาคส่งออก โดยปัจจุบันเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.30 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2564 เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 29-29.50 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ ถือว่าแข็งค่ามากสำหรับภาคส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หลายประเทศค่าเงินยังไม่แข็งค่าเท่านี้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ต้องถึง 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเหมือนที่เคยขอไว้ แค่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก็จะส่งผลดีต่อผู้ส่งออกแล้ว
&amp;quot;นายอาคมเข้าใจ และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคส่งออกอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.ป ที่จะต้องดูแล ซึ่ง สรท. จะมีการไปหารือกับผู้ว่าการ ธปท. ในเรื่องนี้ด้วย&amp;quot; นางสาวกัญญาภัค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังขอให้ รมว.การคลัง ช่วยแก้ไขกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ให้กับภาคเอกชน ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจสำหรับการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ (NSW) ที่ในปัจจุบันยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ดีเพียงพอ ซึ่งรมว.การคลังรับปากจะเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฎระเบียบที่ต้องการให้แก้ไข เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้า การลงทุนให้กับภาคเอกชน จะมีทั้งเรื่องโครงสร้างภาษี ความสะดวกในการยื่นแบบ ภง.ด.51 และพิธีการทางศุลกากรต่าง ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาครัฐและเอกชนมีไม่มากพอจึงอยากให้ขยายให้มากขึ้น&amp;rdquo; นางสาวกัณญาภัค กล่าว
นางสาวกัณญาภัค กล่าวอีกว่า ต้องการให้กระทรวงการคลังสร้างความต่อเนื่องในการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ผ่านโครงการคนละครึ่งเพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีประโยชน์อย่างแท้จริง และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84874</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัณญาภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์, คุมค่าเงินบาท, สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190604/image_big_5cf6245fe7355.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แบงก์ชาติ” แก้เกมส่งมาตรการสกัดบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค. 62 - นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดการเงินโลกปัจจุบันมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศคู่ค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับมายังกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีกครั้ง &amp;nbsp;ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการถือครองเงินบาทและลงทุนในหลักทรัพย์ไทยมากขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งบางส่วนอาจใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และมีความกังวลกับค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งค่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค จนอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อลดทอนช่องทางในการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การปรับหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ในส่วนของยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident : NR) ทั้ง Non-resident Baht Account for Securities (NRBS) และบัญชี Non-resident Baht Account (NRBA) ให้เข้มขึ้น โดยบัญชี NRBS คือบัญชีเงินบาทของ Non-resident (NR) ที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในประเทศไทยเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงิน และบัญชี NRBA คือบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ทั่วไป เช่น การชำระค่าสินค้าและบริการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี บัญชีเงินบาทข้างต้นในบางครั้งถูกใช้เป็นช่องทางพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพื่อลดช่องทางดังกล่าว ธปท. จึงปรับเกณฑ์ยอดคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชี NRBS และ NRBA ให้ลดลง จากเดิมกำหนดไว้ที่ 300 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาทต่อราย NR ต่อประเภทบัญชี โดยกำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีบัญชีที่มียอดคงค้างเกินกว่า 200 ล้านบาท ให้สถาบันการเงินดำเนินการให้ NR เจ้าของบัญชีปรับลดยอดคงค้างภายในกำหนดเวลาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ NR ซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงินและไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ที่มีการค้าการลงทุนกับคู่ค้าในประเทศไทยและมีการชำระหรือรับชำระกับคู่ค้าเป็นสกุลบาท สามารถยื่นขออนุญาต ธปท. เพื่อขอผ่อนผันยอดคงค้างในบัญชี NRBA ได้เป็นรายกรณี โดย ธปท. จะพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การยกระดับการรายงานข้อมูลการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติให้ลึกขึ้นถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owners) เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นที่พักเงินระยะสั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและกำหนดนโยบายหรือมาตรการเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดการรายงานข้อมูลเดือน ก.