<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 12:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่วน!!!วันนี้ กพท.เล็งออกประกาศยกระดับเข้มข้นเที่ยวบินเช่าเหมาลำ-จัดพิเศษขนผู้โดยสารต่างชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ก.ย.63-นายจุฬา สุขมานพ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า วันนี้ตนจะลงนามในคำสั่ง ออกประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่องแนวปฎิบัติของสายการบินระหว่างประเทศ โดยในเนื้อหาของประกาศ กพท. ฉบับใหม่จะเพิ่มข้อกำหนดกรณีที่สายการบินของประเทศไทย และ หรือ สายการบินที่ทำการบินผ่านประเทศไทย และลงจอดเติมน้ำมัน แวะพัก แม้ผู้โดยสารจะไม่ได้ออกมานอกเครื่อง ทางสายการบินจะต้องกำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนที่โดยสารมาในเครื่องบินลำดังกล่าว จะต้องมีใบรับรองผลการตรวจปลอดเชื้อโรคโควิด-19 ทุกคนก่อนที่จะซื้อตั๋วโดยสารมากับเครื่องได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การออกประกาศดังกล่าวเพื่อเป็นการป้องกันสายการบินที่มีสัญชาติไทย และทำการบินแบบเช่าเหมาลำ(ชาร์ทเตอร์ไฟทล์)ทำการบินจากประเทศที่1ไปยังประเทศจุดหมายปลาย หรืออาจจะแวะมาจอดเติมน้ำมันที่ประเทศไทย ไปยังจุดหมายปลายทาง และเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ทางปลายทางกลับตรวจพบว่ามีผู้โดยสารในลำนั้นๆ มีเชื้อโควิด-19 สายการบินดังกล่าวจะถูกขึ้นบัญชีดำทันที ซึ่งกรณีนี้มีตัวอย่างมาแล้วจากกรณีที่กรมการบินพลเรือนของประเทศจีน หรือ CAAC ได้ระงับการทำการบินของ สายการบิน ไทยแอร์เอเซียเอ็กซ์ เส้นทางบินจาก มาเลเซีย-มะนิลา-ไทย-เทียนจิน และ สายการบิน ไทยไลอ้อนแอร์​ เส้นทางจาการ์ตา-ดอนเมือง-กวางโจว รับผู้โดยสารคนจีน จากประเทศอินโดนีเซียไปกวางโจว จีน &amp;nbsp; โดยทั้ง2สายการบินทำการบินแบบเช่าเหมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุฬา กล่าวต่อว่า ซึ่งจากกรณีที่ปลายทางซึ่งเป็นประเทศจีน มีการตรวจคัดกรองผู้โดยสารก่อนลงเครื่องและพบผู้โดยสารมีเชื้อโควิดนั้น ทางระเบียบข้อบังคับของจีน ได้กำหนดว่า หาก เครื่องบิน 1 ลำ หากตรวจผู้โดยสารพบมีติดเชื้อโควิด ต่ำกว่า 10 คน สายการบินนั้นจะถูกระงับการบินเข้าประเทศทันที1 สัปดาห์ แต่หาก ในเครื่อง 1 ลำ ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดมากกว่า 10 คน จะถูกระงับการทำการบินเข้าประเทศทันที 4 สัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซึ่งการที่สายการบินใดๆที่ทำการบินระหว่างประเทศช่วงนี้ส่วนมากจะเป็นสายการบินที่ถูกว่าจ้างให้ไปรับคนในประเทศนั้นกลับมายังประเทศตัวเอง แบบเช่าเหมาลำ และเครื่องบินดังกล่าวจะต้องมีสิทธิในการทำเส้นทางบินนั้นๆอยู่ก่อนแล้ว จึงจะสามารถทำการบินได้&amp;rdquo;นายจุฬากล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71619</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพท., คุมเข้ม, เครื่องบินเช่าเหมาลำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7acc0d25b74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 08:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 08:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเจ้าท่าออกประกาศเรือเข้าน่านน้ำไทยต้องโชว์ใบรับรองสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม เข้มมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ล่าสุด วันนี้ (9 มี.ค. 2563) กรมเจ้าท่า (จท.) ได้ออกประกาศกรมเจ้าท่า เรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับเรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทย กรณีเป็นเรือจากท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ลงนามโดยนายวิทยา ยาม่วง อธิบดี จท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประกาศดังกล่าว มีใจความว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 พ.