<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชายอุ๋ยสับวินัยการคลัง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โพลชี้คนไทยวิตกของแพงค่าครองชีพสูง สะท้อนรัฐบาลไร้น้ำยา บี้ต้องคุมราคาช่วยเหลือปชช.จริงจัง ไม่เชื่อแก้ รธน.แล้วเศรษฐกิจดีขึ้น &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; อ้างทำให้ระบบ ศก.เป็นธรรม &amp;quot;หม่อมอุ๋ย&amp;quot; สับวินัยการคลังเหลวแหลกมาก ชม ปชป.เชียร์ประกันรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 กันยายน &amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง 1,172 คน สุ่มสำรวจระหว่างวันที่ 3-7 ก.ย.2562 เกี่ยวกับวิตกกังวลของคนไทย &amp;ldquo;ด้านเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ณ วันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 62.39 ระบุว่าของแพง ค่าครองชีพสูง ส่วนวิธีแก้ไข เห็นว่า ภาครัฐต้องช่วยเหลืออย่างจริงจัง ควบคุมราคา การเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง ประชาชนต้องประหยัด วางแผนการใช้จ่าย ฯลฯ, อันดับ 2 ร้อยละ 35.05 รายได้ไม่พอกับรายจ่าย มีหนี้สิน ส่วนวิธีแก้ไข มีมาตรการช่วยเหลือประชาชน ลดดอกเบี้ย แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ต้องหารายได้เสริม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 3 ร้อยละ 22.75 เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ส่วนวิธีแก้ไข รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุน มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเกิดการจ้างงาน ฯลฯ, อันดับ 4 ร้อยละ 16.15 ปัญหาการตกงาน ว่างงาน ส่วนวิธีแก้ไข หาอาชีพเสริม สร้างงานสร้างรายได้ มีนโยบายช่วยเหลือช่วงว่างงาน มีโครงการจัดหางานช่วยเหลือประชาชน ฯลฯ, อันดับ 5 ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 14.22 ส่วนวิธีแก้ไข มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร พยุงราคา มีตลาดกลางในการซื้อขายสินค้า ประชาชนช่วยกันอุดหนุน ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;แก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น?&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย.2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,260 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน และความเชื่อของประชาชนหากแก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.67 ระบุว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รองลงมา ร้อยละ 29.21 ระบุว่าสินค้าแพง รายได้ต่ำ, ร้อยละ 24.13 ระบุว่าเป็นผลกระทบจากภาวการณ์เศรษฐกิจโลก, ร้อยละ 22.54 ระบุว่านักการเมืองไม่สนใจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง, ร้อยละ 20.79 ระบุว่าราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ, ร้อยละ 13.65 ระบุว่าเป็นผลกระทบจากภัยทางธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม, ร้อยละ 9.60 ระบุว่าประชาชนไม่รู้จักพอเพียง ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นมากเกินไป, ร้อยละ 8.49 ระบุว่าส่งออกไม่ค่อยได้, ร้อยละ 6.03 ระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง, ร้อยละ 3.73 ระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจเกิดจากรัฐธรรมนูญไม่ดี, ร้อยละ 2.14 ระบุว่าเศรษฐกิจไม่ดี เป็นแค่ความรู้สึกของประชาชนเอง, ร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ, ร้อยละ 1.43 ระบุว่าเป็นการปั่นกระแสให้ประชาชนเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ดี และร้อยละ 0.16 ระบุว่าอื่นๆ ได้แก่ ความขัดเเย้งทางการเมืองภายในประเทศ&amp;nbsp;
ไม่เชื่อแก้รธน.ทำศก.ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนหากแก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.14 ระบุว่าไม่เชื่อเลย เพราะปัญหาเศรษฐกิจไม่เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญเลย ขณะที่บางส่วนระบุว่าแก้ไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาล และขึ้นอยู่กับประชาชนมากกว่า รองลงมา ร้อยละ 22.38 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ เพราะถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลน่าจะสนใจ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเป็นการดึงดูดชาวต่างชาติมาลงทุนในประเทศมากขึ้น, ร้อยละ 22.14 ระบุว่าไม่ค่อยเชื่อ เพราะไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับรัฐบาลมากกว่า และเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่อยู่ที่ตัวบุคคลกับนิสัยการใช้จ่ายของคนไทยมากกว่า, ร้อยละ 16.43 ระบุว่าเชื่อมาก เพราะคิดว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น, ร้อยละ 4.13 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 2.78 ระบุว่า ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เป็นการส่งสัญญาณถึงโอกาสที่เพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศ และการขยายตลาดการค้าในระดับภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคมีความชัดเจนมากขึ้น อาทิ การมาเยือนของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีนำไปสู่การลงนามระหว่างรัฐบาล 6 ฉบับ ตามด้วยระหว่างสัปดาห์ก็เป็นวาระของการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของกลุ่มประเทศอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์&amp;nbsp;นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมไปเปิดการเจรจาการค้ากับอินเดียช่วงปลายเดือนนี้ มีเป้าหมายขยายการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ครม.