ค. 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท. จะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เตรียมไว้เพิ่มเติม หากยังพบพฤติกรรมการเก็งกำไรค่าเงินบาทในระยะต่อไป&amp;rdquo; นางสาววชิรา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40772</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าเงินบาท, ค่าเงินบาทแข็ง, ธปท., วชิรา อารมย์ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d2807d8344bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.จับตาเงินบาทแข็งผิดปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 2562 นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งกว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เงินบาทและเงินสกุลกลุ่มประเทศเกิดใหม่ผันผวนสูง ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยหากแข็งค่าต่อเนื่องและเร็วขึ้นเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่ง อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของไทย และอาจส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงและการปรับตัวของผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท. จะเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท. ไม่พึงประสงค์&amp;rdquo; นางสาววชิรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะต่อไป ปัจจัยภายนอกจะยังคาดการณ์ได้ยากและจะส่งผลให้ค่าเงินสกุลประเทศเกิดใหม่ผันผวนได้ต่อเนื่อง ภาคเอกชนจึงควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยช่วงที่เงินบาทแข็งค่า เป็นจังหวะที่ดีสำหรับผู้มีภาระหนี้หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเป็นสกุลเงินต่างประเทศ รวมทั้งธุรกิจสามารถนำเข้าสินค้าและเครื่องจักร หรือเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศด้วยต้นทุนค่าเงินที่ถูกลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39044</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าเงินบาท, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), วชิรา อารมย์ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b60f3d64a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2019 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2019 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>RATCHโอดพิษค่าเงินฉุดกำไรลด7.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทปี 2561 มีกำไร 5,587.60 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 7.5% เนื่องจากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากไม่นับรวมผลกระทบดังกล่าวบริษัทมีกำไร 6,452.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5% ส่วนปี 2562 นี้เตรียมสำรองเงินลงทุน 20,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและก่อสร้างโครงการใหม่ ตั้งเป้าหมายมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 8,960 เมกะวัตต์หรือเทียบเท่า จากปีที่ผ่านมามีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 7,639.12 เมกะวัตต์หรือเทียบเท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแผนการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1,320.88 เมกะวัตต์ในปีนี้ บริษัทมีเป้าหมายร่วมทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเอกชน(ไอพีพี) ในประเทศ คาดจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ มีแผนก่อสร้างในปี 2567-68 ส่วนโครงการลงทุนในโรงไฟฟ้าต่างประเทศยังอยู่ระหว่างเจรจา ซึ่งคาดจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 1 หรือต้นไตรมาส 2/2562 ทั้งประเทศกลุ่มอาเซียน ลและประเทศออสเตรเลีย โดยใช้เชื้อเพลิงหลักและพลังงานทดแทน กำลังการผลิตอย่างน้อย 200-300 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;รวมถึงโครงการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีโอกาสในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และ โรงไฟฟ้าสายสีเหลือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าการพิจารณาต่ออายุสัญญารับซื้อโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ (TECO) ขนาด 700 เมกะวัตต์ ของบริษัทที่กำลังจะหมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปี 2563 นั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนเร็วๆ นี้ ซึ่งต้องรอคามชัดเจนจากกระทรวงพลังงานว่าจะมีนโยบายอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทยืนยันความพร้อมเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าในภาคตะวันตกทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุสัญญาช่วงเดือนก.