<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพล เผยประชาชนยังต้องการให้รัฐบาลดูแลค่าครองชีพ หลังจากทั้งโควิด-น้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ตามดูปัญหาปากท้องประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,100 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 9 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.0 กังวลมากถึงมากที่สุดเรื่องปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ หลังจากเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ร้อยละ 20.9 กังวลปานกลาง ร้อยละ 6.1 กังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุด พบว่า ร้อยละ 49.5 ระบุด้านค่าครองชีพ ของกินของใช้ และสาธารณูปโภค ต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ในขณะที่ร้อยละ 48.2 ระบุ ด้าน แหล่งเงินทุน และช่วยภาคธุรกิจ ในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และการส่งออก เป็นต้น และร้อยละ 2.3 ระบุอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ จากปัญหาน้ำท่วมประชาชนต้องการให้รัฐบาลช่วยด้านต่าง ๆ มากที่สุด ได้แก่ ร้อยละ 45.6 ระบุ ช่วยเรื่องรายได้ ที่กระทบจากปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 25.5 ระบุ เรื่องที่อยู่อาศัยและพืชผลการเกษตรเสียหาย ร้อยละ 25.2 ระบุ เรื่อง อาหาร และถุงยังชีพ และร้อยละ 3.7 ระบุ อื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความพอใจต่อนโยบายของรัฐบาล เรื่อง แก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพใน 3 อันดับแรก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.2 พอใจโครงการ คนละครึ่ง ร้อยละ 83.6 พอใจโครงการ ช่วยเหลือเยียวยา ทุกกลุ่ม ผ่าน อบต. และการปกครองท้องถิ่นอื่น ๆ และร้อยละ 65.4 พอใจ โครงการ เราเที่ยวไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลช่วยหลังสถานการณ์โควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.6 ระบุ การพักชำระหนี้กับสถาบันการเงิน และธนาคาร ร้อยละ 91.3 ระบุ ช่วยลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และอื่น ๆ ไปถึงสิ้นปี ร้อยละ 88.5 ระบุ ลดหย่อนภาษี เว้นภาษีนิติบุคคล ตามเกณฑ์เหมาะสม และร้อยละ 79.2 ระบุ ช่วยธุรกิจขนาดกลางและย่อม ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นว่า หลังวิกฤตโควิดเริ่มคลี่คลาย ต่อด้วยปัญหาถาโถมจากอุทกภัยและน้ำมันขึ้นราคา ส่งผลกระทบความกังวลประชาชนตรงต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพมากขึ้น ที่ต้องการให้รัฐบาลตอบสนองช่วยเหลือ เช่น การลดภาษี การพักชำระหนี้จากสถาบันการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน การลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันและค่าบริการอื่นๆไปถึงสิ้นปี &amp;nbsp;และขณะเดียวกันพอใจระดับสูงและต้องการให้รัฐบาลสานต่อกับโครงการคนละครึ่ง การเที่ยวไปด้วยกันและโครงการริเริ่มอื่นๆมากขึ้น ส่งเสริมเยียวยาประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผ่านท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งเข้าช่วยเหลือการเข้าถึงแหล่งทุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น เพื่อการฟื้นตัวปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไปพร้อมๆกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพ, ซูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา, ปัญหาปากท้องประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_61625e760f969.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลทุ่ม1.4แสนล้าน 4โปรเจ็กต์ลดครองชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ทุ่ม 1.4 แสนล้านบาท ไฟเขียว 4 โครงการลดค่าครองชีพ-ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากพิษโควิด ครอบคลุม 51 ล้านคน ดีเดย์ใช้จ่าย 1 ก.ค.นี้ หวังดันเม็ดเงินเข้าระบบ 4.73 แสนล้าน กระทุ้งจีดีพีโตเพิ่มอีก 1% &amp;quot;คนละครึ่งเฟส 3&amp;quot; เปิดลงทะเบียน 14 มิ.ย. ส่วน &amp;quot;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot; 21 มิ.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ และมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 วงเงินรวม 140,380.19 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 โครงการ ครอบคลุมประชาชนประมาณ 51 ล้านคน โดยคาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% แต่ไม่ได้เป็นการขยายตัวโดยบวกเพิ่มกับคาดการณ์เดิมของ สศค. ที่ 2.3% เนื่องจากคาดการณ์เดิม มีการนำตัวเลขบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ไปรวมอยู่ด้วยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทั้ง 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 สำหรับกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13.65 ล้านคน โดยจะช่วยเหลือค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน วงเงินรวม 16,380.19 ล้านบาท ทั้งนี้ หากผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประสงค์จะรับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องสละสิทธิ์การเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยขอให้นำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาคืนที่กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด ภายในวันที่ 7 มิ.