ศ.2563 กำหนดให้ท้องที่นอกราชอาณาจักร ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน เขตบริหารพิเศษมาเก๊า เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐอิตาลี และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคของประเทศ อธิบดีกรมเจ้าท่าจึงประกาศแนวปฏิบัติสำหรับเรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทย กรณีเป็นเรือจากท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ในกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้ท้องที่ดังกล่าว นายเรือ คนประจำเรือ ผู้โดยสาร และผู้ที่อยู่บนเรือที่เดินทางมาจากท้องที่นั้น ต้องได้รับการกักตัว และอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออย่างอื่นตามที่รัฐบาลกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กรณีการเข้ามาของเรือเดินระหว่างประเทศที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงตามประกาศของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงสาธารณสุข 6 พื้นที่ และเมืองท่าหรือประเทศที่กระทรวงสาธารณสุขจะประกาศแก้ไขเพิ่มเติม มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาประเทศไทย นายเรือ หรือตัวแทนเรือจะต้องส่งเอกสารให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค ก่อนเรือเข้ามาในช่องทางเข้าออกประเทศอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ได้แก่ ใบสำแดงสุขภาพของคนในเรือ รวมถึงรายชื่อ 10 เมืองท่าที่ผ่านมา บัญชีรายชื่อลูกเรือ และผู้โดยสารในเรือ ผลการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย 7 วันล่าสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ให้นายเรือ ผู้ควบคุมเรือ ดำเนินการให้ความรู้แก่ผู้ทำการในเรือ และผู้โดยสาร เรื่อง โรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 รวมถึงจัดให้มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายคนประจำเรือและผู้โดยสารเป็นการประจำ หากพบว่ามีความผิดปกติ มีอุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับมีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้คัดแยกผู้ป่วยและฝ้าระวังอาการ และหากสามารถกระทำได้ ให้น้ำตัวส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อทำการตรวจอาการผิดปกติดังกล่าวทันที พร้อมทั้งให้นายเรือจัดให้มีการคัดกรองผู้ปลอดเชื้อไวรัส COVID-19 บุคคลที่อยู่บนเรือ หากพบหรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อ ให้คัดแยกตัวไมให้ปะปนกับผู้อื่น และแจ้งด่านควบคุมโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อพบว่ามีผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 บนเรือนั้น ให้เรือทอดสมอตามจุดตำบลที่ทอดสมอสำหรับการกักกันโรคและคัดกรองโรค ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือตำบลที่พนักงานแพทย์เห็นสมควร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ให้ผู้ประกอบการเรือ เจ้าของเรือ นายเรือ ผู้ควบคุมเรือ ดำเนินการให้เป็นไปตามหมวดที่ 5 ข้อบังคับสำหรับการป้องกันโรคภยันตราย พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีฝ่าฝืนต้องระวังโทษปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59307</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กรมเจ้าท่า, คุมเข้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e44ede472f65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุมเข้มเบตงป้องป่วนซ้ำ!  เตือนใกล้วันสถาปนาเบอร์ซาตู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 62 - ภายหลังกลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิด เสาไฟฟ้า&amp;nbsp; เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ เผายางรถยนต์ บนถนนสาย 410 (ยะลา-เบตง)&amp;nbsp; เมื่อคืนวันที่ 20&amp;nbsp; ส.ค.ที่ผ่านมา พ.จ.ท.