<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 00:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ประวัติศาสตร์คำวินิจฉัย&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ก็....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุบพรรค &amp;quot;ไทยรักษาชาติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัดสิทธิ์เลือกตั้ง ๑๓ กก.บห. ๑๐ ปี!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีนำ &amp;quot;สมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์&amp;quot; เสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ ขอนำคำวินิจฉัยเฉพาะตอน ว่าด้วยเหตุ &amp;quot;ยุบพรรค&amp;quot; มาให้อ่าน เพื่อซึมซับสู่ความเข้าใจกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องบอกว่า คำวินิจฉัยนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลท่านเขียนได้เหนือประมาณการและการหยั่งถึงจริงๆ ครอบคลุมทุกมิติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเป็นบรรทัดฐานมาตรฐาน ด้าน &amp;quot;สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมือง&amp;quot; ตลอดไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี้คือ อัจฉริยะแห่งคำวินิจฉัยประเด็นยุบพรรค &amp;quot;บางส่วน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิจารณาแล้วเห็นว่า........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยรัฐธรรมนูญในราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหมวด 1 พระมหากษัตริย์ มาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ได้บัญญัติว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พระบรมวงศานุวงศ์&amp;quot; ตั้งแต่ชั้น &amp;quot;หม่อมเจ้า&amp;quot; ขึ้นไปโดยกำเนิด หรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ในฐานะเหนือการเมือง อันเป็นไปตามพระราชประสงค์ของ &amp;quot;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งมีพระราชหัตถเลขาที่ 1/60 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2475 ถึง &amp;quot;พระยามโนปกรณ์นิติธาดา&amp;quot; ผ่านกรรมการราษฎร ระหว่างที่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีความเห็นชอบด้วยทุกประการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาระสำคัญ ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยของไทย ระบุไว้ในความของ พระราชหัตถเลขา ที่ระบุว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยหลักการพระบรมวงศานุวงศ์ย่อมดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพเหนือความที่จะถูกติเตียน ไม่ควรแก่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นการงานที่จะนำมา ทั้งในทางพระเดชและพระคุณ ย่อมอยู่ในวงอันจะถูกติเตียน อีกเหตุหนึ่งจะนำมาซึ่งความขมขื่น ในเมื่อเวลาทำการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อันเป็นเวลาที่ต่างฝ่ายต่างโจมตีให้ร้ายซึ่งกันและกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อความสงบเรียบร้อยอันสมัครสมานอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างเจ้านายกับราษฎร ควรถือเสียว่า พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป ย่อมดำรงอยู่เหนือการเมืองทั้งหลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการพิจารณาจะช่วยทำนุบำรุงประเทศบ้านเมือง ย่อมมีโอกาสบริบูรณ์ในทางตำแหน่งประจำ และในตำแหน่งอันเกี่ยวกับวิชาชีพเป็นพิเศษอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักการพื้นฐานดังกล่าว ถือว่าการพิจารณาร่วมของการสถาปนาระบอบการปกครองของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญแต่เริ่มแรก อันเป็นฉันทามติ ที่ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรได้ให้การยอมรับ ปฏิบัติสืบต่อมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ควรดำรงอยู่เหนือฐานะการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะในแง่การไม่เข้าไปมีบทบาทเป็นฝักฝ่ายต่อสู้แข่งขันรณรงค์ทางการเมือง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันอาจนำมาซึ่งการโจมตี ติเตียน และกระทบความสงบเรียบร้อยสมัครสมานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับราษฎร ที่เป็นหลักการพื้นฐานและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงแม้ในรัชกาลของ &amp;quot;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล&amp;quot; สภาผู้แทนราษฎรได้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ทั้งฉบับ อันนำมาสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ซึ่งได้เว้นการบัญญัติจำกัดบทบาทของพระบรมวงศานุวงศ์ในทางการเมืองไว้ในรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กระนั้นก็หาได้ทำให้หลักการพื้นฐานทางรัฐธรรมนูญว่าด้วยฐานะของสมาชิกของพระบรมวงศานุวงศ์อันเป็นที่เคารพเหนือการถูกติเตียน และไม่ควรแก่ตำแหน่งทางการเมือง อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเป็นกลางของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องถูกลบล้าง อันปรากฏเป็นที่ประจักษ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6/2543&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งให้เลขาธิการพระราชวังมีหน้าที่แจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแทนพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มีปัญหาในทางปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มีบุคคลใดบ้าง ที่ไม่อยู่ในข่าย หรือได้รับการยกเว้น มิต้องไปแจ้งเหตุอันควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ตามมาตรา 68 แห่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับ รวมทั้งพุทธศักราช 2540 มีหมวดว่าด้วยพระราชบัญญัติเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามมติการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดมิได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจประชาธิปไตย ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง และทรงดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับที่ผ่านมา พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา ไม่เคยทรงใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากกำหนดให้ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ทรงมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งและไม่สอดคล้องกันกับหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 