ย.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ เป็นต้น (ผู้ได้รับสิทธิเราชนะกลุ่ม 4) ประมาณ 2.5 ล้านคน โดยจะช่วยเหลือค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นวงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากประสงค์รับสิทธิตามโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิตามโครงการดังกล่าวผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในวันที่ 28 มิ.ย.2564 และถือเป็นการสละสิทธิ์โครงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไม่เกิน 31 ล้านคน จะได้รับสิทธิภาครัฐร่วมจ่าย 50% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และค่าบริการ อาทิ นวด สปา ทำผมทำเล็บ ค่าเดินทางโดยบริการขนส่งสาธารณะหรือขนส่งมวลชนสาธารณะ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน ในแต่ละรอบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 รอบ รอบละ 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.64) และ (ต.ค.-ธ.ค. 64) หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 93,000 ล้านบาท ซึ่งการร่วมจ่ายคนละครึ่งนี้จะช่วยเติมกำลังซื้อของประชาชน โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงิน 186,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิ์คนละครึ่งระยะที่ 1-2 กว่า 15 ล้านคน จะต้องยืนยันข้อมูลผ่านเป๋าตังอีกครั้ง ซึ่งระบบจะขอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อาชีพ รายได้ปัจจุบัน โดยจะได้สิทธิ์คนละครึ่งระยะที่ 3 ต่อเนื่องทันที ส่วนผู้ที่ต้องการลงทะเบียนใหม่ ลงได้ไม่ต้องแย่งกัน เพราะระบบรับเพิ่มจนครบที่ 31 ล้านคน หรือเพิ่มอีกกว่า 15 ล้านคน ไม่จำกัดคนลงทะเบียนต่อวัน และจะปิดระบบเมื่อมีผู้ลงทะเบียนครบตามจำนวนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นโครงการใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อ และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ได้รับสิทธิไม่เกิน 4 ล้านคน ที่ชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการ ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ โดยยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 1-40,000 บาทแรก ได้รับ e-Voucher 10% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-60,000 บาท ได้รับ e-Voucher 15% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งสิทธิ e-Voucher จะคืนเป็นวงเงินใน g-Wallet ทุกต้นเดือนถัดไป โดยไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ โดยประเมินว่าวงเงินสำหรับการดำเนินโครงการรวม 28,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงิน 268,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะมีเม็ดเงินอุดหนุนจากภาครัฐประมาณ 28,000 ล้านบาท แต่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและต้องการรับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน จะต้องนำเงินเข้าใน g-Wallet สูงสุดที่ 60,000 บาทต่อคน ซึ่งหากกลุ่มเป้าหมายของโครงการทั้ง 4 ล้านคนมีการนำเงินเข้า g-Wallet ตามจำนวนดังกล่าว จะทำให้มีเม็ดเงินจากประชาชนออกมา 240,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 268,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ส่วนต่างจากประชาชนจะมากกว่าของรัฐ เพราะโครงการพุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มมีกำลังซื้อสูงเป็นหลัก&amp;rdquo; นางสาวกุลยาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการลงทะเบียนและการใช้จ่ายของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้นั้น ต้องมีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีบัตรประจำตัวประชาชน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2564 ส่วนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.2564 เวลา 06.00- 22.00 น. โดยผู้ที่เคยใช้จ่ายผ่านระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (g-Wallet) แอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือเว็บไซต์ w ww.