อนันต์ บุญสำราญ นายอำเภอเบตง จ.ยะลา ได้สั่งกำชับกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในอำเภอเบตง ทั้งทหาร ตำรวจ อส. และกำลังภาคประชาชน ให้เพิ่มความเข้มข้นในการตั้งด่านตรวจค้นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ บุคคลต้องสงสัยที่เข้า - ออก เมืองเบตง รวมทั้งตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อป้องกันคนร้ายลักลอบเข้ามาก่อเหตุ ทั้งนี้เพื่อสร้างความปลอดภัยและมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกำชับให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคง เพิ่มการรักษาความปลอดภัยตามสถานที่ราชการ ร้านค้าย่านชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ เป็นวันชาติของประเทศมาเลเซีย และเป็นวันสถาปนากลุ่มเบอร์ซาตู ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายโจมตีของกลุ่มก่อความไม่สงบ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ สร้างสถานการณ์เพื่อหวังก่อกวน สร้างความระส่ำระสายต่อบ้านเมือง เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย และก่อความไม่สงบให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมักจะทำการก่อเหตุลอบวางระเบิด เผายางรถยนต์ เผาธงชาติไทย ปักธงชาติมาเลย์ พร้อมทั้งวางวัตถุต้องสงสัยทั้งระเบิดจริง ระเบิดปลอมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอจังหวัดสงขลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในการก่อเหตุก่อกวนป่วนใต้ เป็นการหวังผลทางการเมืองด้วย ซึ่งมีการเผาทำลายธงชาติไทย แล้วเอาธงชาติมาเลเซียขึ้นแทนเพื่อให้เกิดความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&amp;nbsp; ดังนั้นภาครัฐจึงขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลบุคคลแปลกหน้า วัตถุต้องสงสัย ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีอาจลักลอบนำเข้ามาก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ สารีรัตน์ ผกก.สภ.เบตง&amp;nbsp; ได้สั่งการกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บูรณาการกำลัง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และกำลังภาคประชาชนให้ เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเขตเมือง โดยเฉพาะย่านใจกลางเมืองย่านการค้า และย่านชุมชน พร้อมตั้งจุดตรวจจุดสกัดหลัก ซึ่งจะเน้นการเปิดเบาะตรวจสอบสิ่งของภายในรถจักรยานยนต์&amp;nbsp; รวมทั้งลาดตระเวนเส้นทาง ตรวจสอบ ท่อลอด คอสะพาน&amp;nbsp; ป้ายโค้ง หลังจากฝ่ายความมั่นคง ได้มีการแจ้งเตือนให้มีเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ วันชาติของประเทศมาเลเซีย และเป็นวันสถาปนากลุ่มเบอร์ซาตู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พ.ต.อ.จำเริญ สุวรรณชาตรี ผกก.สภ.อัยเยอร์เวง ได้กำชับให้ สายตรวจชุดปฏิบัติการสิงห์ดง เพิ่มความเข้มดูแลเส้นทางบนถนนสาย 410 (ยะลา-เบตง)&amp;nbsp; และ เส้นทางรอง&amp;nbsp; ตรวจสอบ ท่อลอดถนน&amp;nbsp; คอสะพาน&amp;nbsp; เสาสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อควบคุมสถานการณ์ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งสกัดกั้นการก่อเหตุของกลุ่มคนร้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43927</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมเข้ม, ตั้งด่านตรวจ, บึ้มใต้, พ.จ.ท.อนันต์ บุญสำราญ, ยะลา, วันชาติมาเลย์, เบอร์ซาตู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5cbf5628417.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 11:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 11:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยะลาคุมเข้มชายแดนไทย-มาเลย์  สนองนโยบายแม่ทัพภาค4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค. 62 - ที่ด่านพรมแดนอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนประเทศมาเลเซีย ด้านกิ่งอำเภอปิงกาลันฮูลู รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ทหารพราน ตำรวจตระเวนชายแดน เจ้าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงได้ตั้งด่าน ตรวจเข้มบุคคล และ นักท่องเที่ยว รวมทั้ง กระเป๋าสัมภาระ ยานพาหนะทุกชนิด ที่ผ่านด่านพรมแดนไทย เข้ามาอย่างละเอียด ภายหลังผู้ก่อการร้ายยังคงก่อเหตุและเดินหน้าท้าทายอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp; หลังจากที่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ ขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4&amp;nbsp; ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้กำชับถึงมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ไปตามแผนสกัดกั้น โดยได้มีการบูรณาการทั้งกำลังและเครื่องมือเฝ้าตรวจ&amp;nbsp; ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานข่าวตามแนวชายแดน และมีพร้อมในการใช้กำลังเชิงรุก ควบคุมป้องกัน ลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อควบคุมพื้นที่ ช่องทางท่าข้าม และควบคุมบุคคลที่ผ่าน เข้า-ออก ตลอดแนวชายแดน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายกับช่องทางและท่าข้ามที่ผิดกฎหมาย ทั้งยังตั้งด่านซ้อนด่าน บนเส้นทางตอนใน เพื่อป้องกันและตรวจสอบบุคคล โดยทุกคนที่เข้า - ออก ผ่านด่านชายแดนจะต้องผ่านการตรวจอย่างละเอียด ผ่านเครื่องตรวจ Walk Through โดยได้จัดกำลังทหารพรานหญิงมาช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจค้นสัมภาระต่างๆ&amp;nbsp; และอีก 3 เดือนข้างหน้าจะนำเครื่องตรวจสอบใบหน้าบุคคล มาใช้ให้ครอบคลุมทุกด่านในพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นอกจากนี้ การตรวจตามแนวชายแดนเจ้าหน้าที่ได้ตรวจดูแลเข้มงวด ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการของเจ้าหน้าที่รัฐ ทุกหน่วยต้องบูรณการการทำงานกัน โดยขอความร่วมมือประชาชนและขออภัยในความไม่สะดวกเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของส่วนรวม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43417</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมเข้ม, ชายแดนใต้, ป่วนกรุง, ยะลา, แม่ทัพภาค4, ไฟใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d53910392c20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 23:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 23:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อียูคุมเข้มโซเชียลมีเดีย สกัดเนื้อหาก่อการร้าย บังคับลบใน 1 ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหภาพยุโรปเสนอออกกฎบังคับโซเชียลเน็ตเวิร์กและเว็บไซต์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ต้องลบเนื้อหาที่ปลุกปั่นหรือส่งเสริมการก่อการร้ายออกจากสื่อสังคมออนไลน์ภายใน 1&amp;nbsp; ชั่วโมงนับแต่ได้รับคำสั่งจากทางการ มิเช่นนั้นอาจเจอโทษปรับก้อนโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ว่า ฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เปิดเผยถึงการใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นนี้ระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภายุโรป จากเดิมที่ชาติสมาชิกอียูพึ่งพาความสมัครใจของบริษัทอินเทอร์เน็ตทั้งหลายในการลบเนื้อหาประเภทนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุงเคอร์กล่าวว่า ชาวยุโรปย่อมต้องคาดหวังว่าสหภาพยุโรปจะรักษาความปลอดภัยให้แก่พวกเขา&amp;nbsp; นี่เป็นเหตุที่วันนี้คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอกฎหมายฉบับใหม่เพื่อกำจัดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายออกจากเว็บไซต์ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งที่สามารถก่อความเสียหายร้ายแรงที่สุดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของพวกหัวรุนแรงสุดโต่งในการโจมตีที่เข่นฆ่าประชาชนหลายร้อยคนในหลายเมืองของยุโรปช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า