ค.2563 ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 5,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นของราชบุรีโฮลดิ้ง 3,645 เมกะวัตต์ เป็นของราชบุรี พาวเวอร์ 1,490 เมกะวัตต์ ซึ่งราชบุรี โฮลดิ้งถือหุ้นอยู่ 25% คิดเป็นสัดส่วนกำลังการผลิต 720 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ ขนาด 700 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้หากโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ที่กำลังจะหมดอายุยังไม่มีข้อสรุปหรือไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันตามกำหนด ก็ยังคงยืนยันกำลังการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันตกที่กว่า 5,000 เมกะวัตต์ เพียงพอรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคตกประมาณ 3,000 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิจจา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2566 บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ทั้งยังมีแผนควบรวมกิจการ(เอ็มแอนด์เอ) อย่างน้อย 300-400 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งจะทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตพอสมควร ส่วนความคืบหน้าการเข้าร่วมประมูลโครงการก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 นั้น เบื้องต้นบริษัทได้เข้าไปศึกษาความพร้อมแล้วมองว่าอาจไม่คุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากหลักเกณฑ์การประกวดราคา (ทีโออาร์) มีเงื่อนไขให้บริษัทที่ได้รับสัมปทานต้องนำส่งเงินเข้าเป็นรายได้รัฐเป็นเวลา 30 ปีตลอดอายุสัมปทาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29603</URL_LINK>
                <HASHTAG>RATCH, กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, คุมค่าเงินบาท, บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด, อัตราแลกเปลี่ยน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56e80f26be5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28527</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขุนคลังยกอดีตสอนแบงก์ชาติ อย่าปล่อยให้บาทแข็งทำลายเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ก.พ. 2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องนั้น เป็นหน้าที่ของ ธปท. ต้องดูแล ซึ่งการชี้แจงและการดำเนินการจะต้องทำให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีคนบอกว่าตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 สาเหตุมาจากนโยบายการเงิน ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบันต้องดูให้ดีไม่เป็นปัญหากับเศรษฐกิจเหมือนในอดีต&amp;quot; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวก่อนหน้านี้ ธปท. ไม่ควรปล่อยให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อบ้าน เพราะทำให้กระทบการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งควรเข้าไปแทรกแซงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบต่อการลงทุนและการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2562 มีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้ว่าภาคการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง ผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ &amp;nbsp;ขณะที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ครัวเรือนทั้งในและนอกภาคเกษตรที่รับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ประชุม กนง.ให้ความกังวลกับเสถียรภาพการเงิน ที่มองว่ายังมีความเสี่ยงกับเศรษฐกิจในอนาคต หลายด้าน เช่น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาส 2/2561 ที่อยู่ที่ 77.7% ต่อจีดีพี และเพิ่มขึ้นเป็น 77.8% ในไตรมาส 3/2561 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาส 4 โดยมาจากการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งก็สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ที่พุ่งขึ้นสูงมากในช่วงปลายปี นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสินเชื่อที่อยู่อาศัย การขยายสินทรัพย์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ และการอนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ธนาคารพาณิชย์อาจจะประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ตามการเบิกจ่ายจริงและกรอบวงเงินงบประมาณทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมถึงความล่าช้าในโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ลดลงและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานและอาหารสด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ยังมีความผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมที่จะเข้าไปดูแล และติดตามอย่างใกล้ชิดหากพบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเกินควรโดยยอมรับว่า การที่ค่าเงินสหรัฐฯอ่อนค่าจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอ ทำให้ค่าเงินในสกุลเงินเกิดใหม่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยเงินบาทไทยตั้งแต่สิ้นปี 2561 จนถึงปัจจุบันแข็งค่า 4.1% ซึ่งอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้เป็นเงินสกุลที่แข็งค่าที่สุดในโลก โดยแข็งค่าน้อยกว่าอินโดนีเซีย ที่ 4.3% ส่วนความผันผวนของค่าเงินบาท อยู่ที่ 4.3% ผันผวนน้อยกว่า สกุลเงินของ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ว่าขณะนี้ภาคเอกชนมีความกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรก โดยตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.4% แข็งค่ามากสุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค มาอยู่ที่ 31.31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปลายปี 2561 อยู่ที่ 32.