คนละครึ่ง.com หรือ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com ตามต้องการ ส่วนประชาชนที่ไม่เคยใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของโครงการที่ต้องการเข้าร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะต้องยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนที่สาขาหรือตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และจะสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมแต่ละโครงการได้ในเบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ในเวลา 06.00-23.00 น. ในส่วนของโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ประชาชนสามารถใช้จ่ายเงินเพื่อนำมาคำนวณสิทธิได้ในช่วงเดือน ก.ค. จนถึงวันที่ 30 ก.ย.2564 และใช้ e-Voucher ได้ในช่วงเดือน ส.ค. จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2564 เป็นต้นไป เวลา 06.00-22.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้ง 4 โครงการ คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดในวันที่ 1 ก.ค.ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ซึ่งการดำเนินการทั้ง 4 โครงการดังกล่าวครอบคลุมประชาชน 51 ล้านคน จะช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ จากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จำนวน 473,000 ล้านบาท อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งรักษาระดับและทิศทางของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2564&amp;rdquo; โฆษกกระทรวงการคลังระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104977</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, คนละครึ่งเฟส 3, ค่าครองชีพ, จีดีพี, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, ยิ่งใช้ยิ่งได้, ลดค่าครองชีพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b650b31236c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 23:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดค่าไฟช่วยประชาชน กฟผ.-ปตท.เยียวยาเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พลังงานจ่อลดค่าไฟฟ้า ช่วยค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบโควิดรอบสาม สั่ง &amp;quot;กกพ.&amp;quot; ขยายมาตรการยกเว้นเรียกเก็บมินิมัมชาร์จอุ้มผู้ประกอบการโรงแรมต่ออีก 3 เดือน พร้อมมอบ &amp;quot;กฟผ.-ปตท.&amp;quot; หามาตรการเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งหามาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้หน่วยงานและกระทรวงต่างๆ เตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชนเพื่อรองรับผลกระทบโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาทั้งเรื่องแนวทางการลดค่าไฟฟ้าและอื่นๆ โดยได้มอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมพิจารณาทั้งการช่วยเหลือประชาชนและเร่งลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาต่ออายุการขยายมาตรการผ่อนผันยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (มินิมัมชาร์จ) เป็นการชั่วคราวให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ หรือครอบคลุมประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ประเภทที่ 3-7 จากเดิมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวต้องเสียค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ซึ่งคิดจากค่าไฟฟ้าในอัตราขั้นต่ำในช่วงภาวะเศรษฐกิจปกติ มาเป็นการเสียค่าไฟฟ้าตามจริงในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และทำให้ค่าไฟฟ้าลดลง ซึ่งมาตรการนี้สิ้นสุดการช่วยเหลือเดือน เม.ย.64 โดยคาดว่าน่าจะต่ออายุอย่างน้อย 3 เดือน ไปถึง ก.ค.64 กรณีนี้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะโรงแรมที่ได้รับผลกระทบอีกระลอกหนึ่งจากการระบาดรอบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาอนุมัติเงินกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2564 วงเงิน 6,500 ล้านบาท ขณะนี้ได้มีผู้เสนอขอใช้เงินมาร่วมถึง 15,000 ล้านบาท ในส่วนของ 7 กลุ่มงาน ซึ่งกลุ่มงานที่ 1-6 เห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ 7 กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก วงเงินสนับสนุน 2,400 ล้านบาท เนื่องจากปิดข้อเสนอช้าที่สุดคือวันที่ 31 มี.ค. จึงอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยภาพรวมจะอนุมัติเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยอมรับว่าโควิด-19 อาจจะกระทบถึงการรับเหมาก่อสร้างในส่วนที่หน่วยงานต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯ ปี 64 บ้าง ซึ่งคงจะมาพิจารณาขยายเวลาในภายหลัง โดยในส่วนของการอนุมัติโครงการได้มีการประชุมออนไลน์ และจะอนุมัติเสร็จสิ้นทุกกลุ่มในเดือน พ.ค.