<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 20:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 20:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไวรัสโคโรนาเข้าถึงค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจาบังกลาเทศ พบติดเชื้อแล้ว 2 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พบชาวโรฮีนจารายแรกติดเชื้อโควิด-19 ในค่ายผู้ลี้ภัยที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ และชาวบังกลาเทศที่อาศัยอยู่ใกล้ค่ายผู้ลี้ภัยติดเชื้อโควิดอีกราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ที่ทางเข้าศูนย์ส่งผ่านขององค์การสหประชาชาติ ที่เจ้าหน้าที่กักกันโรคชาวโรฮีนจา 4 คนที่เดินทางกลับจากอินเดียมาถึงค่ายในเมืองยูเกีย ชานเมืองค็อกซ์ บาซาร์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขออกมาเตือนก่อนหน้านี้นานแล้วถึงความเสี่ยงที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะแพร่ระบาดในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในเมืองค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ ที่ผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่หนีมาจากเมียนมาเมื่อ 2 ปีก่อนอยู่กันอย่างแออัดในบ้านที่ทำจากผ้าใบและไม้ไผ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาบู โตฮา ภูริยัน ผู้ประสานงานสาธารณสุขของบังกลาเทศเผยก่อนหน้านี้ว่า มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา 2 คนติดโรคโควิด-19 และขณะนี้อยู่ระหว่างการกักตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาคาทาริน เบร์การู โฆษกองค์การอนามัยโลกแถลงว่า ชายชาวโรฮีนจา 1 คนในค่ายลี้ภัยและชายชาวบังกลาเทศที่บ้านอยู่ใกล้กับค่ายผู้ลี้ภัยติดโรคโควิด-19 กำลังรักษาตัวอยู่ที่คลินิกแห่งหนึ่งภายในค่ายผู้ลี้ภัย องค์การอนามัยโลกส่งทีมสอบสวนเร็วเข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยเพื่อติดตามเคสผู้ป่วยโรคโควิดทั้งสองราย โดยจะตามหาผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยทั้งสองรายเพื่อนำมากักตัวและตรวจหาว่าติดเชื้อโควิดหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบังกลาเทศกล่าวกันว่า พวกเขากำลังเพิ่มมาตรการป้องกันและตรวจหาผู้ติดเชื้อไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อต้นเดือนเมษายน ทางการบังกลาเทศออกคำสั่งล็อกดาวน์พื้นที่โดยรอบเมืองค็อกซ์บาซาร์ที่มีประชากรราว 3.4 ล้านคนอย่างเข้มงวด โดยรวมผู้ลี้ภัยด้วย หลังมีรายงานชาวบังกลาเทศติดโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งสั่งห้ามเดินทางเข้า-ออกค่ายผู้ลี้ภัยทุกแห่ง และให้ลดจำนวนองค์กรต่างๆ ที่ให้การช่วยเหลือในค่ายผู้ลี้ภัยลงเหลือ 80%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายผู้ลี้ภัย, บังกลาเทศ, ผู้ติดเชื้อไวรัส, โควิด-19, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe983ddfea1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2019 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2019 20:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บังกลาเทศสั่งระงับสัญญาณมือถือในค่ายลี้ภัยโรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการบังกลาเทศอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ออกคำสั่งให้บริษัทโทรศัพท์มือถือระงับการให้บริการกับผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในค่ายผู้ลี้ภัยต่างๆ ในประเทศที่มีเกือบ 1 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา กูตูปาลอง ในเขตอูเกียของบังกลาเทศ / MUNIR UZ ZAMAN / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้งในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาหลายแห่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ และเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ความพยายามส่งชาวโรฮีนจากลับพม่า ต้องล้มเหลว เพราะไม่มีชาวโรฮีนจาสมัครใจกลับไปรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซากีร์ ฮุสเซน ข่าน โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมบังกลาเทศ (บีทีอาร์ซี) เผยกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 2 กันยายนว่า บีทีอาร์ซีให้เวลาบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 7 วัน เพื่อส่งมอบรายงานว่าได้ดำเนินการปิดเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของตนในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาต่างๆ เรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากใช้โทรศัพท์มือถือในค่ายผู้ลี้ภัย เราจึงขอให้บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือหยุดให้บริการกับผู้ลี้ภัย เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านผู้นำชาวโรฮีนจารายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า คำสั่งปิดบริการโทรศัพท์มือถือส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา ทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งอื่นในเมืองค็อกซ์บาซาร์ รวมถึงไม่สามารถติดต่อกับญาติพี่น้องที่ยังอยู่ในพม่าหรือในประเทศอื่น ชาวโรฮีนจาจำนวนมากจำเป็นต้องได้รับเงินที่ญาติพี่น้องที่เป็นชาวโรฮีนจาพลัดถิ่นส่งมาให้ ส่วนใหญ่หลังจากโอนเงินมาให้แล้วก็มักจะโทรศัพท์แจ้งให้ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็กบัล ฮุสเซน โฆษกตำรวจบังกลาเทศ เห็นด้วยกับคำสั่งห้ามผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะพบว่าผู้ลี้ภัยใช้โทรศัพท์มือถือทำผิดกฎหมาย เช่น ค้ายาเมทแอมฟีตะมีนหรือยาบ้าที่มาจากพม่า การห้ามผู้ลี้ภัยใช้โทรศัพท์มือถือจะทำให้คดีอาชญากรรมลดลง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44940</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายผู้ลี้ภัย, บังกลาเทศ, ปิดบริการโทรศัพท์มือถือ, ระงับสัญญาณ, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190903/image_big_5d6e6e0d7a83b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