71 ศาลรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ให้ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ ตามมาตรา 22 และมาตรา 23&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักการพื้นฐาน ว่าด้วยการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามนัยของวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญข้างต้น สอดคล้องกับหลักการที่มีอยู่ว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระมหากษัตริย์ &amp;quot;ทรงราชย์&amp;quot; แต่มิได้ &amp;quot;ทรงปกครอง&amp;quot; อันเป็นหลักการในรัฐธรรมนูญ อันเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ที่นานาอารยประเทศ ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวคือ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นบ่อเกิดแห่งความชอบธรรมของระบบการเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจคนในชาติ และธำรงความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระมหากษัตริย์ ในฐานะประมุขของรัฐ ทรงใช้อำนาจประชาธิปไตย โดยผ่านสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ของไทยมีความแตกต่างจากการปกครองของระบอบที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐลักษณะอื่น ซึ่งมีบทบาททางการเมืองโดยตรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการใช้อำนาจในการเมือง อันปรากฏในระบอบประชาธิปไตยอำนาจสมบูรณ์ หรือการปกครองระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ และควบคุมการใช้อำนาจทางการเมือง โดยผ่านการแต่งตั้งพระบรมวงศานุวงศ์ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังเช่น ระบอบราชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญของบางประเทศ ในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ ในการเสนอชื่อ &amp;quot;ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี&amp;quot; ในนามของพรรคการเมืองผู้แข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และในกระบวนการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นได้ว่า จะส่งผลให้ระบอบการเมือง การปกครองของประเทศไทยแปรเปลี่ยนไปสู่สภาพการอันเดียวกับระบอบการเมืองที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ และมีพระบรมวงศานุวงศ์ทำหน้าที่ใช้อำนาจทางการเมืองในการปกครองประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพการณ์เช่นนี้ ย่อมมีผลให้หลักการพื้นฐานของระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ที่ถือว่า &amp;quot;พระมหากษัตริย์ทรงราชย์ แต่มิได้ทรงปกครอง&amp;quot; ต้องถูกเซาะกร่อน ทำลาย บ่อนทำลาย ให้เสื่อมทรามไปโดยปริยาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;----------------------
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น แม้พรรคไทยรักษาชาติจะมีสิทธิและเสรีภาพการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้โดยสมบูรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพในการกระทำการใดๆ ของพรรคการเมือง ย่อมต้องอยู่บนความตระหนักว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำนั้น จะไม่เป็นการอาศัยสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองที่ได้รับมาจากรัฐธรรมนูญ ให้มีผลกระทบย้อนกลับมาทำลายหลักการพื้นฐาน บรรทัดฐาน คุณค่า และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสียเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามนิติราชประเพณีของไทยนั้น มั่นคงสถานะและเอกลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์จะทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;--------------------------
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งยังทรงต้องระมัดระวัง มิให้สถาบันกษัตริย์ของไทย ต้องถูกนำไปเป็นคู่แข่ง หรือฝักใฝ่ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากถูกทำด้วยวิธีการใดๆ ให้เกิดผลเป็นไปเช่นนั้น สภาวะความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยย่อมสูญเสียไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเสียความเป็นกลางทางการเมือง ก็ย่อมไม่สามารถดำรงพระองค์และปกป้องสถาบันให้ทรงอยู่เหนือการเมืองได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ต้องจะไม่ทรงอยู่ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของประชาชนชาวไทยอีกต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นย่อมทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย จะต้องเสื่อมโทรมลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือต้องสูญสิ้นไป ซึ่งหาควรปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้นไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องนำมาใช้บังคับแก่การกระทำหรือพฤติกรรมทางรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 5 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงแม้จะไม่มีนิยามไว้เป็นกาลเฉพาะ แต่ก็พออนุมานความหมายเบื้องต้นได้ว่า มีองค์ประกอบ 4 ประการ (อ่านความเต็ม ที่หน้า ๔) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการจำเป็นที่พระมหากษัตริย์ไทยจะต้องทรงอยู่เหนือการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และต้องทรงเป็นกลางทางการเมือง ไม่เปิดช่อง เปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์ไทย ต้องถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยฝักใฝ่ทางการเมือง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงแม้จะไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญถึงสถานะที่ต้องทรงอยู่เหนือการเมืองและเป็นกลางทางการเมืองไว้เป็นการเฉพาะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ต้องนำประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังกล่าวมาใช้บังคับด้วย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 5 วรรค 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไว้พรุ่งนี้ ค่อย &amp;quot;คุยหลังข่าว&amp;quot; กันนะครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30780</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยหลังข่าว, ระบอบประชาธิปไตย, รัฐธรรมนูญ, ไทยรักษาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af4fe504cfd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
