<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศจย.เผยผลวิจัยล่าสุดบุหรี่ไฟฟ้าส่งต่อยีนผิดปกติถึงรุ่นหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2เม.ย.6-ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาการสุขภาพ มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์เผยผลวิจัยล่าสุด&amp;ldquo;อันตรายของการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์และนโยบายควบคุมการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์&amp;rdquo; จากการทบทวนงานวรรณกรรมต่างประเทศ(วารสารวิชาการ ปี 2553 ถึงปัจจุบัน)ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง &amp;nbsp;7 ประเทศ กลุ่มประเทศรายได้สูง 3 ประเทศ และเอกสารของหน่วยงานด้านสุขภาพ เช่น องค์การอนามัยโลก ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)มีข้อสรุปที่น่าสนใจ 3 ประเด็น คือ ในระยะสั้นบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าบุหรี่มวน ใน 2 ภาวะ คือ เสี่ยงต่อการระเบิดของอุปกรณ์ ที่ใช้สูบ จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ เพราะเก็บไว้กับตัว เช่น ที่กระเป๋ากางเกง และการเกิด ภาวะอิวาลีหรือ E-cigarette or Vaping Product Use-Associated LungInjury (EVALI) หรือปอดอักเสบเฉียบพลัน เป็นสาเหตุเสียชีวิตได้เช่นกัน ซึ่งร้อยละ 80 ของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า ที่เกิดภาวะอิวาลี &amp;nbsp;มาจากการใส่สารสกัดกัญชาในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งในสหรัฐฯพบผู้ป่วยอิวาลีกว่า &amp;nbsp;5,000 &amp;nbsp;คนเพิ่มขึ้นจาก 2,600 คน ในปี 2561-2562 &amp;nbsp;ซึ่งบุหรี่ธรรมดาจะไม่เกิดภาวะเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เราพบข้อมูลว่าผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าบางคน อายุไม่เยอะ 10 กว่าปีถึง 20 ปี สูบครั้งแรกและสูบครั้งเดียวก็ สามารถป่วยเป็นภาวะอิวาลีและเสียชีวิตได้ หรือสูบเพียงไม่กี่ปีก็ป่วยและเสียชีวิตจากภาวะนี้ได้ &amp;nbsp;ประเด็นการใส่สารสกัดกัญชาในน้ำยา จะอันตรายมากขึ้นในประเทศไทย เมื่ออิงกับนโยบายกัญชา ที่อนุญาตให้ใช้ได้มากขึ้นก็อาจมีคนนำมาใช้แบบเดียวกันได้&amp;rdquo; หัวหน้าคณะวิจัยฯ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่าส่วนอันตรายระยะยาวของบุหรี่ไฟฟ้า ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันบ่งชี้ว่าสามารถทำให้เกิดโรคอย่างบุหรี่ธรรมดาหรือบุหรี่มวนได้ &amp;nbsp;เช่น โรคหัวใจ แม้ความ เสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคจะน้อยกว่า และยังพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าสามารถช่วยให้สูบบุหรี่มวนน้อยลงได้จริง แต่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ จึงไม่มีความหมายอะไรในแง่การลดผลกระทบทางสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ &amp;nbsp;อันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้ายังปรากฏในงานวิชาการต่างประเทศยังมีอีกหลายแง่มุมทั้ งการส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็น กรณีแม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจนเกิดยีนที่ผิดปกติและส่งต่อยีนผิดปกตินั้นให้ทารกในครรภ์ ที่นักวิจัยจาก University of Sydney และ University of Technology Sydney ประเทศออสเตรเลียค้นคว้าไว้ ส่วนการทดลองในสัตว์พบการถ่ายทอดยีนผิดปกติจากบุหรี่ไฟฟ้าในหนูจากรุ่นแม่ไปจนถึงรุ่นหลาน ที่นักวิจัย จาก UFZ&amp;ndash;Helmholtz Centre for EnvironmentalResearch Leipzig-Halle ร่วมกับ German Cancer Research Centerประเทศเยอรมันเป็นผู้ค้นพบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;หลังจากวิเคราะห์ผลการสืบค้นเอกสารวิชาการเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ทางทีมผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าในแง่สุขภาพไม่ควรให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย และควรให้สถานะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งการนำเข้า การขายและการสูบ &amp;nbsp; แต่หากไม่สามารถห้ามได้ ด้วยปัจจัยทางการเมืองหรือภาคธุรกิจ ก็ควรจัดให้ตัวอุปกรณ์ที่ใช้สูบและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์และยาทางการแพทย์ ที่ต้องมีการขึ้นทะเบียน หรือให้ อย.เป็นผู้อนุมัติเพื่อปกป้องผู้บริโภคโดยเฉพาะ &amp;nbsp; ในส่วนของน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าต้องห้ามใส่สารสกัด กัญชาทั้งTHC CBD และวิตามิน Aที่ภายหลังพบว่าอาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะอิวาลีได้ หรือแม้แต่การแต่งกลิ่นแต่งรสในลักษณะแฟชั่นเพื่อดึงดูดเยาวชนก็ควรห้ามเช่นกัน &amp;nbsp;และถ้าหากมีข้อบ่งชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าสามารถช่วยลดการสูบหรือช่วยเลิกบุหรี่ไฟฟ้าได้จริงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดหรือเลิกบุหรี่ธรรมดาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ดีทางศจย.จะนำผลวิจัยที่ได้นี้เสนอต่อรัฐบาล เพื่อใช้วางทิศทางในการขับเคลื่อนนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรัดกุม&amp;rdquo;ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาการสุขภาพ กล่าว.
