<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.ลั่นค่ายรถในไทยพร้อมลุยตลาดอีวี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ธ.ค. 2563 &amp;nbsp;นายสุรพงษ์ &amp;nbsp;ไพสิฐพัฒนพงษ์ &amp;nbsp;รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าว่าสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศและต่างประเทศยังมีแนวโน้มดีขึ้น ถ้าไม่มีการแพร่ระบาดของโควิดรอบ 2 ก็จะสามารถกระตุ้นการซื้อให้กลับมาได้ ส่วนด้านนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าที่รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนอยู่นั้นหลังจากได้หารือร่วมกับค่ายรถหลัก ๆ ของประเทศก็เห็นว่าหลายบริษัทก็มีเทคโนโลยีในการพัฒนาอยู่แล้ว แต่ก็ต้องการที่จะดูความพร้อมของทั้งด้านนโยบายและความต้องการของตลาดในประเทศอยู่ ถ้าถึงจุดที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ก็พร้อมที่จะขายรถไฟฟ้าในประเทศทันที เนื่องจากปัจจุบันหลายอย่างยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่ทั้งด้านราคาและการใช้งาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่จำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนพ.ย. 2563 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพ.ย. มีทั้งสิ้น 172,455 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.92% และเพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค. 63 ที่ 15.46% เป็นเดือนแรกที่เพิ่มขึ้นในรอบ 19 เดือน หลังจากเกิดสงครามการค้า(เทรดวอร์)เมื่อปีที่แล้วและการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากประเทศคู่ค้าเริ่มคลายการล็อคดาวน์และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์รวม 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,283,963 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31.69% โดยเมื่อแบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออกในเดือนพ.ย. ผลิตได้ได้ 75,014 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน4.25% และยอดรวม 11 เดือนนั้น ผลิตได้ 649,893 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 33.04% ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ช่วงเดือนพ.ย. ผลิตได้ &amp;nbsp;97,441 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.64% และและยอดรวม 11 เดือนนั้นผลิตได้ 634,070 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 30.24%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ &amp;nbsp;กล่าวถึงยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพ.ย. มีจำนวนทั้งสิ้น 79,177 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 2.7% &amp;nbsp;และเพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค.63 ที่ 6.83% โดยรถกระบะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกันแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นจากการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากรัฐบาลรวมถึงการประกันรายได้เกษตรกร การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการออกรถยนต์รุ่นใหม่รวมทั้งการลดแลกแจกแถมของผู้จำหน่ายรถยนต์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการส่งออกนั้นยังลดลงอยู่โดยในเดือนพ.ย. ส่งออกได้ 74,532 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.87% แต่มูลค่าการส่งออกนั้นเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 42,674.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.40% เป็นเดือนแรกในรอบ 17 เดือนที่ส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเติบโตของตลาดเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ส่วนตลาดอื่น ๆ การส่งออกยังลดลงอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87169</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายรถยนต์, รถยนต์ไฟฟ้า, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สุรพงษ์  ไพสิฐพัฒนพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f641fe986afe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 23:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯจับมือ12ค่ายรถยกระดับเป็นยูโร5 แก้ปัญหามลพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค. 2562 นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในวาระเป็นประธานในพิธีแสดงเจตนารมณ์การยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศเป็นยูโร 5 ว่าจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ได้กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่วิกฤต และคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติยกระดับการกำจัดฝุ่นละอองให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทางกระทรวงฯจึงได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เร่งดำเนินการปรับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์ให้เทียบเท่ายูโร 5 ภายในปี 2564 และเป็นยูโร 6 ภายในปี 2565 เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล &amp;nbsp;รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่ามีบริษัทผู้ผลิตและผู้นำเข้ารถยนต์ 12 แบรนด์ ได้แก่ Audi, BMW, Isuzu, Mazda, Mercedes-Benz, Mitsubishi, Mini, MG, Nissan, Suzuki, Toyota &amp;nbsp;และ Volvo ที่ตั้งใจร่วมแสดงเจตจำนงและผนึกกำลังในการยกระดับมาตรฐาน ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ใช้น้ำมันยูโร 5 ในประเทศเพียง 70 ล้านลิตรต่อเดือน ทั้งนี้ภาคการผลิตมีกำลังการผลิตเต็มศักยภาพ ในปัจจุบันสูงถึง 500 ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งมั่นใจว่าหากมีการสนับสนุนในการพัฒนารถยนต์เป็นยูโร 5 จะผลักดันให้การใช้น้ำมันมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ค่ายรถยนต์จะเร่งรณรงค์ให้ลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาตรฐานยูโร 4 เติมน้ำมันที่ได้มาตรฐานยูโร 5 ที่มีจำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดมลพิษโดยเฉพาะฝุ่นพิษได้กว่า 20 &amp;ndash; 25%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยูโร 5 ไม่มีผลต่อราคารถยนต์ที่ต้องปรับแต่อย่างใดแต่การเปลี่ยนเป็นยูโร 6 นั้นคาดว่าจะไมเกินหมื่นบาทต่อคัน แต่เมื่อถึงตอนนั้นก็อาจไม่กระทบเลยก็ได้ คงต้องดูเทคโนโลยีและรถแต่ละรุ่นด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเราเป็นผู้นำในอาเซียนในการดำเนินมาตรฐานดังกล่าวแต่ช่วงหลังมาเราถดถอยไปโดยขณะนี้มีสิงคโปร์เป็นผู้นำที่ผลิตรถยนต์เป็นยูโร 6 ขณะที่จีนและอินเดียเองก็กำลังจะทำเป็นยูโร 6 ในปี 2563 เช่นกัน&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ที่ปรึกษาบริหารอาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด &amp;nbsp;ยอมรับว่าปัจจุบันการผลิตรถยนต์ของไทยยังเป็นมาตรฐานยูโร 4 &amp;nbsp;ซึ่งการปรับเปลี่ยนไปสู่ยูโร 5 ภายในปี 2564 ทางโตโยต้า สามารถดำเนินการได้ทัน เพราะปัจจุบันมีการผลิตรถยนต์ที่รองรับ ยูโร 5 เพื่อส่งออกอยู่แล้วแต่การเปลี่ยนจากยูโร 5 เป็นยูโร 6 นั้นต้องรอดูความพร้อมในการผลิตโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องรองรับการเผาไหม้ เพื่อไม่ให้เกิดฝุ่น รวมถึงการพัฒนาน้ำมันที่จะมารองรับ เชื่อว่าต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวของค่ายรถยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;ภาคเอกชนที่มาร่วมประกาศเจตจำนงในการผลิตและนำเข้ารถยนต์เป็นมาตรฐานยูโร 5 ในปี 2564 และยูโร 6 ในปี 2565 นั้นมี 12 แบรนด์โดยพบว่าแบรนด์หลักที่ไม่มาร่วมครั้งนี้มี Chevrolet ,Ford และ Honda โดยทาง Chevrolet และ Ford ทางผู้บริหารระบุว่าแจ้งทางบริษัทแม่ไม่ทัน ขณะที่ Honda รับทราบนโยบายแต่ไม่ได้แสดงตัวที่จะเข้าร่วมประกาศเจตจำนงครั้งนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31106</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายรถยนต์, นายสมชาย หาญหิรัญ, ฝุ่นละอองขนาดเล็ก, มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศ, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, เครื่องยนต์ยูโร 5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa007327c334.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ค่ายรถยนต์ ลุยปรับรถใหม่ทุกคันให้เป็น Euro 5หวังช่วยลดฝุ่นพิษ PM 2.5 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9&amp;nbsp;ค่ายรถยนต์ ขานรับ เร่งยกระดับมาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 5&amp;nbsp;ในการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ทุกคันภายในปี&amp;nbsp;2564ลดการปล่อยฝุ่นพิษร้อยละ&amp;nbsp;80&amp;nbsp;และเตรียมยกระดับเป็น&amp;nbsp;Euro 6&amp;nbsp;ภายใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ. 62 -นายณัฐพล&amp;nbsp;&amp;nbsp;รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผว่า &amp;nbsp;ได้เชิญบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศทุกรายมาร่วมประชุมหารือการกำหนดเวลายกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์ใหม่เป็นมาตรฐาน&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ภายใน&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;ปี และ&amp;nbsp;Euro 6&amp;nbsp;ภายใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี เพื่อลดอัตราการปล่อยฝุ่นพิษจากรถยนต์ใหม่ลงร้อยละ&amp;nbsp;80 โดยบริษัทรถยนต์ทุกรายมองว่าการใช้รถยนต์ควรมีการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และต้องยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำมันให้เป็น&amp;nbsp;Euro 5แต่อย่างไรก็ตามรถยนต์ มาตรฐาน&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ยังคงมีการปล่อยฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;จากไอเสียเครื่องยนต์ที่มีความเข้มข้นกว่ารถยนต์มาตรฐาน&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;&amp;nbsp;เท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมหารือ บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่ขานรับนโยบายของภาครัฐและตระหนักว่า แม้การยกระดับมาตรฐานรถยนต์&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ไปเป็น&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;5&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;6&amp;nbsp;โดยเร็ว จะมีต้นทุนการปรับเปลี่ยนและต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่สูงขึ้นก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกค้าและประชาชนไทยทุกคน ต้นทุนดังกล่าวก็คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับต้นทุนจากปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากอนามัย&amp;nbsp;N95&amp;nbsp;และเครื่องกรองอากาศแบบกรองฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอื่น ๆ ที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประชุมหารือดังกล่าว มีบริษัทรถยนต์&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ยี่ห้อ ได้แก่&amp;nbsp;BMW, GM, Isuzu, Mazda, Mercedes-Benz, Mitsubishi, MG, Suzuki&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Toyota&amp;nbsp;ได้ตอบรับกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับ&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ในรถยนต์ใหม่ทุกรุ่นทุกคัน ภายในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;และปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในระยะยาว รวมทั้งจะเร่งรณรงค์ให้ลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 4&amp;nbsp;เติมน้ำมันที่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 5&amp;nbsp;ที่มีจำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันแล้วในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดมลพิษโดยเฉพาะฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;ได้กว่าร้อยละ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;25&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 5&amp;nbsp;ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;Eco carรุ่นที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;27&amp;nbsp;รุ่น และรถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ จำนวน&amp;nbsp;11&amp;nbsp;รุ่น รวมทั้งรถยนต์นำเข้า จำนวน&amp;nbsp;&amp;nbsp;19&amp;nbsp;รุ่น สำหรับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 6&amp;nbsp;ได้แก่ รถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ที่ผลิตภายในประเทศ จำนวน&amp;nbsp;27&amp;nbsp;รุ่น และรถยนต์นำเข้า จำนวน&amp;nbsp;84&amp;nbsp;รุ่น &amp;nbsp;ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียง&amp;nbsp;467,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;สามารถดูข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องได้จากป้าย&amp;nbsp;ECO Sticker&amp;nbsp;ที่ติดอยู่บนกระจกรถยนต์ใหม่ ทุกคัน และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก&amp;nbsp;www.car.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28966</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายรถยนต์, บริษัทรถ, มาตรฐานมลพิษระดับ Euro 5, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190212/image_big_5c62c89383c82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
