<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แบงก์ชาติ” แจงลดดอกเบี้ยแก้บาทแข็งไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค. 2562 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางอ่อนค่าลง ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด จนเป็นผลทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้น ส่วนใหญ่ไหลเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์แบบกระจุกตัวในบางช่วงทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวน

ทั้งนี้ ธปท.&amp;nbsp;มีความกังวลและเข้าดูแลสถานการณ์เงินบาทอย่างใกล้ชิด แต่ก็เป็นห่วงหากกรณีที่ประเทศไทยจะถูกจับตาว่าเป็นประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงิน

&amp;quot;อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ส่งผลมากนักกับการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง&amp;quot;&amp;nbsp;นายวิรไท กล่าว

ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;1.75%&amp;nbsp;ซึ่งการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)&amp;nbsp;ล่าสุด ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีการปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้เหลือ&amp;nbsp;3.3%&amp;nbsp;ขณะที่การส่งออก คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ&amp;nbsp;0%

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.&amp;nbsp;ได้ปรับปรุงมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังต้องรอประเมินผลว่ามาตรการที่ออกมาแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ธปท.&amp;nbsp;ยืนยันว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวมไม่ได้ลดลง และมีบางจุดที่มีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนมีพฤติกรรมลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และการออกกฎหมายความคุมสหกรณ์ออมทรัพย์ล่าช้า
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41212</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าบาทผันผวน, ค่าเงินบาทแข็ง, ดร.วิรไท สันติประภพ, ลดดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a6d520c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 13:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นส.ค.พุ่งสูงสุดรอบ64เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.หอการค้า แจงส่งออกโต-บาทแข็งหนุนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนส.ค.อยู่ที่ 83.2 สูงสุดในรอบ 64 เดือน พร้อมเตรียมปรับจีดีพีเพิ่ม

4ก.ย.61-นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และ ผู้อำนวยการ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ส.ค. 61 อยู่ที่ 83.2 จาก 82.2 ในเดือนก.ค. 61 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องและอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 64 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 70.2 จาก 69.1 ในเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้มีปัจจัยบวกมาจากการประกาศอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีในไตรมาสที่2/61 ที่เติบโต4.6%ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รวมถึงการคงดอกเบี้ยนโยบายที่1.5% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5%,&amp;nbsp; และการส่งออกเดือนก.ค.ขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี, เงินบาทแข็งค่าขึ้น และ พืชผลทางการเกษตรหลายรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามในไตรมาส4/61นี้ ทางศูนย์ เตรียมจะปรับประมาณการจีดีพีเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาดูปัจจัยลบทางด้าน ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น และความรู้สึกของผู้ที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและกระจุกตัว รวมถึงสถานหารณ์น้ำท่วม ทึ่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16795</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าบาทผันผวน, จีดีพี, ดัชนีความเชื่อมั่น, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e25b2c907c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2018 22:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธปท. ไม่ห่วงบาทผันผวนยันพื้นฐานเศรษฐกิจแกร่งคุมอยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ยันไม่ห่วงบาทผันผวน การันตีเปลี่ยนแปลงสอดคล้องภูมิภาค และน้อยกว่าประเทศอื่น ชูพื้นฐานประเทศไทยเข้มแข็ง หนี้ต่างประเทศต่ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ไม่หวั่นผลกระทบจากประเทศใหญ่เปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน-สงครามการค้าโลก แจง กนง. ขยับเพิ่มจีดีพีปีนี้เป็น 4.4% รับอานิสงส์ส่งออก ท่องเที่ยว บริโภค และลงทุนในประเทศส่งสัญญาณดีต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ยอมรับว่าค่าเงินบาทในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น ประเทศอุตสาหกรรมหลักมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายค่าเงิน รวมทั้งความกังวลสงครามการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะค่าเงินหยวน ของประเทศจีน ซึ่งจีนเป็นประเทศเป้าหมายหลักในการกีดกันทางการค้า และมีการตอบโต้กัน จึงเป็นประเด็นที่จะสร้างความกังวลต่อตลาดเงินตลาดทุน ในระยะข้างหน้า ที่ยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งจะต้องมีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แม้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวน แต่สถานการณ์ค่าเงินบาทล่าสุด ยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภูมิภาค จึงไม่น่าเป็นห่วง แม้ค่าเงินจะเปลี่ยนแปลง ก็เปลี่ยนแปลงน้อยกว่าประเทศอื่น เพราะฐานะต่างประเทศของไทยเข้มแข็ง มีกันชนพอสมควร มีหนี้ต่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนต่ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ไม่อ่อนไหวต่อปัจจัยเงินไหลออกในบางช่วง โดยทุนสำรองมีสัดส่วนสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 3.5 เท่า ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะมากกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงต่อเนื่องจากปีก่อนที่ประมาณ 4.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในระยะต่อไปจะมีความผันผวนสูง และแม้ว่าเราจะมีกันชนที่ดี แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้ มาตรการต่าง ๆ ที่ธปท.มีก็ต้องพร้อมใช้ เช่น การลดการออกพันธบัตร ในช่วงที่ผ่านมาก็มีการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วง ซึ่งคาดว่าความผันผวนนี้จะมีต่อเนื่องไปอีกระยะ จากทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และกรณีธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) หยุดซื้อพันธบัตร การกีดกันทางการค้าที่ยังไม่ยุติ รวมทั้งการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในช่วงปลายปี&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ใหม่ จากคาดการณ์เดิมที่ 4.1% เพิ่มเป็น 4.4% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี การบริโภคและการลงทุนในประเทศเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ขยายตัว โดยเฉพาะในหมวดการลงทุนในประเทศ แม้ว่าหนี้เสียภาคการเกษตรจะยังต้องเฝ้าระวัง ซึ่งได้รับผลมาจากการยกเลิกนโยบายพยุงราคา ภัยแล้ง และราคาสินค้าตกต่ำ แต่ก็ยังไม่กระทบเศรษฐกิจภาพรวม ส่วนหนี้เสียในภาพรวมยังคงทรงตัว ที่ 2.9%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12681</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าบาทผันผวน, ค่าเงินบาท, ธนาคารแห่งประเทศไทย, บาทแข็ง, วิรไท สันติประภพ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180126/image_big_5a6ab86ed3b73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