นี้ และเร่งลงนามในสัญญา โดยก็หวังว่าเม็ดเงิน 6,500 ล้านบาทจะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง&amp;rdquo; นายกุลิศระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังประเมินความต้องการพลังงานโดยรวมในช่วงนี้ก็มีโอกาสที่จะชะลอลง และอาจส่งผลไปยังการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในส่วนของรายใหม่ โดยยอมรับว่ายังไม่ได้พิจารณาเรื่องปริมาณนำเข้าแอลเอ็นจีในส่วนของรายใหม่ในช่วงนี้ ซึ่งกระทรวงจำเป็นต้องเน้นย้ำเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วยและรับมือสถานการณ์โควิด-19 ร่วมกับรัฐบาลก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 5 พ.ค.นี้ จะมีการพิจารณาแนวทางมาตรการชุดใหญ่ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกสาม โดยแนวทางการช่วยเหลือจะมีทั้งมาตรการทางการคลัง การเงิน และการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101778</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ค่าครองชีพ, ลดค่าไฟฟ้า, ลดค่าไฟฟ้าช่วยประชาชน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609150985fdf3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเชื่อ หลัง 15 มิ.ย.คลายล็อกเฟส 4 ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.63 - ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือการนำอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐ ระหว่างกระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือการนำอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนน ที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐ ระหว่างกระทรวงคมนาคม และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 วันนี้มีการผ่อนผันและผ่อนคลายมาตรการใน 25 กิจการ และประเทศไทย จากที่มีผู้ติดเชื้ออันดับ 2 ของผู้ที่ติดเชื้อมากที่สุดในโลก ถึงวันนี้อยู่ที่อันดับ 86 ของโลก เป็นผลจากการบริหารจัดการที่ดี การทำหน้าที่ได้ดีของ บุคลากรทางการแพทย์ และ ด้วยความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงและประชาชนทุกคน ซึ่งไม่ได้มุ่งหมายที่จะบังคับใคร แต่บางครั้งจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษออกมา ส่วนตัวทราบดีถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงทยอยผ่อนปรนมาตรการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; หากผ่อนคลายเร็วกว่านี้ สถานการณ์อาจไม่ใช่แบบนี้ ผมเห็นใจผู้มีรายได้น้อย และ เชื่อว่าหลังจากวันที่ 15 มิถุนายนที่มีการผ่อนคลายแล้ว ก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่สามารถที่จะหาเงินมาดูแลประชาชนได้ตลอดไป ดังนั้น จึงต้องให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ต้องระมัดระวังด้านสาธารณสุข โดยรับฟังความเห็นที่มีคุณค่าจากบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข ขอขอบคุณทุกฝ่ายอีกครั้งที่ร่วมกันแก้ไขปัญหานี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68510</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เยียวยา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200612/image_big_5ee3567080909.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยาม ลั่นทุกเรื่องต้องเป็นไปตามกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 2562 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมหัวหน้าหน่วยในสังกัดพร้อมมอบนโยบายให้ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ว่านโยบายคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ ให้ประชาชนได้รับความสะดวก สบาย ปลอดภัย ประหยัด ยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาภาระค่าครองชีพ โดยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ลดภาระงบประมาณให้รัฐบาล โดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ ทุกโครงการของกระทรวงคมนาคม ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งงานแล้วก็ตาม แต่ผมกับรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 ท่าน ก็จะช่วยกันดูแลงานคมนาคม โดยเน้นทุกด้านต้องทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและพัฒนาประเทศชาติ ย้ำเรื่องค่าโง่จะต้องไม่มี ทั้งนี้ หลังจากมอบนโยบายไปแล้ววั้นนี้ แต่ละหน่วยจะต้องส่งการบ้านภายใน 1 เดือน ผมยืนยันว่าทุกเรื่องที่ทำ จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย พวกเราต้องไม่ติดคุก หรือหนีออกต่างประเทศ พร้อมยินดีเปิดรับฟังข้อเสนอแนะของทุกฝ่าย และที่สำคัญต้องเชื่อว่าข้าราชการของกระทรวงคมนาคมเก่ง เราแค่มานำเสนอนโยบายให้เขาไปทำเท่านั้น&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายปรับเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายควบคุมความเร็วบนถนนหลวงที่มีช่องจราจร 4 เลนขึ้นไป จากเดิมไม่เกิน 90 กม./ชม. เพิ่มเป็น 120 กม./ชม. เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้รถใช้ถนนใช้ความเร็วระดับนี้อยู่แล้ว ทำให้เกิดการคล่องตัวด้วย