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นรองเพียงค่าเงินรูเปียะห์ของอินโดนีเซียที่แข็งค่าขึ้น 3.7% เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าเพราะขาดแรงหนุน หลังธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ส่งสัญญาณถึงโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยที่ลดทอนลง ซึ่งหากเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นหากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องแบบโดดๆ อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ในกลุ่มสินค้าเกษตร และการค้าชายแดนที่อยากให้มีการซื้อขายด้วยเงินบาทจะดีที่สุด ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอย่างมีนัยยะคงต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อย่างเป็นทางการเพื่อให้มีมาตรการดูแลออกมามากขึ้น โดยระดับที่เอกชนรับได้คืออยู่ในช่วง 31.50-32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และอีกประเด็นที่ภาคเอกชนเป็นห่วงคือไม่อยากให้ ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกตลอดทั้งปีนี้ ให้คงอยู่ที่ 1.75% หลังเฟดส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกมาแล้วเช่นกัน&amp;rdquo;นายสุพันธ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28527</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คลังสอนแบงก์ชาติ, คุมค่าเงินบาท, บาทแข็ง, ส.อ.ท., ห่วงกระทบส่งออก, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51bb1624862.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ตั้งแท่นคุมบาทแข็ง ชี้มีทุนนอกไหลเข้ามาเก็งกำไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ตั้งแท่นคุมเข้มบาทแข็งบีบเงินเฟ้อต่ำ ยอมรับมีทุนนอกไหลเข้าตลาดพันธบัตรระยะสั้น-เก็งกำไรในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แจงส่งซิกขึ้นดอกเบี้ยเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา มาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการไหลออกของเงินทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ กลับไปในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่งผลให้ค่าเงินโดยรวมของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อ่อนค่าลง จากความกังวลหลายเรื่อง เช่น ปัญหาตุรกี อาร์เจนตินา และนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งประเทศที่เป้าหมายคือจีน เมื่อค่าเงินหยวนอ่อน ก็ทำให้ประเทศในภูมิภาคมีค่าเงินอ่อนเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลจากต่างประเทศลดลง นักลงทุนกลับมา ทำให้ค่าเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ปรับขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความเข้มแข็งต่างประเทศสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเมื่อเทียบหนี้ต่างประเทศ จึงมีเงินไหลเข้ามามากกว่าเมื่อเทียบประเทศอื่น ทั้งพันธบัตรระยะสั้น และบางส่วนเป็นการเก็งกำไร ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเร็วว่าประเทศในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ใครที่จะใช้ไทยเป็นที่พักเงิน เพราะเห็นว่าเราเป็นประเทศที่ปลอดภัย (Safe Heaven) และหวังว่าจะเห็นค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงเร็ว เราก็ต้องเข้าไปดูแล ซึ่งมีมาตรการที่ใช้ตามปกติ&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะส่งผลให้การทำนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติต้องล่าช้าไปหรือไม่ โดยค่าบาทที่แข็งค่านั้น จะกระทบต่อสภาพคล่องโดยเฉพาะผู้ส่งออก ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา เพราะบาทแข็งทำให้ราคาสินค้ามันไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ทำให้อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำอยู่แล้ว ส่งผลให้แรงกดดันอัตราเงินเฟ้อยิ่งน้อยลงไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การทำนโยบายการเงินของไทยขณะนี้ยังมีอิสระ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี ไม่มีแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหลังจากนี้ หากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ไม่ใช่การผ่อนคลายแบบมากๆ เหมือนที่ผ่านมา และการขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่ใช่การขึ้นแบบแรง ไม่ขึ้นต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจอยู่กับอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน จนเกิดความชะล่าใจ และการขึ้นดอกเบี้ยก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐเตรียมประกาศรายชื่อประเทศที่มีการบิดเบือนค่าเงิน ว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ดูแลค่าเงินทั้ง 2 ทาง ไม่มีนโยบายค่าเงินเพื่อความได้เปรียบทางการค้า จะเห็นได้ว่าในปี 2560 หากมีการแทรกแซงค่าเงินจริง ค่าเงินบาทไทยจะไม่แข็งค่าเร็วมากที่สุดในเอเชียตะวันออก ธปท.จะเข้าไปดูแลบางช่วงที่มีไหลเข้า เฉพาะเงินทุนไหลเข้าไม่ใช่เรื่องเงินทุนที่เข้ามาจากการค้า ไม่ให้เข้ามากระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ตลาดเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนให้เปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16532</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าเงินบาท, ค่าเงินบาทแข็ง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, นายวิรไท สันติประภพ, เงินทุนไหลเข้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a6d520c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