เฉพาะเดือนมกราคมเดือนเดียวมีเนื้อหาใหม่ๆ เกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อจากกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่เผยแพร่ทางออนไลน์เกือบ 7,000 ชิ้น แม้ว่าไอเอสจะถูกขับไล่ออกจากที่มั่นเกือบทั้งหมดในอิรักและซีเรียแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอของอียูเรียกร้องให้กำหนดเส้นตาย 1 ชั่วโมงโดยให้มีผลทางกฎหมาย เพื่อบังคับให้บริษัทอินเทอร์เน็ตทั้งหลายกำจัดเนื้อหาก่อการร้ายทันทีที่เจ้าหน้าที่รัฐของประเทศนั้นมีคำสั่ง ข้อเสนอนี้ให้นิยามเนื้อหาก่อการร้ายว่าคือเนื้อหาที่ยุยงปลุกปั่นหรือสนับสนุนให้ก่อการร้าย, ส่งเสริมกิจกรรมของกลุ่มก่อการร้าย หรือเสนอคำแนะนำเรื่องการโจมตี แต่ขณะเดียวกันอียูก็ยังเปิดช่องทางไว้สำหรับการแก้ไขโดยฝ่ายตุลาการ ในกรณีที่ผู้พัฒนาคอนเทนต์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมาธิการเสนอให้ชาติสมาชิกอียูกำหนดบทลงโทษในการยับยั้งที่มีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผลต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เช่น โทษปรับเงินสูงสุด 4% จากผลกำไรทั่วโลกของบริษัทนั้นในปีดำเนินการล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ อียูยอมให้อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตดำเนินการกันโดยสมัครใจ แต่จูเลียน คิง&amp;nbsp; กรรมาธิการฝ่ายความมั่นคงระบุว่า การพึ่งแค่ความสมัครใจนั้นไม่เพียงพอแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการยุโรป, คุมเข้ม, ทวิตเตอร์, สื่อสังคมออนไลน์, อียู, เนื้อหาก่อการร้าย, เฟซบุ๊ก, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b99385436ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สันติบาลออกกฎเข้มมารยาทช่างภาพสื่อ ต้องอยู่ในลักษณะเคารพต่อนายกฯทั้งก่อนและหลังถ่ายภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ว่า เมื่อเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand Social Expo 2018 ที่ฮอลล์ 5 - 7 อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี &amp;nbsp;ทั้งนี้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอิมแพค เมืองทองธานี ได้ทำการตรวจ(สกรีน)บุคคลที่จะเข้าร่วมงานอย่างละเอียดเข้มงวด โดยทุกคนจะต้องเดินผ่านเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัย รวมทั้งต้องลงทะเบียนติดบัตรและติดสติ๊กเกอร์เพื่อแสดงว่าผ่านการตรวจเรียบร้อยแล้วทุกคน กระเป๋าและวัตถุแปลกปลอมจะต้องแสดงกับเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ได้มีความเข้มงวดกับสื่อมวลชนและช่างภาพที่จะเข้าปฎิบัติหน้าที่ภายในบริเวณงาน และเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่จากกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 จัดทำใบลงทะเบียนสำหรับช่างภาพสื่อมวลชน โดยให้มีการลงชื่อ สังกัด และเบอร์โทรศัพท์อย่างชัดเจน มีการจดเลขที่ไอดีการ์ดบัตรประชาชน ซึ่งข้อกำหนดมีเนื้อหาดังนี้ มารยาทในการถ่ายภาพของช่างภาพสื่อมวลชน 1.ต้องอยู่ในลักษณะเคารพต่อนายกรัฐมนตรีและแสดงความเคารพทั้งก่อนและหลังถ่ายภาพ 2. การแต่งกายที่สุภาพบุรุษชุดสูทสากล สุภาพสตรีชุดกระโปรง รองเท้าหุ้มส้น 3.กล้องที่จะนำมาบันทึกภาพต้องผ่านการตรวจและติดแท็กที่ได้รับอนุญาตจากตำรวจสันติบาล 4. จะอนุญาตให้เฉพาะช่างภาพที่ลงทะเบียนและติดต่อแผนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น 5.ไม่แสดงจริยาวาจาหรือมารยาทอันไม่สมควร 6.ในการถ่ายภาพควรอยู่ห่างจากนายกรัฐมนตรี 5 เมตรเป็นอย่างน้อย 7. ไม่ควรเบียดเสียดกันถ่ายภาพหรือถ่ายภาพลักษณะยืนค้ำศีรษะผู้อื่นหรือยื่นกล้องถ่ายภาพในลักษณะถ่ายภาพข้ามท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อควรปฎิบัติในการบันทึกภาพ 1.