เศรษฐกิจได้เห็นชอบแพ็กเกจเร่งรัดการลงทุนและรองรับการย้ายฐานการผลิต สืบเนื่องจากผลกระทบสงครามการค้า(จีน-สหรัฐ) ซึ่งการดำเนินการในรอบสัปดาห์เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเปิดช่องทางและวางรากฐานเพื่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp;รัฐบาลได้เร่งเดินหน้าในทุกทางที่จะเพิ่มโอกาสของประเทศ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน และสิ่งที่ได้ทำควบคู่กันไปคือการพัฒนากำลังคนให้มีศักยภาพสอดคล้องกับอุตสาหกรรมในยุค 4.0 และส่งเสริมเอกชนให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินงานของหลายกระทรวงร่วมมือกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น พรรคอนาคตใหม่ จัดงานเสวนา &amp;ldquo;จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหน ที่เราอยากอยู่ร่วมกัน&amp;rdquo; จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในหัวข้อ &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับปากท้องประชาชน&amp;quot; โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า อัตราการเศรษฐกิจเวลานี้ควรใช้คำว่าชะลอตัว ยังไม่เข้าข่ายถดถอย เพราะเราไม่ได้ติดลบ แต่ช้ากว่าที่เคยเป็น รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพราะประเทศอื่นโตกว่าไทยทั้งหมดในอาเซียน ขณะที่เรื่องความเหลื่อมล้ำนั้น ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 36% แต่ไม่ได้ผิดปกติในอาเซียน ซึ่งไม่ได้ถือว่ามากที่สุด แต่ก็น่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในอนาคตที่คาดว่าจะมีปัญหาคือ ไทยจะเป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่จะแก่ก่อนรวย กล่าวคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรารวย ขณะที่ประเทศอื่นอย่างญี่ปุ่น เกาหลี เขารวยแล้ว ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง หากอยากฟื้นให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง ต้องดูเรื่องสินค้าเกษตร ศักยภาพการทำงานของแรงงานไทย และเรื่องธุรกิจขนาดย่อมที่ต้องมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีผลกับปากท้องของประชาชนมากนัก แต่จะมีผลโดยตรงต่อการกำหนดอำนาจทางการเมือง ในส่วนของการรวมศูนย์อำนาจ ที่จะจำกัดอำนวจแค่เพียงคนกลุ่มเดียว ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์ชาตินั้น แม้จะพยายามตอบโจทย์ในเรื่องของเสถียรภาพทางอำนาจ อย่างไรก็ตาม คิดว่าการแก้ปัญหาโดยการใช้กฎหมายนั้น ไม่สามารถใช้ได้ แต่ต้องเป็นการใช้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคนในสังคม ซึ่งวิธีการแก้โดยใช้ยุทธศาสตร์ชาตินั้น เป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงเกินไป และไม่สะท้อนกับความเป็นจริง เพราะมันกว้างเกินไป&amp;quot; ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุ
สับวินัยการคลังเหลวแหลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันนี้ พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ได้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน ในส่วนของภายนอก เกิดจากประเทศมหาอำนาจทะเลาะกัน แต่ปัจจัยที่มากกว่านั้นคือปัจจัยภายในที่ทุกคนไม่ได้พูดกัน เพราะรัฐบาลแก้บ้างไม่ได้แก้บ้าง ขอย้อนไปเมื่อตอนปี 57 ซึ่งตอนนั้นเศรษฐกิจ มีปัญหามากกว่านี้ จีดีพีอยู่ที่ 1% ขณะที่ยอดส่งออกติดลบ งราคาพืชผลตกต่ำ ต้องยอมรับว่าช่วงที่ตนพยายามแก้ เพราะข้าวดึงไม่ขึ้นจากนโยบายจำนำข้าว มีค้างอยู่ 17 ล้านตัน ซึ่งพยายามเร่งข้าว แต่เชื่อไหมช่วงปีแรกที่ตนอยู่ไม่มีการปล่อยข้าวเลย รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เป็นทหาร บังคับเขาไม่ได้ แต่มาขายเอาช่วงปี 59-60 ช่วงนั้นข้าวเสียเกือบหมด รัฐบาลที่แล้วขายข้าวช้าเกินเหตุ จากที่ควรเสีย 3 ล้านตัน แต่ดันไปเสียเกือบหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ตนชอบพรรคประชาธิปัตย์ ตรงที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะกระบวนการประกันรายได้นั้นน่าสนใจ ทั้งชาวนาและชาวสวนยางเปิดบัญชีหมดแล้ว หมายความว่าพอประกันราคาเงินจะเข้าที่ชาวนาเลย ไม่ต้องผ่านคนกลาง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนี้ถือว่าไม่มีความอดทน หรือใจไม่กว้าง และไม่เสาะหาคนเก่งเข้าร่วมทำงานด้วย ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่คอยมองภาพกว้าง วินัยการคลังถือว่าเหลวแหลกมาก ใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ซื้อได้อย่างไร เรือดำน้ำ และเวลาที่ประเทศขาดดุลหลายปี รัฐมนตรีคลังกลับมาแจกเงินให้คนท่องเที่ยว ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเอื้อให้กลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งสืบทอดอำาจ แต่หากได้คนที่เก่งและมีความเป็นผู้นำเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศก็ยังไปต่อได้ แต่เราไม่ได้มีแบบนั้น ทำให้รัฐบาลพลเรือนในปัจจุบันไปต่อไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรกล่าวว่า คำถามที่หลายคนถามคือก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เราแก้ปัญหาปากท้องก่อนไม่ดีหรือ แต่ที่ผ่านมาเราแก้ปัญหาการปากท้องกันอย่างเดียวโดยไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เมื่ออำนาจกระจุกตัวอยู่ในมือคนไม่กี่คน จึงเห็นทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่ถูกยกไปให้กลุ่มทุนที่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ อย่างการใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อกลุ่มทุนโทรคมนาคม หรือการพยายามที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ได้รับการประมูลธุรกิจปลอดภาษีในสนามบิน จึงอยากชี้ให้เห็นว่าหากประชาชนไม่มีอำนาจ ไม่มีความหมาย นักการเมืองก็ไม่ต้องฟังประชาชน ทรัพยากรต่างๆ ก็ไม่ต้องถูกใช้เพื่อประชาชน ดังนั้น รัฐธรรมนูญที่ไม่มีประชาชนอยู่ย่อมไม่นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45294</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมราคา, ค่าครองชีพสูง, วิตกของแพง, วินัยการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190908/image_big_5d75115359eaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 23:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 23:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค.สะดุด ปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค.สะดุด ปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังคนช็อกราคาดีเซลจะทะลุลิตรละ 30 บาท แถมเจอค่าครองชีพพุ่ง คาดความเชื่อมั่นจะยังฟื้นตัวแบบอ่อนๆ ต่อไป เหตุต้องรอดูสถานการณ์น้ำมัน และการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค.2561 อยู่ที่ 80.1 ปรับลดลงจากเดือนก่อนเล็กน้อยที่ 80.9 และเป็นการปรับลดลงทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันลดจาก 55.3 อยู่ที่ 54.4 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต (ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า) ลดลงจาก 91.9 อยู่ที่ 91.3 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 66.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ 75.2 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 98.3 ลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีเดือนเม.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง มีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และมีกระแสที่ราคาน้ำมันดีเซลจะทะลุ 30 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นผลทางจิตวิทยาเชิงลบต่อผู้บริโภค ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกช็อกและชะลอการใช้จ่าย , ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่ยังคงสูงขึ้น โดยดัชนีค่าครองชีพปรับลดลงมาอยู่ที่ 59.3 ต่ำสุดในรอบ 47 เดือน และเป็นครั้งแรกในรอบ 48 เดือนหรือ 4 ปีที่ผลสำรวจส่วนใหญ่ 51% ระบุว่าค่าครองชีพอยู่ในระดับแย่ และยังได้รับผลเชิงลบจากสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และความวิตกปัญหาสงครามการค้าโลกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่นมีสัญญาณแผ่วปลาย ออกอาการสะดุด แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณว่าปัจจัยลบที่เกิดขึ้นจะลากยาวนานไปกว่านี้ จึงมองว่าความเชื่อมั่นจะมีการฟื้นตัวแบบอ่อนๆ โดยต้องรอดูสัญญาณให้นิ่งก่อน โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และมาตรการตอบโต้กลับของสหรัฐฯ ในสงครามการค้า ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคในไตรมาส 2 และ 3&amp;rdquo;นายธนวรรธน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ยังคงคาดการณ์จีดีพีปีนี้โต 4.4-4.7% และมีโอกาสโตได้ที่ 4.5% เนื่องจากการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวได้ 8-10%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10783</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพสูง, ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค, ธนวรรธน์ พลวิชัย, น้ำมันแพง, พ.ค.61, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, รศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b1697d0dc47c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2018 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2018 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วีระ&#039;ซัดรัฐบาลคสช.