<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2019 21:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มุน แจอิน&#039; คุย &#039;ชินโซ อาเบะ&#039; นอกรอบอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น พบปะพูดคุยกันนอกรอบการประชุมอาเซียนที่กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นการเจรจากันโดยตรงครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีนับแต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติร้าวฉานอย่างหนักทั้งด้านการเมืองและการค้าสืบเนื่องจากความขัดแย้งกรณีการบังคับใช้แรงงานสมัยอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีมุน แจอิน (ที่ 2 จากขวา) พูดคุยกับนายกฯ ชินโซ อาเบะ (ที่ 2 จากซ้าย) เมื่อวันจันทร์ / YONHAP / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กันยายน 2562 อ้างคำแถลงของโค มินจุง โฆษกหญิงของทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า ประธานาธิบดีมุนและนายกฯ อาเบะ ประชุมหารือกันนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนบวกสามที่กรุงเทพฯ วันเดียวกันนี้ การพูดคุยที่จริงจังและเป็นมิตรอย่างมากใช้เวลา 11 นาที แต่เธอไม่ได้บ่งบอกว่าการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้นำทั้งสองเห็นด้วยกับทัศนะที่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่นมีความสำคัญ และย้ำการยืนยันหลักการที่ว่าประเด็นทวิภาคีควรหาทางออกผ่านการเจรจา&amp;quot; เธอกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โกกล่าวว่า มุนเสนอให้ทั้งสองฝ่ายทบทวนการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงหากจำเป็น ซึ่งผู้นำญี่ปุ่นตอบรับว่า ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองควรพยายามหากทางออกด้วยการใช้ &amp;quot;หนทางทุกทางที่มีอยู่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสถานีเอ็นเอชเคของญี่ปุ่นกล่าวเช่นกันว่า ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความสำคัญ และควรหาทางออกของความขัดแย้งผ่านการเจรจา เอ็นเอชเคบอกอีกว่า อาเบะได้แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของมารดาประธานาธิบดีมุนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างเป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐที่กำลังเผชิญปัญหาท้าทาย 2 ด้านเหมือนๆ กัน ทั้งภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์ กับท่าทีดึงดันมากขึ้นของจีน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองถึงจุดตกต่ำเมื่อปีที่แล้ว สืบเนื่องจากความขัดแย้งประเด็นญี่ปุ่นเคยบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นำไปสู่การตอบโต้กันด้วยการคว่ำบาตรทางการค้าและบานปลายถึงความร่วมมือด้านความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งนี้ทำให้อาเบะและมุนไม่ได้จัดซัมมิตกันอีกเลย แม้ว่าทั้งคู่จะจับมือทักทายกันที่การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศจี 20 ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนมิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะที่กรุงโตเกียวเมื่อเดือนที่แล้ว มุนก็ไม่ได้มาร่วมด้วยตนเอง แต่ส่งนายกรัฐมนตรี ลี นักยอน เป็นผู้แทน พร้อมกับแนบจดหมายส่วนตัวของเขาเพื่อเรียกร้องให้สองประเทศปรับปรุงความสัมพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ประเด็นที่เป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งครั้งนี้ยังไม่คลี่คลาย เอ็นเอชเครายงานว่า อาเบะยังคงย้ำกับมุนว่า ประเด็นการบังคับใช้แรงงานช่วง 35 ปีที่ญี่ปุ่นยึดครองคาบสมุทรเกาหลีระหว่างปี 2453-2488 นั้นได้รับการแก้ไขและชดใช้เรียบร้อยแล้วตามสนธิสัญญาปี 2508 ที่นำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้มาตรการทางการค้าหลายอย่าง เพื่อตอบโต้ที่ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้บริษัทของญี่ปุ่นจ่ายเงินชดเชยการบังคับใช้แรงงานในอดีต เช่นเมื่อเดือนกรกฎาคม ญี่ปุ่นควบคุมการส่งออกสารที่เป็นส่วนสำคัญสำหรับการผลิตสินค้าของบริษัทเกาหลีใต้ รวมถึงของซัมซุง ขณะที่เกาหลีใต้ก็ตอบโต้ด้วยมาตรการแบบเดียวกัน และประกาศจะระงับข้อตกลงความร่วมมือกับด้านการแบ่งปันข่าวกรองทางทหาร โดยข้อตกลงดังกล่าวจะหมดอายุในเดือนนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49526</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยนอกรอบ, ชินโซ อาเบะ, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น, ประธานาธิบดีเกาหลีใต้, มุน แจอิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dc0322e65b04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2018 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2018 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “ณัฐพล กัปปิยจรรยา”  ทายาทรุ่นสอง&#039;นีโอ สุกี้&#039;ชูคุณภาพ และความหลากหลายเข้าสู้ชิงความได้เปรียบเชิงธุรกิจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุยนอกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าทางเลือกของผู้บริโภคในธุรกิจร้านอาหารจะมีมากขึ้น แต่สำหรับ &amp;ldquo;ณัฐพล กัปปิยจรรยา&amp;rdquo; กรรมการผู้จัดการ บริษัทนีโอ สุกี้ไทยเรสเทอรองส์ จำกัด นับเป็นอีกหนึ่งหนุ่มธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มักมีนวัตกรรมต่างๆ ในเรื่องของอาหาร เข้ามาพัฒนาธุรกิจครอบครัว &amp;nbsp;โดยเขาเป็นทายาทรุ่น 2 ของครอบคัว ซึ่งมีลูกชาย 3 คน โดย &amp;ldquo;ณัฐพล&amp;rdquo; เป็นคนกลาง หน้าที่หลักจะรับผิดชอบนีโอสุกี้ ส่วนระบบการบริหารงานจะเน้นการปรึกษาหารือกับคนในครอบครัวตลอด โดยที่ผ่านมาก็มีทั้งโอกาสและอุปสรรคจากการทำงาน แต่ในฐานะผู้นำทัพขององค์กรแห่งนี้ ก็ยังคงเดินหน้าสานต่อเต็มกำลัง ท่ามกลางความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว และการแข่งขันของธุรกิจที่รุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐพล กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดสุกี้มีมูลค่า 20,000 ล้านบาท รวมแบรนด์ขนาดใหญ่และแบรนด์ท้องถิ่น มีการเติบโตชะลอตัวเล็กน้อย ส่วนแบรนด์ของบริษัท นีโอ สุกี้ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10-15% หรือมีรายได้ 330 ล้านบาท ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้มาจากการเพิ่มสาขาใหม่ คุณภาพ และการเพิ่มเมนูให้มีความหลากหลาย นับว่าแตกต่างจากคู่แข่ง สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนในการผลิตมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมมองว่าปี 2562 ตลาดภาพรวมตลาดสุกี้จะปรับตัวดีขึ้น หลังการเลือกตั้ง เพราะความเชื่อมั่นนักลงทุนจะมีมากขึ้น จะมีการลงทุนใหม่ และก่อให้เกิดการจ้างงาน ส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจดีกว่าเดิม แน่นอนว่ากำลังซื้อและอารมณ์การจับจ่ายก็ดีตามไปด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการลงทุนใหม่ของนีโอสุกี้ในปีหน้า จะลงทุนเพิ่มเปิดสาขาใหม่ งบประมาณ 50 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าประมาณกลางปี 2562 จะเริ่มลงทุนได้ และยังจะโฟกัสการลงทุนไปยังห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เท่านั้น ถือเป็นการท้าชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากบิ๊กแบรนด์ โดยมั่นใจว่าจะสามารถสู้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทายาทหนุ่มยังกล่าวอีกว่า จะใช้กลยุทธ์ด้านคุณภาพเข้าสู้ และใช้ความหลากหลายของเมนูอาหาร และการจัดแคมเปญด้วยความถี่ที่มากขึ้น การเพิ่มแคมเปญเทศกาล เช่น บักกุ๊ดเต๋ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและแตกต่าง เหนือคู่แข่ง นอกจากนี้จะดึงสินค้าที่โดดเด่น ที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น มาจัดทำเป็นแคมเปญ เทศกาล เช่น เทศกาล ภูเก็ต เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การทำการตลาดบุกห้างใหญ่ ถือว่าเป็นอะไรที่ท้าทายมาก สำหรับเราที่จะต้องไปชิงกับแบรนด์ขนาดใหญ่ นับว่าเป็นการปรับแผนใหญ่ที่สุดในรอบ 18 ปี เพื่อเปิดแผนการตลาดอย่างเข้มข้นในปีหน้า และจะยังทำโปรโมชั่น ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นไป แต่จะไม่เน้นเรื่องการลดราคาสู้ เพราะให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความหลากหลาย ส่วนโรงงานที่สร้างใหม่ แถวนนทบุรี ก็จะใช้งานได้เร็วๆ นี้ จะส่งมาผลิตของส่งไปทั่วประเทศได้&amp;rdquo; ณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ยังจะซื้อแฟรนไชส์ แบรนด์อาหาร จากยุโรป-อเมริกา มาจำหน่ายยังไทย เจาะตลาดระดับไฮเอนด์ เพื่อนำมาเสริมธุรกิจ สำหรับปี 2562 คาดว่าธุรกิจจะเติบโต15-20% มีรายได้ 400 ล้านบาทอีกด้วย จะเห็นได้ว่าเป็นผู้บริหารที่ทุ่มเทการทำงานแบบสุดกำลังจริงๆ คงเป็นเพราะคติประจำใจที่ว่า &amp;ldquo;ผมทำอะไรจะต้องทำให้ดีที่สุด ทุ่มสุดตัว เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด แล้วจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไป สำหรับการบริหารทรัพย์ยากร บุคคล จะต้องจัดคนให้เหมาะสมกับงาน การที่เขาทำงานที่ถนัด &amp;nbsp;จะสามารถทำงานนั้นออกมาได้ดี ผมคิดว่าคนในองค์กรมีหลากหลาย บางทีอาจจัดคนไม่เหมาะสมกับลักษณะงาน ดังนั้นจะต้องมีวิธีการประเมินว่าคนใด เหมาะกับงานลักษณะใด เพื่อให้การทำงานประสบความสำเร็จลุล่วง ไปด้วย ดี และสอนให้คนในองค์กรมีเป้าหมาย และก้าวไปสู่เป้าหมายนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าจะบริหารงาน บริหารคน บริหารองค์กรแบบเต็มสูบ ก็มีความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง แต่ยามใดที่เขาเครียด จะพยายามแยกแยะระหว่าง เรื่องส่วนตัว และเรื่องธุรกิจออกจากกัน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการบริหารงาน และลูกน้อง และยังเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี เชื่อว่าการทำดี วันนี้ วันหน้าจะดีตามไปด้วยแน่นอน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22152</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลยุทธ์การแข่งขัน, คุยนอกรอบ, ณัฐพล กัปปิยจรรยา, ทายาทรุ่น 2, นีโอ สุกี้, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181117/image_big_5bef881485bf3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2018 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2018 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “กันตพัฒน์ ศิริเจริญโรจน์” คอนเนคชั่นที่ดีย่อมสร้างโอกาสมากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุยนอกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในยุคปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีคอนเนคชั่นที่ดีนั้น เป็นปัจจัยสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง เห็นได้จากการที่สถาบันเอกชนหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือธนาคาร ได้บรรจุหลักสูตรการบริหารจัดการให้ประสบความสําเร็จ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจเปิดสอนให้กับผู้ที่สนใจ โดยเน้นให้ผู้เรียนได้มาสร้างคอนเนคชั่น เพื่อต่อยอดความสำเร็จในอนาคต นับเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าคอนเนคชั่นมีความจำเป็นมากแค่ไหนในการทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กันตพัฒน์ ศิริเจริญโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาวเวอร์ คอนเน็คชั่น ดี จำกัด ผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องของธุรกิจและคอนเนคชั่น ซึ่งเติบโตมาจากการทำคอลเซ็นเตอร์ให้กับบริษัททางด้านการเงินแห่งหนึ่ง กระทั่งได้มีโอกาสขยายงานไปเรื่อยๆ คร่ำหวอดในแวดวงนี้มาหลายปี จนพัฒนางานไปสู่ด้านที่ปรึกษาการเงินทั้งด้านการขายและสินเชื่อมากว่า 10 ปี ที่สำคัญคือเขามีสายสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานกับแวดวงธุรกิจต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธุรกิจของบริษัท พาวเวอร์ คอนเน็คชั่นดี มีทั้งการประมูลงานให้กับภาครัฐ อาทิ การส่งอุปกรณ์การศึกษาต่างๆ ทั้งเครื่องกีฬา อุปกรณ์การเรียนการสอน แบบเรียน โต๊ะเก้าอี้ ทุกอย่างที่โรงเรียนทั่วประเทศต้องใช้ อีกส่วนหนึ่งคือประมูลงานให้กับประชารัฐ หรือกองทุนหมู่บ้านต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าและผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองส่งให้กับโมเดิร์นเทรด ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กซี โลตัส แมคโคร เซเว่นอีเลฟเว่น &amp;ldquo;กันตพัฒน์ เริ่มเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังเป็นที่ปรึกษาในการหาช่องทางให้กับผู้ที่มีสินค้าอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะนำเข้าไปจำหน่ายให้กับโมเดิร์นเทรดหรือร้านค้าย่อยได้อย่างไร ช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถขยายธุรกิจ โดยมีที่ปรึกษามืออาชีพคอยให้คำปรึกษาในเรื่องการสรรหาเงินทุนในการเพิ่มศักยภาพทางการผลิต และช่วยให้ลูกค้าได้เติบโตและประสบความสำเร็จในธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กันตพัฒน์ ยังบอกอีกว่า ในปีนี้ผมตั้งเป้านำเข้าสินค้าไปจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดให้ได้ 100 ราย และผลิตสินค้าเป็นภายใต้แบรนด์ของตัวเองอีก 2-3 