<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังโต้ลือรัฐกู้เพิ่ม3ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คลัง&amp;quot; โต้ไม่จริง หลังโซเชียลแชร์ปีงบ 2564 รัฐจ่อกู้เงินเพิ่มอีก 3 ล้านล้านบาท พร้อมกางแผนก่อหนี้ใหม่แค่ 1.47 ล้านล้านบาท ยันหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่ &amp;quot;สรท.&amp;quot; ดอดพบขุนคลัง อ้อนคุมบาทแข็ง หลังปรับตัวแตะระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ชี้เป็นอุปสรรคกับภาคส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 พ.ย. นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข่าวว่า ปี 2564 รัฐบาลเตรียมกู้เงินเพิ่มจำนวน 3 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะทะลุ 9 ล้านล้านบาท ว่าไม่เป็นความจริง โดยตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2564 จะมีรายการก่อหนี้ใหม่ จำนวน 1.47 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 6.23 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้แผนงานตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 จำนวน 5.5 แสนล้านบาท และการกู้เงินเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จำนวน 1.33 แสนล้านบาท รวมถึงการกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 1.58 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การกู้เงินเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นกลไกสำคัญ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ผ่านวิกฤตการณ์ดังกล่าวไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การนำเข้า เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์&amp;quot; นางแพตริเซียกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนการบริหารหนี้เดิม จำนวน 1.28 ล้านล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างหนี้เก่าที่ครบอายุ เพื่อให้การบริหารหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยไม่ได้เป็นการเพิ่มยอดหนี้ใหม่แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล ได้แก่ S&amp;amp;P, Moody&amp;rsquo;s และ Fitch ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ B0BB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ เนื่องจากประเทศไทยมีภาคการคลังสาธารณะที่แข็งแกร่ง เป็นผลจากการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและรักษาวินัยทางการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2564 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 60%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกัณญาภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ว่าต้องการให้กระทรวงการคลังช่วยดูแลเรื่องเงินบาทที่ปัจจุบันปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดย สรท. อยากเห็นเงินบาททรงตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเอื้อกับผู้ประกอบการในภาคส่งออก โดยปัจจุบันเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2564 เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 29-29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าแข็งค่ามากสำหรับภาคส่งออก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปัจจุบันเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หลายประเทศค่าเงินยังไม่แข็งค่าเท่านี้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ต้องถึง 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเหมือนที่เคยขอไว้ แค่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก็จะส่งผลดีต่อผู้ส่งออกแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายอาคมเข้าใจ และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคส่งออกอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะต้องดูแล ซึ่ง สรท.จะมีการไปหารือกับผู้ว่าการ ธปท.ในเรื่องนี้ด้วย&amp;quot; นางสาวกัญญาภัค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังขอให้ รมว.การคลังช่วยแก้ไขกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจต่างๆ ให้กับภาคเอกชน ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจสำหรับการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ (NSW) ที่ในปัจจุบันยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ดีเพียงพอ ซึ่ง รมว.การคลังรับปากจะเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กฎระเบียบที่ต้องการให้แก้ไข เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าการลงทุนให้กับภาคเอกชน จะมีทั้งเรื่องโครงสร้างภาษี ความสะดวกในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 และพิธีการทางศุลกากรต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาครัฐและเอกชนมีไม่มากพอ จึงอยากให้ขยายให้มากขึ้น&amp;rdquo; นางสาวกัณญาภัคกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกัณญาภัคกล่าวอีกว่า ต้องการให้กระทรวงการคลังสร้างความต่อเนื่องในการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ผ่านโครงการคนละครึ่งเพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีประโยชน์อย่างแท้จริง และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้เป็นอย่างดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84928</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, คุมบาทแข็ง, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201124/image_big_5fbd120eed3bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