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า โครงการที่สามารถดำเนินการได้เร็วและง่าย คือ การยกเลิกไม้กั้นในส่วนของทางพิเศษ (ทางด่วน) และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) โดยจะใช้ระบบเทคโนโลยีมาดำเนินการแทน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณหน้าด่านเก็บเงิน อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปศึกษารายละเอียดถึงแผนการดำเนินการ

นายศักดิ์สยาม ดูแลหน่วยงาน กรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) กรมการขนส่งทางราง(ขบ.) การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ,สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.)กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) ,องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.),บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)(ทอท.),การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.), ),บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด(แอร์พอร์ตลิ้ง),บริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.),
นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ดูแลหน่วยงานหน่วยงานกรมท่าอากาศยาน(ทย.),บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) , บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย(บวท.) ,.บริษัท ไทย-อะมาดิอุส เซาท์อีสต์ เอเซีย จำกัด ,สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.)บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ ,&amp;nbsp;สถาบันการบินพลเรือน(สบพ.)
นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ&amp;nbsp;รมช.คมนาคม ดูแลหน่วยงาน กรมเจ้าท่า(จท.)การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท)
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42369</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ค่าครองชีพ, ดูแลค่ารถไฟฟ้า, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31af4d196b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ผนึก”ร้านโชห่วย”ช่วยเหลือผู้ประสบภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ &amp;ldquo;แม็คโคร-ยูนิลีเวอร์-SME D Bank&amp;rdquo; ส่งทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือร้านโชห่วยใน 4 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจาก &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; ให้ฟื้นตัวและเปิดบริการได้โดยเร็ว พร้อมช่วยประสานหาสินค้าราคาถูกเข้าไปขาย เพื่อเป็นทางเลือกในการซื้อสินค้าราคาถูกให้กับประชาชนในพื้นที่
&amp;nbsp;
09 ม.ค. 62 - นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาร้านค้าโชห่วยในพื้นที่ที่ประสบภัยโดยได้ร่วมกับ บมจ.สยามแม็คโคร บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โดยจะจัดทีมงานลงพื้นที่ช่วยเหลือในการจัดการร้านค้าโชห่วยที่ได้รับความเสียหายจากพายุโซนร้อนปาบึก 4 จังหวัดภาคใต้ เพื่อให้ร้านค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นตัวจากความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว และเปิดบริการประชาชนในพื้นที่ได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นี้ยังมีการลดราคาสินค้าที่จำหน่ายให้กับร้านโชห่วย เพื่อลดต้นทุนของร้านโชห่วยอันจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ ทำให้ซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง ในส่วนของกรณีที่ร้านโชห่วยได้รับความเสียหายจากพายุโซนร้อนปาบึกค่อนข้างมาก หรือต้องการปรับปรุงร้านค้า และต้องใช้เงินทุน กรมฯ ได้ประสาน SME D Bank เสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ดังนี้ บุคคลธรรมดา ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.42 ต่อเดือน และนิติบุคคล ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อเดือน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ปัจจุบัน มีร้านโชห่วยในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ประสบภัยจำนวนทั้งสิ้น 53,753 ร้านค้า แบ่งเป็นจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 15,157 ร้านค้า จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 14,146 ร้านค้า จังหวัดชุมพร จำนวน &amp;nbsp;7,166 ร้านค้า และจังหวัดสงขลา จำนวน 17,284 ร้านค้า อย่างไรก็คตามก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; ใน 23 จังหวัด จำนวน 1.92 แสนราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่สะดุดแล้ว โดยได้ขยายเวลาทำธุรกรรมของนิติบุคคล ทั้งการแจ้งบัญชีและเอกสารสูญหาย การส่งงบการเงิน การยื่นจดทะเบียนนิติบุคคล และเพิ่มพื้นที่การให้บริการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26144</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพ, พายุโซนร้อนปาบึก 4, ร้านโชห่วย, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, สินค้า, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9fe41d7b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพสามิต” ยอมถอยรีดภาษีก๊าซคาร์บอนฯ จากน้ำมัน หวั่นกระทบค่าครองชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพสามิต&amp;rdquo; ยอมถอยรีดภาษีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม หลังสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เหตุราคาน้ำมันในตลาดพุ่ง ดันราคาขายปลีกในประเทศขยับเพิ่ม หวั่นสร้างภาระประชาชนมีค่าครองชีพกระฉูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิต ระบุว่า แนวทางการหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อขอจัดเก็บภาษีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ (ซีโอทู) กับน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งเบนซิน ดีเซล แอลพีจี เอ็นจีวี และแก๊สโซฮอลที่จำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ คงต้องชะลอออกไปก่อน เพราะไม่ต้องการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในตอนนี้ให้มากจนเกินไป เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกกำลังอยู่ช่วงขาขึ้น ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มตาม และอาจกระทบต่อการปรับค่าครองชีพอื่นตามมา ทั้งราคาสินค้า ค่าโดยสารเดินทางของประชาชน ดังนั้นหากมีการเก็บภาษีซีโอทูเพิ่ม จะเป็นการซ้ำเติมให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อเสนอให้กระทรวงพลังงาน ลดการนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเชื้อเพลิงที่ใช้ภายในประเทศ หรือใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมาจ่ายภาษีคาร์บอนฯ แทน เพื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ผู้บริโภคนั้น คงทำได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากล่าสุดกระทรวงพลังงานเพิ่งมีมติให้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยอุดหนุนดูแลราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ให้ขายเกินลิตรละ 30 บาท รวมถึงดูแลค่าก๊าซหุงต้มให้ปรับลดราคาลงมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในภาคครัวเรือนด้วย ดังนั้นการจะเพิ่มภาระโดยนำเงินจากกองทุนฯมาจ่ายภาษีคาร์บอนฯนั้นจึงเป็นเรื่องยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในอนาคตเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ มีความเหมาะสม และราคาน้ำมันลดต่ำลง กรมสรรพสามิตอาจต้องนำเรื่องดังกล่าวกลับมาพิจารณาร่วมกับกระทรวงพลังงานอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ทำข้อตกลงการเป็นภาคีสมาชิกกับนานาชาติในการร่วมลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้แล้ว ซึ่งไทยจะต้องร่วมลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตามอัตราที่กำหนด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้น้อยลง เพราะถือเป็นตัวกลางที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศ
ทั้งนี้ ในส่วนการศึกษาจัดเก็บภาษีซีโอทูกับสินค้าอื่น ๆ นั้น กรมสรรพสามิตยังเดินหน้าศึกษาตามปกติ เช่น รถจักรยานยนต์ คาดว่าจะมีการเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มคันละ 150-250 บาท ซึ่งถือว่าไม่มาก และไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มราคาขายปลีกรถจักรยานยนต์ และทำให้ผู้บริโภค ผู้มีรายได้น้อยได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากผู้ผลิตอาจเลือกรับภาระภาษีไว้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าปัจจุบันรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในประเทศ 80% เป็นรถจักรยานยนต์มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 150 ซีซี มีราคาขายปลีกประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อคัน ซึ่งมีภาระภาษีสรรพสามิต 750-1,250 บาทต่อคัน แต่หากมีการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.5% ของราคาขายปลีก หรือมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 150-250 บาทต่อคันเท่านั้น&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กรมสรรพสามิตมีการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ ตามหลักการความฟุ่มเฟือย โดยแบ่งประเภทของอัตราภาษีตามขนาดความจุของกระบอกสูบ แต่เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม และจะส่งผลดีต่อการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมในประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10622</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ค่าครองชีพ, ดีเซล, ภาษีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์, ภาษีน้ำมัน, ภาษีสรรพสามิต, เบนซิน, เอ็นจีวี, แก๊สโซฮอล, แอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180323/image_big_5ab467c85bed4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