รีดเงินประชาชน  ปูดวางแผนซ่อนเงื่อนขึ้นภาษีแวต9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.61 - นายวีระ สมความคิด&amp;nbsp; เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน &amp;nbsp;โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ประชาชนควรสนใจข่าวที่กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองให้มากขึ้น ข่าวร้อนข่าวดังที่มาแย่งพื้นที่รับรู้แล้วก็ให้ผ่านไป ควรสนใจในเรื่องข้อมูลข่าวสารที่อาจกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเรื่องนี้ รัฐบาลจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 6.3% เป็น 9% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป หมายความว่า ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ราคาสินค้าอาจมีราคาพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ภาวะ เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่คงที่หรือลดลง ราคาพลังงาน แก๊ส น้ำมัน พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลเผด็จการทหารเสียของแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการรีดเงินจากกระเป๋าประชาชนอย่างเงียบๆ ด้วยการวางแผนยอกย้อนซ่อนเงื่อนหลอกให้ตายใจ ด้วยการอ้างออกพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) ลงวันที่ 30 กันยายน 2560 โดยกำหนดให้ใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 6.3% ตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2560 ถึงแค่วันที่ 30 กันยายน 2561 เท่านั้น คนส่วนใหญ่คิดว่ารัฐบาลลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ แต่ในข้อ 2 ของพระราชกฤษฎีกานี้ กำหนดให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราใหม่ 9% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป โดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุด หรือหมายความว่าให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 9% ตลอดไป เตรียมตัวรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มกันได้บริหารประเทศแบบล้างผลาญกันจนเงินหมด แล้วมารีดภาษีจากประชาชนเอาล้างผลาญกันอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ใครนะ เก่งจัง ออกพระราชกฤษฎีกาหมกเม็ดถ้ากล้าจริงทำไมไม่เขียนให้ชัดๆว่า เป็นพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มคนไทยตื่นได้แล้ว มารับรู้ความจริงของชีวิตกันเสียที&amp;quot;นายวีระ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10046</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีVAT, ค่าครองชีพสูง, วีระ สมความคิด, แวต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180327/image_big_5ab9940840ee5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขบ.ยันไม่อนุมัติขึ้นค่าโดยสารและค่าขนส่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯยืนยันยังไม่ปรับขึ้นค่าโดยสารและค่าขนส่งแต่อย่างใด หวั่นประชาชนได้รับความเดือดร้อน และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับผลจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับสูงขึ้น อยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างต้นทุนการเดินรถ ครอบคลุมทุกปัจจัยทั้งระบบ ได้ข้อสรุป ก.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง (รถร่วม ขสมก.) จะยื่นหนังสือขอให้พิจารณาค่าโดยสารจากราคา NGV ที่ปรับค่าความร้อนขึ้น ปัญหาหนี้สินค้างชำระกับ ขสมก. เดิม รวมถึงกรณีกระแสข่าวสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน เรียกร้องการปรับขึ้นค่าขนส่งเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นั้น กระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญในกรณีนี้ โดยให้กรมการขนส่งทางบกไปพิจารณามาตรการ แนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำเสนอพิจารณาเชิงนโยบายตามขั้นตอนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยขณะนี้ กรมฯอยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างต้นทุนอัตราค่าโดยสาร เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในทุกประเด็นปัจจัย พิจารณาประกอบกับมาตรการสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสอดคล้องกับแผนฟื้นฟู ขสมก. รวมถึงแผนปฏิรูปรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยคำนึงผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการให้บริการ สร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจ และเกิดความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการศึกษาโครงสร้างต้นทุนอัตราค่าโดยสารดังกล่าว จะเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2561 นี้ เพื่อนำมาวิเคราะห์พร้อมเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาเชิงนโยบาย ก่อนนำเสนอคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เพื่อประกาศกำหนดเป็นโครงสร้างราคาใหม่ที่เหมาะสม เป็นไปตามกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ส่วนกรณีที่สมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน ซึ่งเป็นสมาชิกของสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เรียกร้องปรับค่าขนส่งรถบรรทุก ขอเรียนว่ากรมการขนส่งทางบกได้หารือร่วมกับสหพันธ์ฯ ให้ชะลอการปรับอัตราค่าขนส่งไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในภาพรวม โดยให้สหพันธ์ฯ ติดตามมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และจัดทำข้อมูลเสนอกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงคมนาคมพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม จะเชิญผู้ประกอบการมาทำความเข้าใจและขอความร่วมมือให้บริการในระบบการขนส่ง โดยไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9954</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ค่าครองชีพสูง, ค่าโดยสาร, ราคาน้ำมัน, ราคาเชื้อเพลิง, สนิท พรหมวงษ์, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180408/image_big_5ac9b073306b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วมราคาก๊าซหุงต้มปรับขึ้น 4 สัปดาห์ติด พลังงานหาทางช่วยประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพลังงานห่วงราคาแอลพีจีปรับขึ้น 4 สัปดาห์ติดกระทบประชาชน สั่ง กบง. หารือแนวทางช่วย ยังไม่สรุปจะอุดหนุนหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าสถานการณ์ราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ที่ปรับขึ้นราคา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ได้ยกเลิกประกาศราคาแนะนำก๊าซแอลพีจี (ถัง 15 กก.) ที่ราคา 353 บาทต่อถังแล้ว และล่าสุดราคาก๊าซแอลพีจีวันที่ 16 พ.ค. อยู่ที่ 372 บาทต่อถัง (15 กก.) &amp;nbsp;ซึ่งทางกระทรวงพลังงาน จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายใน 2 สัปดาห์ หากมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง ทางคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะหารือมาตรการออกมาลดผลกระทบต่อประชาชน ส่วนจะเป็นแนวทางอุดหนุนหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ ต้องติดตามและหารือสถานการณ์อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ราคาก๊าซเอ็นจีวี วันที่ 16 พ.ค.ปรับขึ้น 57 สต.ต่อกก. ราคาอยู่ที่ 14.14 บาทต่อกก. ส่วนรถสาธารณะ ปรับขึ้น 62 สต. ราคาอยู่ 10.62 สต. &amp;nbsp;คาดว่า แนวโน้มจะไม่ปรับขึ้นมากนัก เพราะราคาเอ็นจีวีจะแปรผันตามราคาก๊าซธรรมชาติ ที่ราคาสะท้อนน้ำมันเตาย้อนหลัง 6-12 เดือน เช่นเดียวกับค่าไฟที่มีแนวโน้มไม่ปรับขึ้น เพราะมีต้นทุนหลักจากก๊าซธรรมชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9441</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., กระทรวงพลังงาน, คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน, ค่าครองชีพสูง, ราคาก๊าซหุงต้ม, ราคาแอลพีจี, ศิริ จิระพงษ์พันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180327/image_big_5ab9e151ea5d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออก-ท่องเที่ยวโตดันเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย.พุ่งสูงสุดในรอบ 40 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย. พุ่งสูงสุดในรอบ 40 เดือน หลังส่งออกและท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจฟื้น &amp;nbsp; ห่วงปัจจัยลบปัญหาการเมือง เลื่อนเลือกตั้ง ค่าครองชีพสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.2561 อยู่ที่ 80.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนมี.ค.ที่ 79.9 เป็นค่าดัชนีที่สูงสุดในรอบ 40 เดือน นับตั้งแต่เดือนม.ค.2558 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 55.3 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 91.9 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 67.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 75.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 99.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยมีภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อน โดยการส่งออกเริ่มส่งผลดี มีการกระจายคำสั่งซื้อไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และด้านการท่องเที่ยว มีการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน และยังได้รับผลดีจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นในรอบ 6-12 เดือน เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย และค่าเงินบาทที่เคยมองว่าจะเป็นปัญหาสำคัญ ก็ไม่แข็งค่าทะลุ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยลบที่ฉุดความเชื่อมั่น ยังคงเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศที่อาจจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากเดือนก.พ.2562 ราคาขายปลีกน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สินค้าเกษตรบางรายการยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เงินบาทแข็งค่า และปัญหาค่าครองชีพที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8344</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพสูง, ดัชนีความเชื่อมั่น, ท่องเที่ยว, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ผู้บริโภค, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ส่งออก, เศรษฐกิจฟื้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae95f5869c31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