ต้องไม่ถ่ายภาพตรงหน้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยู่ในห้องรับรอง 2.ห้ามถ่ายภาพขณะเดินขึ้นหรือลงจากที่สูง เช่นบันได ฯลฯ 3.ห้ามถ่ายภาพขณะรับประทานอาหาร 4.ห้ามออกนอกสถานที่ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ วิ่งตัดหน้า วิ่งลุกลนหรือห้อมล้อมกีดขวางทางเดิน 5.ให้บันทึกได้ในจุดหรือสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม 6.การใช้ไฟฉายใช้ได้ในทุกโอกาส แต่การถ่ายไฟไม่ควรเกิน 1,500 วัตต์และควรอยู่ห่างจากห้องรับรอง 7.หากฝ่าฝืนมารยาทข้อควรปฏิบัติหรือไม่เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะถูกลิบปลอกแขนและห้ามบันทึกภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุด JAKARTA POST สื่อหลักอินโดนีเซียตีพิมพ์บทความแนะ อย่าให้ผู้นำเผด็จการทหารไทยนั่งเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า โดยมีเนื้อหาของบทความระบุว่า &amp;ldquo;การรัฐประหาร (junta)ของไทยไม่คู่ควรกับตำแหน่งท่ามกลางคลื่นที่แข็งแกร่งของความเป็นประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ ( democratization) ประเทศไทยสมควรได้รับสิทธิ์ในการรับเก้าอี้อาเซียน แต่ต้องไม่ได้อยู่ภายใต้การรัฐประหาร( junta)ที่มีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดติดกับพลังที่ปล้นจากประชาชนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และก่อนที่จะนั่งเก้าอี้อาเซียนในปีหน้า พล.อ.ประยุทธ์ควรเติมเต็มความมุ่งมั่นของเขาในการถือเลือกตั้งฟรีและประชาธิปไตย ถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้น เขาไม่ควรเก้าอี้การค้าในปีหน้า&amp;rdquo; น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ประกาศที่จะไม่ตอบโต้และพูดประเด็นการเมืองในช่วงนี้ และคาดว่า จะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เจ้าหน้าที่เข้มงวดกับการทำงานของช่างภาพและสื่อมวลชน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14636</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมสื่อ, คุมเข้ม, นายกฯ, มารยาทสื่อ, สันติบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180803/image_big_5b63d2e9ebca6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเทอมแล้ว!คุมเข้มโรงเรียนนราธิวาสหวั่นกลุ่มไม่หวังดีก่อเหตุสร้างสถานการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.61-บรรยากาศวันแรกเปิดการเรียนการสอนภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2561 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เป็นไปอย่างคึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงเรียนใน 3 เขตพื้นที่การศึกษาของจังหวัดนราธิวาสเริ่มเปิดทำการเรียนการสอนแล้ว โดยโรงเรียนบ้านโคกตา ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาในวันนี้ได้เปิดทำการเรียนการสอนเป็นวันแรก และมีบรรดาผู้ปกครองจำนวนมาก ต่างนำบุตรหลานไปส่งที่โรงเรียนกันตั่งแต่ช่วงเช้า สร้างความตื่นเต้นให้กับเด็กนักเรียนที่หลังจากปิดเทอมมานาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการการดูแลความปลอดภัย ด้านฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้ง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้กระจายกำลังเข้าดูแลความปลอดภัยทั้งด้านหน้าบริเวณโรงเรียน ตามเส้นทางที่ครูและนักเรียนต้องใช้เดินทางไปโรงเรียน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสเข้าก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ช่วงเปิดเทอมวันแรก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9205</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, คุมเข้ม, สร้างสถานการณ์, เปิดเทอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afa46c08513d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