แบรนด์ภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงเร็วๆนี้เขาจะเปิดตัวครีมกันแดดที่ร่วมกันทำกับเพื่อนนักธุรกิจและเพื่อนนักแสดงออกมาอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหลักการบริหารงานในการทำธุรกิจให้ดี เขาบอกเคล็ดลับเอาไว้ว่า &amp;ldquo;เราต้องมีความจริงใจ ซื่อสัตย์กับคู่ค้าของตัวเองในทุกระดับ รักษาเครดิตทางการเงินให้น่าเชื่อถือ มีสัจจะในคำพูดของตัวเอง ไม่เอาเปรียบ ไม่ลืมที่จะแบ่งปันในสิ่งที่ดีๆ ให้กับคู่ค้าทางธุรกิจด้วย นอกจากนี้เขาเชื่อว่ายิ่งให้ยิ่งได้ สิ่งดีๆ ควรมีไว้แบ่งปัน และสิ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจก็คือการสร้างคอนเนคชั่นให้แนบแน่นต่อกัน เพราะการสร้างคอนเนคชั่นก็เหมือนเป็นการสร้างมิตรในวงการธุรกิจ ยิ่งขยันสร้างไปเรื่อยๆ โอกาสดีๆ ทางธุรกิจ ก็จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้นอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19212</URL_LINK>
                <HASHTAG>กันตพัฒน์ ศิริเจริญโรจน์, คุยนอกรอบ, พาวเวอร์ คอนเน็คชั่น ดี, เคล็ดลับทำธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181006/image_big_5bb82362797ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2018 20:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2018 20:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ภคมน เดชส่งจรัส ชูบริการที่ดีและจริงใจ ปั้นนภัสรีย์ คลินิก / คุยนอกรอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ คุยนอกรอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภคมน เดชส่งจรัส ชูบริการที่ดีและจริงใจ ปั้น นภัสรีย์ คลินิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าสถานการณ์แข่งขันในธุรกิจคลินิกความงามจะรุนแรงมากขึ้นทุกปี แต่ก็มีผู้ประกอบการหน้าใหม่สนใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะมองแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ต้องการมีบุคลิกภาพที่ดี และมองหาสถานเสริมความงามที่ตอบโจทย์ตัวเอง ซึ่งจากสมรภูมิที่ร้อนแรงนี้เอง การจะอยู่รอดได้ คงต้องเป็นตัวจริงในเกมเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์หญิงภคมน เดชส่งจรัส &amp;nbsp;ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ นภัสรีย์ คลินิก &amp;nbsp;ได้เล่าที่มาของการเข้ามาเปิดให้บริการคลินิกความงามว่า &amp;ldquo;ก่อนที่เราจะมาเปิดคลินิกของตัวเอง มีประสบการณ์ทำงานในธุรกิจความงามมาประมาณ 5 ปี ระหว่างนั้นก็ได้เก็บเกี่ยวชั่วโมงบิน และตัดสินใจเข้ามาลุย เพื่อเป็นธุรกิจของตัวเอง โดยสาขาแรกตั้งอยู่ที่ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท มองว่าเป็นทำเลที่ค่อนข้างดี เพราะมีที่จอดรถ และยังอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรของกลุ่มลูกค้าหลักอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาขาใหม่ล่าสุดยังคงให้ความสำคัญกับทำเล ที่มีการเชื่อมต่อทางด้านคมนาคมที่สะดวกสบาย จึงเลือกจามจุรีสแควร์ ย่านใจกลางเมือง เป็นศูนย์รวมกลุ่มเป้าหมาย แน่นอนว่ายังคงมีทำเลใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าเช่นเดิม หรือ MRT สามย่าน โดยการขยายสาขาครั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งหมดของคลินิกได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มบริการศัลยกรรมเฉพาะส่วน มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ให้ลูกค้า จากสาขาแรกจะเน้นการปรับรูปหน้า ไม่มีศัลยกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีความสวยงามอยู่ข้างใน และทุกคนก็ต้องการมีความสวยงามจากภายนอกด้วย เพราะโลกในยุคนี้ความสวยงามจะช่วยเสริมสร้างทั้งบุคลิกภาพและความมั่นใจ ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ติดตัวอย่างหนึ่งที่หญิงสาวทุกคนควรมีติดตัวไว้ เหมือนกับคำว่า &amp;ldquo;Beauty Can Be Yours&amp;rdquo; เราจึงได้ก่อตั้งนภัสรีย์ คลินิกขึ้นมา โดยปลูกฝังแนวคิดการทำงานด้วยความเอาใจใส่ ให้กับบุคลากรทุกคนในคลินิก เพราะผู้หญิงทุกคนก็เหมือนงานศิลปะ การจะทำให้งานออกมาสวยงามได้ ต้องอาศัยทั้งความตั้งใจและความใส่ใจ ซึ่งนี่ก็เป็นแนวทางที่ทำให้นภัสรีย์ คลินิก แตกต่างจากคลินิกทั่วไปอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ลูกค้าของนภัสรีย์ คลินิก ค่อนข้างหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ ซึ่งทุกคนมีความต้องการเหมือนกัน คือต้องการสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจ ที่จะสร้างความประทับใจได้ในทุกสถานการณ์ หรือจับกลุ่มระดับกลางขึ้นบน &amp;ldquo;เราก็ยังยึดมั่นในจุดยืนของตัวเองเหมือนเดิม ด้วยการซื้อใจลูกค้าจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และเมื่อบวกรวมจุดยืนนี้เข้ากับความเอาใจใส่ และการให้บริการที่เป็นกันเอง ทำให้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าทุกคน จนเมื่อเรารู้สึกว่าเราเดินมาถูกทาง จึงทำการขยายสาขา 2 แห่งนยี้ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภคมน ยังบอกถึงโอกาสขยายตัวไปสู่ตลาดต่างจังหวัดอีกว่า การเปิดสาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น่าจะมีโอกาสมากสุดของการขยายตัวไปต่างจังหวัดแห่งแรก คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นรูปแบบสแตนอโลน โดยตลาดต่างจังหวัดยังมีดีมานด์อยู่พอสมควร แต่คงไม่เน้นการขยายสาขาจำนวนมาก เนื่องจากต้องการควบคุมคุณภาพของการให้บริการลูกค้าให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลักการทำธุรกิจของตัวเองจะยึดหลักความจริงใจในการให้บริการ ไม่หลอกลวงคนไข้ ไม่พยายามขายในสิ่งที่ไม่จำเป็นกับพวกเขา และเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับการรักษาอย่างตรงจุด ซึ่งการตลาดของเราจะเป็นการบอกปากต่อปากเป็นหลัก ส่วนตัวมองว่าเป็นข้อดีมากๆ เพราะว่านั่นคือการที่คนไข้ได้เข้ามาใช้บริการจริงแล้วเห็นผล &amp;rdquo; ภคมล กล่าวปิดท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18233</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยนอกรอบ, นภัสรีย์ คลินิก, ภคมน เดชส่งจรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180923/image_big_5ba78f3b68b10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “โกมล แรงกล้า”  หัวหอกแห่ง&#039;อัลคอน แลบอราทอรีส์&#039; ชูแนวทางบริหาร วางเป้าหมายและสร้างแรงจูงใจ นำพาบริษัทก้าวหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุยนอกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเข้าถึงความรู้สามารถทำได้ง่ายขึ้น เมื่อมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือคอยนำพา ผ่านเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส รวมถึงบริษัทในธุรกิจยาก็ต้องผลิตและพัฒนาสินค้าให้ตรงกับคนไข้ที่มีความรู้มากขึ้นด้วยเช่นกัน &amp;ldquo;โกมล แรงกล้า&amp;rdquo; ผู้จัดการหน่วยธุรกิจแผนก วิชั่น แคร์ บริษัท อัลคอน แลบอราทอรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดยาและร้านขายยามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ในช่วงที่ผ่านมาคนไข้บางรายยังเลือกหายาด้วยตนเองผ่านร้านขายยา เป็นทางเลือกที่มองว่าสะดวก เพราะมีทำเลใกล้บ้าน จากประสบการณ์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมยามาประมาณ 18 ปี ส่วนตัวเห็นว่าปัจจุบันผู้ผลิตหลายบริษัทพยายามผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรคในสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนในอดีต จึงต้องพัฒนายามาให้ตอบโจทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการทำธุรกิจอัลคอน แลบอราทอรีส์ (ประเทศไทย) ผู้บริหารหนุ่มเริ่มเล่าว่า จะโฟกัสในตลาดที่มีโอกาส นับจากนี้คงให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์กลุ่มคอนแทคเลนส์ ทั้งในส่วนของคอนแทคเลนส์รายวัน และคอนแทคเลนส์เปลี่ยนสี หลังจากเริ่มทำตลาดในไทยมาสัก 6 ปีก่อน และเริ่มทำตลาดจริงจังประมาณ 3 ปีก่อน พบว่ามีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง อย่างในปี 2559 เติบโต 14% ส่วนในปี 2560 แผนกกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตาเติบโต 5-6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันบริษัทมีรายได้มาจากธุรกิจเครื่องมือแพทย์ 55% กลุ่มธุรกิจคอนแทคเลนส์และน้ำยาล้างตา 20% ส่วนกลุ่มธุรกิจยาประมาณ 25% โดยหลังจากบริษัทเข้ามาโฟกัสธุรกิจคอนแทคเลนส์แล้ว ก็เชื่อว่าจะทำให้สัดส่วนปรับขึ้นมาเป็น 25% ภายใน 5 ปี พร้อมกับเตรียมทำตลาดน้ำตาเทียมในปีหน้า 2562 มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมูลค่าตลาดน้ำตาเทียมมีมากถึง 2,000 ล้านบาท และพบว่ามีอัตราการเติบโต 11% เน้นการสื่อสารไปยังผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก จากงบตลาดทั้งหมดแบ่งการลงทุนช่องทางดังกล่าว 70-80%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากถามผมว่าทำไมอยากจะบุกตลาดคอนแทคเลนส์รายวัน นอกจากตัวเลขทางภาพรวมของตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง คงเป็นเรื่องของราคาที่ถูกลง 20-30% แม้ว่าจะยังสูงกว่าแบบรายเดือนอยู่ก็ตาม โดยค่าใช้จ่ายสำหรับคอนแทคเลนส์รายเดือนจะอยู๋ที่ 200-300 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่แบบรายวันจะอยู่ที่ 1,000-1,200 บาทต่อคนต่อเดือน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลาดรวมคอนแทคเลนส์ 1,900 ล้านบาท เติบโตปีละ 5% แบ่งเป็นแบบรายเดือน 63% และอีก 37% เป็นแบบรายวัน หากย้อนกลับไปสัก 4-5 ปีก่อนนับว่ามีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เพราะก่อนหน้าคอนแทคเลนส์รายเดือนเคยเป็นที่นิยมและมีสัดส่วนมากถึง 80% สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มความต้องการใช้สินค้าแบบรายวันเพิ่มขึ้น หรือมีอัตราการเติบโต 8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในกลยุทธ์ที่จะขับเคลื่อนให้ธุรกิจเป็นตามเป้าหมาย จะเป็นการออกสินค้าใหม่ ผ่านนวัตกรรม ซึ่งทำให้แข่งขันในตลาดได้อย่างแตกต่างและมีประสิทธิภาพมากว่าเรื่องของราคา โดยล่าสุดยังขยายฐานผู้บริโภคด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Dailies Aqua Comfort Plus จับกลุ่มในเจนเนอเรชั่น Z ที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี จากเดิมฐานลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โกมล ยังกล่าวปิดท้ายอีกว่า ผมพยายามวางเป้าหมายในการทำงานของตัวเองทุกปี จากนั้นจะมาวางแผนว่าต้องใช้กลยุทธ์ไหนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้รู้สึกเหมือนว่ามีแรงจูงในใจการทำงาน ก็จะชนะอุปสรรค ส่วนตัวผมค่อนข้างจะประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้ แม้ว่าบางครั้งเรื่องยอดขายอาจจะไม่ได้โตตามที่หวัง แต่เราประสบความสำเร็จทางด้านทีมงาน สามารถสร้างทีมงานที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16580</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนแทคเลนส์, คุยนอกรอบ, ตลาดเครื่องมือแพทย์, อัลคอน แลบอราทอรีส์, โกมล แรงกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180901/image_big_5b89e6df3228a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2018 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2018 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ภรณ์ทิพย์ อัคควิบูลย์” โอกาสของการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ที่มาจากใจรัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุยนอกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภรณ์ทิพย์ อัคควิบูลย์&amp;rdquo; โอกาสของการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ที่มาจากใจรัก

ทุกอย่างคงเป็นไปได้ดี หากสิ่งที่ทำอยู่นั้น เกิดจากความชอบของตนเอง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคำว่าใจรัก (Passion)มักมีผลทำให้ผลงานออกมาดีและบรรลุเป้าหมายอยู่เสมอ เฉกเช่น &amp;ldquo;ภรณ์ทิพย์ อัคควิบูลย์&amp;rdquo; กรรมการบริหาร โครงการพูนทรัพย์ คอมเพล็กซ์ ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท พูนทรัพย์ รังสิต จำกัด ผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ ซึ่งจบการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอบอกว่าด้วยความชื่นชอบในงานสถาปัตย์ ทำให้ตัดสินใจทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการพูลทรัพย์ คอมเพล็กซ์ ย่านรังสิต บนทำเลทองขนาด 39 ไร่

จากประสบการณ์ทำงานในแวดวงมากว่า 12 ปี ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการชั้นนำของเมืองไทย อาทิ บริษัทขนส่ง แบรนด์รถยนต์ชั้นนำ Ford Mazda Nisson ,สถานีบริการน้ำมันบางจาก ,ศูนย์อบรมและสอนขับรถยนต์ เข้ามาเช่าพื้นที่ภายในโครงการอย่างต่อเนื่อง &amp;ldquo;แม้ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะไปได้ดี ตอนนี้เหลือพื้นที่ให้เช่าประมาณ 8 ไร่ แต่เราเองก็ไม่ได้หยุดนิ่งยังคงมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ โดยได้เริ่มเข้ามาศึกษาธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ความงามเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มองว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง จึงได้ตัดสินใจแตกไลน์มาสู่ธุรกิจดังกล่าว โดยการออกผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวหน้าภายใต้แบรนด์ &amp;ldquo;The Nectar Le Blanc ขึ้นมา&amp;rdquo;

