<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิ้มออกการค้าไทยกับคู่เจรจา FTA ช่วง 4 เดือนมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐโต 13.18%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าของไทยกับประเทศคู่ค้าที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA)&amp;nbsp;ด้วยจำนวน&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ชิลี และเปรู ในช่วง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เดือนของปี&amp;nbsp;2564 (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่า&amp;nbsp;108,826.75&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;13.18%&amp;nbsp;คิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;63.84%&amp;nbsp;ของการค้ารวมของไทย โดยเป็นการส่งออกไป&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ประเทศคู่&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;52,627.81&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;6.45%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อแยกการส่งออกเป็นรายกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตร (กสิกรรม ปศุสัตว์และประมง) เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากเป็นทั้งอาหารและวัตถุดิบ โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;6,097&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;22%&amp;nbsp;คิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;74.56%&amp;nbsp;ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย โดยตลาดที่มีการขยายตัว เช่น จีน เพิ่ม&amp;nbsp;46%&amp;nbsp;อาเซียน เพิ่ม&amp;nbsp;4%&amp;nbsp;ญี่ปุ่น เพิ่ม&amp;nbsp;6%&amp;nbsp;เกาหลีใต้ เพิ่ม&amp;nbsp;23%&amp;nbsp;และอินเดีย เพิ่ม&amp;nbsp;71%&amp;nbsp;เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น ยางพารา เพิ่ม&amp;nbsp;47%&amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม&amp;nbsp;49%&amp;nbsp;และยังมีสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารอื่นๆ ที่ขยายตัว เช่น ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เครื่องเทศและสมุนไพร และข้าวโพด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม มีมูลค่า&amp;nbsp;40,161.2&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม&amp;nbsp;5.25%&amp;nbsp;มีสัดส่วน&amp;nbsp;58.65%&amp;nbsp;ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยตลาดส่งออกมีการขยายตัว เช่น จีน เพิ่ม&amp;nbsp;14%&amp;nbsp;เวียดนาม เพิ่ม&amp;nbsp;24%&amp;nbsp;มาเลเซีย เพิ่ม&amp;nbsp;59%&amp;nbsp;ฟิลิปปินส์ เพิ่ม&amp;nbsp;18%&amp;nbsp;สปป.ลาว เพิ่ม&amp;nbsp;41%&amp;nbsp;ญี่ปุ่น เพิ่ม&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;เกาหลีใต้ เพิ่ม&amp;nbsp;36%&amp;nbsp;ออสเตรเลีย เพิ่ม&amp;nbsp;25%&amp;nbsp;อินเดีย เพิ่ม&amp;nbsp;28%&amp;nbsp;และนิวซีแลนด์ เพิ่ม&amp;nbsp;56%&amp;nbsp;ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว ได้แก่ กลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต สินค้าป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสินค้า&amp;nbsp;Work From Home&amp;nbsp;และมีสินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ เพิ่ม&amp;nbsp;37%&amp;nbsp;คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพิ่ม&amp;nbsp;13%&amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม&amp;nbsp;37%&amp;nbsp;เม็ดพลาสติก เพิ่ม34%&amp;nbsp;เคมีภัณฑ์ เพิ่ม&amp;nbsp;27%&amp;nbsp;วงจรไฟฟ้า เพิ่ม&amp;nbsp;12%&amp;nbsp;และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เพิ่ม&amp;nbsp;13%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป มีมูลค่า 3,736 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.16%&amp;nbsp;แต่ยังมีสินค้าที่ส่งออกขยายตัวได้ดี เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม&amp;nbsp;23%&amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เพิ่ม&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;เครื่องดื่ม เพิ่ม&amp;nbsp;8%&amp;nbsp;สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม&amp;nbsp;8%&amp;nbsp;ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม&amp;nbsp;143%&amp;nbsp;และไอศกรีม เพิ่ม&amp;nbsp;29%&amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งออกของไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้ากลุ่มอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เป็นวัตถุดิบในภาคการผลิต เนื่องจากปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และที่สำคัญ ความตกลงการค้าเสรี ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าไทยจากการที่ประเทศคู่ค้าลดภาษีให้ไทย&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105073</URL_LINK>
                <HASHTAG>คู่ค้า FTA, ส่งออก 4 เดือน, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077e6043eba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกผักไปคู่เจรจาFTA รุ่งชี้ไตรมาสแรกมูลค่าโต 71% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าผักสดแช่เย็น แช่แข็งและแห้งของไทยไปตลาดโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่ารวม 506 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 71% และในจำนวนนี้ เป็นการส่งออกไปจีน ซึ่งเป็น 1 ใน 18 ประเทศ ที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA)&amp;nbsp;ด้วย มีมูลค่า 471 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 96% ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วนถึง 81% ของการส่งออกผักไปโลก และนอกจากจีนแล้ว ยังมีตลาด&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;ที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น อาเซียน มูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 60% ฮ่องกง มูลค่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1%&amp;nbsp;เกาหลีใต้ มูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 23% และอินเดีย มูลค่า 0.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 12% ส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าพืชผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งอันดับที่ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 11 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยส่งออกไปตลาด&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;ได้เพิ่มขึ้น เช่น มันสำปะหลังสดแห้งหรืออัดแข็ง มูลค่า 387 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 86% โดยมีจีนและญี่ปุ่นเป็นตลาดหลัก พริกสดและแช่เย็น มูลค่า 31 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 708% โดยมีจีน และมาเลเซียเป็นตลาดหลัก และข้าวโพดอ่อนสดหรือแช่เย็น มูลค่า 9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 13% โดยมีญี่ปุ่น และสิงคโปร์เป็นตลาดหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า ปัจจุบัน 13 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ชิลี เปรู และอาเซียน 6 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา และบรูไน ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ากับผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งที่ส่งออกจากไทยแล้ว ส่วนอีก 5 ประเทศ ยังคงเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าผักบางชนิดจากไทย เช่น เกาหลีใต้ เก็บภาษีนำเข้า มะเขือเทศ กะหล่ำปลี 5% พริกหวาน 270% กระเทียม 360% รวมทั้งใช้โควตาภาษีกับมันสำปะหลังสดแช่เย็นและแห้ง อินเดีย เก็บภาษีนำเข้ามะเขือเทศ พริก แครอท ข้าวโพดหวานแช่แข็ง ถั่วแช่แข็ง 30% กระเทียม 100% และหอมหัวใหญ่ 5% กัมพูชา เก็บภาษีนำเข้ามะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี ถั่ว แครอท 5% สปป.ลาว เก็บภาษีนำเข้า มะเขือเทศ หัวหอมใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วและข้าวโพดหวานแช่แข็ง 5% และฟิลิปปินส์ เก็บภาษีนำเข้ามันเทศ 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)&amp;nbsp;ซึ่งมีการลงนามไปเมื่อเดือนพ.ย. 2563 ไทยสามารถเจรจาและผลักดันให้คู่เจรจา&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;ลดภาษีให้ไทยได้เพิ่มขึ้น เช่น เกาหลีใต้ จะทยอยลดภาษีนำเข้ามันสำปะหลังแช่แข็ง จาก 45% เหลือ 0% ภายใน 20 ปี กัมพูชา จะทยอยลดภาษีนำเข้ามะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี และถั่ว เหลือ 0% ภายใน 20 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104006</URL_LINK>
                <HASHTAG>คู่ค้า FTA, ผู้ส่งออกผักและผลไม้, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077e6043eba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