--------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98134</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมบุหรี่ไฟฟ้า, ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_606703f21820e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศจย.เผยผลวิจัยบุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลร้ายต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด ควรหลีกเลี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ก.พ.64- &amp;nbsp;ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ จากวารสารขององค์กรวิชาชีพทางการแพทย์และมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิเช่น สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา องค์กรด้านสุขภาพปอดของสหรัฐอเมริกา สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา และสมาคมทรวงอกแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ระบุตรงกันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูบบุหรี่มากกว่าที่คิด แนะนำให้หลีกเลี่ยง ห้ามใช้ หรือจำกัดการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า &amp;nbsp;วารสารดังกล่าวรายงานผลการศึกษาวิจัย ระหว่างปีพ.ศ.2561-2563 ทั้งด้านที่สนับสนุนและต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า กลับให้ผลในทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยขอบเขตการศึกษาวิจัยรวม 5 ประเด็นคือ &amp;nbsp;1.หลีกเลี่ยงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าไว้ก่อนจนกว่าจะมีการวิจัยชัดเจน &amp;nbsp; 2.ควรจำกัดการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏ 3.ห้ามการโฆษณาและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า &amp;nbsp;4.สนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกบุหรี่หรือเป็นแหล่งนิโคตินทางเลือก &amp;nbsp;และ &amp;nbsp;5. สนับสนุนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกบุหรี่มวน ซึ่งผลการศึกษาจากวารสาร 56 ฉบับ ใน 81 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 69.1 ได้สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยระบุให้หลีกเลี่ยงการใช้ ห้ามใช้ หรือจำกัดการเข้าถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศ.นพ.รณชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงการทบทวนผลงานวิจัย จำนวน 3,793 เรื่อง ของวารสารสมาคมทรวงอกแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ปี พ.ศ.2563 ให้ข้อสรุปว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่นำมาใช้เพื่อการพักผ่อน หรือใช้แทนการสูบบุหรี่ หรือใช้ในระยะยาวสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ &amp;nbsp;โดยผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเลิกบุหรี่ควรใช้วิธีการอื่นที่มีประสิทธิผลและปลอดภัยมากกว่า เช่น การบำบัดด้วยยาร่วมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94264</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมบุหรี่ไฟฟ้า, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603794d1777bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2019 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2019 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันยุวทัศน์แห่งฯ หนุนรองนายกรัฐมนตรี อนุทินฯ คุมบุหรี่ไฟฟ้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค.2562 นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กล่าวาในการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานด้านสุขภาพเด็กและเยาวชนไทยระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 ระหว่างเยาวชนประเทศไทย กับเยาวชนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ Health Promotion Board (HPB) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ในหัวข้อ &amp;ldquo;บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พิษร้ายเยาวชนยุคใหม่&amp;rdquo; ว่า ประเทศสิงคโปร์ นับเป็นต้นแบบของประเทศที่มีการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งข้อมูลจากปี 2017 พบว่าสิงคโปร์ มีผู้สูบบุหรี่เพียง 350,000 คน ขณะที่มีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 13-17 ปี สูบบุหรี่เพียง 14,000 คน ซึ่งแนวโน้มการสูบบุหรี่ของสิงคโปร์ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับกรณีบุหรี่ไฟฟ้าที่ประเทศไทยกำลังถกเถียงถึงมาตรการควบคุมและกฎหมายห้ามจำหน่ายและนำเข้านั้น ประเทศสิงคโปร์ก็มีกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าประเภทของเล่น (Toy Cigarettes) ตั้งแต่ปี 1993 และมีกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งถือว่ามีมาตรการบังคับใช้ก่อนประเทศไทย จากกรณีนี้จึงทำให้เห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็มีกฎหมายควบคุมไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ส่งผลทำให้ภาพรวมของสุขภาพของประชาชนดีที่สุด&amp;rdquo; นายพชรพรรษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพขรพรรษ์ กล่าวต่อว่า จากการประชุมดังกล่าวทางหน่วยงานเยาวชนทั้ง 3 ประเทศ และ Health Promotion Board (HPB) สาธารณรัฐสิงคโปร์ จึงเตรียมผนึกกำลังเพื่อสร้างมาตรการการรับรู้ที่ถูกต้อง และเข้มงวดในด้านกฎหมาย สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย จึงขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนหยัดมาตรการห้ามนำเข้า และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายสุวรรณณุวงศ์ สุมนตรี ประธานเยาวชนรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ (Lao Youth Anti smoking) สังกัดกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า ปัจจุบันในประเทศลาว มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่เฉลี่ยต่อวัน 13 คน หรือคิดเป็น &amp;nbsp;4,745 คนต่อปี และเยาวชนมีแนวโน้มใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่ในประเทศลาว มีกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งผู้สูบเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา และบางรายเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นผลิตภัณฑ์ ในการช่วยเลิกบุหรี่ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ล้วนตรงกับประเทศไทยและสิงคโปร์ทุกประการ ทั้งนี้ยังทำให้ตนอดคิดไม่ได้ว่ามีกลุ่มอุตสาหกรรมยาสูบอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52510</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมบุหรี่ไฟฟ้า, สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191215/image_big_5df5ba92ab539.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