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาสินค้าความงามจะถูกคุมเข้มมากขึ้น เธอมองว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าคุณภาพมีโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ถูกผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาด &amp;ldquo;ธุรกิจความงามปีนี้ ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง เพราะคนไทยหันมาให้ความสนใจดูแลตัวเองมากขึ้น สำหรับแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว มีสินค้ากลุ่มแรกเป็นสกินแคร์ มีด้วยกัน 2 รายการในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงระดับบีบวกขึ้นไป เนื่องจากราคาสินค้ามีราคาค่อนข้างสูง หรือเริ่มต้นที่ 1,490 บาท&amp;rdquo;

ขณะเดียวกันปีแรกที่เริ่มวางจำหน่ายในท้องตลาด ยังไม่ได้คาดหวังยอดขายว่าจะต้องเติบโตมากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นช่วงการเริ่มต้น ต้องใช้เวลาสักพักในการวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง บริษัทมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งการคิดค้น วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่หลังจากทำการประชาสัมพันธ์ ทำการตลาด และวางจำหน่ายสินค้าครบทุกช่องทาง คาดว่าจะมีรายได้ 10-15 ล้านบาทในปี 2562

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เธอได้ฉายภาพไว้ว่า ตอนนี้โครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งโครงการใหม่และโครงการเก่าที่ปรับจากอพาร์ตเมนต์เป็นคอนโดมิเนียม ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมในย่านรังสิตเริ่มเข้าสู่โอเวอร์ซัพพลาย โดยกลฃุ่มตลาดคอนโดมิเนียมที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คงเป็นคอนโดมิเนียมระดับล่าง เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อไม่มาก หากเกิดเหตุไม่คาดฝันหรือตกงาน อาจทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน ไม่สามารถผ่อนคอนโดมิเนียมต่อได้

&amp;ldquo;การเข้าไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในย่านรังสิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผลให้ราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 2-3 เท่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันที่ดินในย่านรังสิตฝั่งขาเข้ามีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละประมาณ 30-40 ล้านบาท ขณะที่ฝั่งขาออกมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 15-20 ล้านบาท&amp;rdquo;

โครงการพูนทรัพย์ คอมเพล็กซ์ ยังคงเดินหน้าหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมเช่าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ดึงศูนย์อบรมและโรงเรียนสอนขับรถยนต์เข้ามาเป็นพันธมิตรเพิ่มเติม รวมถึงโอกาสในการขยายธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าย่านรังสิต &amp;ldquo;เราไม่ต้องการเติบโตอยู่เพียงแค่ธุรกิจเดียว ต้องการกระจายความเสี่ยงให้มากขึ้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันสามารถเดินหน้าและขับเคลื่อนด้วยตัวเองไปได้ดีแล้ว เราก็จะทำงานควบคู่กันไปกับธุรกิจใหม่ เพื่อให้เติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวภรณ์ทิพย์ กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13816</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยนอกรอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180721/image_big_5b528fdcb591c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2018 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2018 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “ภูมิภัทร นาวานุเคราะห์” กับโครงการใหม่ “เคปฟาน”  สวรรค์บนเกาะสมุย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์คุยนอกรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการที่ธุรกิจท่องเที่ยวยังมีอัตรการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผู้ประกอบการต้องการในธุรกิจดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่จะเห็นได้ว่ามีการขยายตัวและเปิดใหม่กันตลอดทั้งปี สำหรับ &amp;ldquo;ภูมิภัทร นาวานุเคราะห์&amp;rdquo; ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ก็เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่สนใจงานด้านโรงแรม จนปัจจุบันมีโรงแรมในเครือเปิดให้บริการ 23 แห่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในไตรมาสแรกปี 2561 &amp;nbsp;มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยมากถึง 8.94 ล้านคน &amp;nbsp;คือมีอัตราเติบโต 14.3 % &amp;nbsp;คาดว่าทั้งปี 2561 การท่องเที่ยวไทยจะสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยไม่ต่ำกว่า 37.64 ล้านคน &amp;nbsp;มีอัตราเติบโตประมาณ 15 %&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแหล่งท่องเที่ยวทางภาคใต้ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ &amp;ldquo;ภูมิภัทร&amp;rdquo; เลือกมาเปิดธุรกิจรีสอร์ตใหม่บนเกาะสมุย ซึ่งน่าจะช่วยรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยหรือชาวต่างชาติที่เข้ามาได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเชื่อมั่นในโครงการ &amp;ldquo;เคปฟาน&amp;rdquo; เพราะเกาะสมุยเป็นเกาะที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมมาเยี่ยมเยือนอยู่แล้วในแต่ละปี ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตัวโรงแรมอยู่บนเกาะฟาน ซึ่งเป็นเกาะย่อยของเกาะสมุยอีกทีหนึ่ง แตกต่างจากที่อื่นๆ บนเกาะสมุย เปรียบเสมือนเป็นเกาะส่วนตัวเลยทีเดียว จึงเหมาะกับการมาพักในแบบส่วนตัว หรือการจัดงานแต่งงานแบบ Exclusive หรือเป็นที่พักระหว่างการฮันนีมูนหลังแต่งงานอีกด้วย อีกทั้งโรงแรมของเราบริหารงานโดย &amp;ldquo;เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์&amp;rdquo; ซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวไทยและต่างชาติ &amp;nbsp;เป็นการรับประกันว่าคุณภาพของที่พัก อาหารที่อร่อย ความสะอาด และการบริการที่อบอุ่น ต้องได้มาตรฐานของเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเคปฟานมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 15 ไร่ บนเกาะฟาน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเกาะส่วนตัว เพราะมีโฉนดครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะฟาน นับเป็นโรงแรมระดับ 6 ดาว ประกอบด้วย พูลวิลล่าแบบร่วมสมัยพื้นที่กว้างขวาง จำนวน 22 หลังเท่านั้น มีทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 220 - 570 &amp;nbsp;ตารางเมตร &amp;nbsp;โดยวิลล่าทุกหลังได้รับการออกแบบให้เสริมกับความงดงามของธรรมชาติและชายทะเล &amp;nbsp;ทั้งวัสดุ สีสัน และมุมมองให้ผู้เข้าพักได้ชื่นชมทัศนียภาพอันน่าหลงใหลของธรรมชาติบนเกาะฟานได้อย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภูมิภัทร ยังบอกอีกว่า หลายท่านอาจคิดว่าการหลีกหนีความวุ่นวายกลางเมืองใหญ่ ไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม บริสุทธิ์และเงียบสงบจะต้องเดินทางไกล ใช้เวลายาวนาน แต่การเดินทางมาเคปฟานไม่ยากลำบากอย่างที่คิด เพียงขึ้นเครื่องบินมาลงที่สนามบินเกาะสมุย นั่งรถยนต์ต่อ 10 นาทีจะถึงหาดเชิงมน &amp;nbsp;ซึ่งมี Hospitality Lounge ของเคปฟานพร้อมให้ทุกท่านพักผ่อนอย่างสะดวกสบายระหว่างรอลงเรือไปยังเกาะฟานที่อยู่ห่างจากหาดเชิงมนเพียง 300 เมตร &amp;nbsp;จึงใช้เวลาข้ามเรือ 3 นาทีเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่าเกาะสมุยเป็นจุดหมายหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างให้ความสนใจ จากภูมิทัศน์ที่สวยงามและมีเสน่ห์ เคปฟานคงจะเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างบนเกาะส่วนตัว ให้นักท่องเที่ยวได้ผ่อนคลายกับความเงียบสงบและสัมผัสธรรมชาติที่งดงามและสมบูรณ์ด้วยการต้อนรับจากสายลมและเกลียวคลื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เกาะสมุยเองก็มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งบนเกาะสมุย เช่น หินตา หินยาย วัดปลายแหลม หรือวัดสุวรรณาราม วัดสไตล์ไทย - จีน มีโบสถ์รูปทรงสวยงามแปลกตา มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่และเจ้าแม่กวนอิม 18 แขน และวัดพระใหญ่ วัดดังประจำเกาะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ มากมายในบริเวณใกล้เคียง เช่น หมู่เกาะอ่างทอง เกาะเต่า เกาะพะงัน ฯลฯ ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้อีกมาก&amp;rdquo; ภูมิภัทร กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13376</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยนอกรอบ, ภูมิภัทร นาวานุเคราะห์, เกาะสมุย, เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์, เคปฟาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180714/image_big_5b496a4fb6716.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
