<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านประกันภัย เพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบกรณีน้ำท่วมอย่างเต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศในประเทศไทยมีฝนตกชุกและในหลายพื้นที่มีน้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตร ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นอย่างมากและได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ. ภาค 1-4 ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัย พร้อมทั้งติดตามและรายงานความเสียหาย เพื่อเตรียมพร้อมในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย โดยให้สำนักงาน คปภ. ภาค ภาค 1-4 ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้านประกันภัย ณ สำนักงาน คปภ. ภาค/จังหวัด ในส่วนของสำนักงาน คปภ. ภาค ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบได้กำชับให้เฝ้าระวัง เพื่อเตรียมความพร้อม และให้บูรณาการร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัย หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้แก่ประชาชนอย่างเต็มที่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน คปภ. ได้มีหนังสือถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย และนายกสมาคมประกันชีวิตไทย ให้แจ้งบริษัทสมาชิก ได้ติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านประกันภัย พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบความเสียหายเพื่อเตรียมพร้อมในการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ.ภาค/จังหวัด เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประสบภัยรีบสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์ที่มักจะได้รับความเสียหายเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม โดยให้ยึดถือแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ ประเมินค่าซ่อม 8,000-10,000 บาท ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ประเมินค่าซ่อม 15,000-20,000 บาท ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อม 25,000-30,000 บาท ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป และระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน ซึ่งในกรณีนี้บริษัทจะคืนทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ ขอให้ผู้เอาประกันภัยแสดงรายละเอียดของความสูญเสียและมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นของทรัพย์สิน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีเสียชีวิตให้แสดงหลักฐานสำเนาใบมรณบัตร และสำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นขอให้ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ซื้อไว้ว่า ให้ความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือไม่ อย่างไร โดยกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองถึงภัยน้ำท่วม อาทิ การประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 การประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินและการประกันอัคคีภัยที่ซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มเติม การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร เช่น ประกันภัยข้าวนาปี ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประกันภัยทุเรียน เป็นต้น การประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งให้ความคุ้มครองกลุ่มภัยธรรมชาติอีก 4 ภัย (น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหวและลูกเห็บ) รวม 20,000 บาทต่อปี และการประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)&amp;nbsp;ซึ่งให้ความคุ้มครองกลุ่มภัยธรรมชาติ 4 ภัย (น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหวและลูกเห็บ) รวม 10,000 บาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความห่วงใยและขอส่งกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทุกพื้นที่ และขอให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักว่าปัจจุบันภัยธรรมชาติได้สร้างความสูญเสียหรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากประชาชนทำประกันภัยไว้ก็จะเป็นการช่วยบรรเทา เยียวยาความเดือดร้อน&amp;nbsp;และความเสียหายทางการเงินที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้ ไม่ว่าจะเป็นการประกันชีวิต หรือการประกันภัยทรัพย์สินต่าง ๆ โดยสำนักงาน คปภ. จะดูแลเพื่อให้ระบบประกันภัยเยียวยาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้อย่างเต็มที ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านประกันภัย สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือติดต่อได้โดยตรง ณ สำนักงาน คปภ. ภาค/จังหวัด ทั่วประเทศ&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118120</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณีน้ำท่วม, คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, คปภ., ค่าสินไหมทดแทน, ช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย, ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ, ผู้เอาประกันภัย, ศูนย์ช่วยเหลือด้านประกันภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_6152e4b2aa9b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117630</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. ออก 7 มาตรการผ่อนผัน สำหรับบริษัทประกันที่มีเคลมประกันโควิด เพื่อเสริมสภาพคล่องจ่ายค่าเคลมประกันให้กับประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) ครั้งที่ 9/2564 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 ได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง มาตรการสำหรับบริษัทประกันวินาศภัยที่มีค่าสินไหมทดแทน COVID-19 ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พ.ศ. 2564 และประธานบอร์ด คปภ. ได้ลงนามประกาศ คปภ. ดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบันที่มีความรุนแรงทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัทประกันวินาศภัยจำนวนหนึ่งต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากกรณีดังกล่าวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัท รวมทั้งเพื่อให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการปรับฐานะการเงินให้เข้าสู่ภาวะปกติ และสามารถชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัยได้อย่างรวดเร็ว คปภ. จึงได้ออกมาตรการเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องในการดำเนินงานให้กับบริษัทประกันวินาศภัย&amp;nbsp; 7 มาตรการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp; ยกเว้นการคำนวณเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงด้านการประกันภัยจากการรับประกันภัย COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp; ให้สามารถนับเงินกู้ยืมด้อยสิทธิ์ตามลักษณะที่กำหนดมาเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp; ผ่อนผันการดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ขั้นต่ำ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.&amp;nbsp; ยกเว้นการนำค่าเผื่อความผันผวนที่เรียกว่า&amp;nbsp; provision of adverse deviation (PAD) มาคำนวณเงินกองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.&amp;nbsp; สามารถนำเบี้ยประกันภัยค้างรับที่มีระยะเวลาการค้างชำระไม่เกิน 30 วันมาใช้ในเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.&amp;nbsp; สามารถนำเบี้ยประกันภัยค้างรับที่มีระยะเวลาการค้างชำระไม่เกิน 30 วันมาใช้ในการคำนวณเงินสำรอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.&amp;nbsp; อนุญาตให้บริษัทมีสัดส่วนของเงินสดและเงินฝากธนาคารที่บริษัทใช้สำหรับการบริหารสภาพคล่องได้เกินร้อยละ 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 7 มาตรการ เป็นการสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจให้กับบริษัทประกันภัย ทำให้บริษัทประกันภัยมีสภาพคล่องทางการเงินที่จะนำมาจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้เพิ่มสูงขึ้น ด้วยการลดภาระด้านการดำรงเงินกองทุนของบริษัทประกันภัยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จาก Buffer ที่ตั้งไว้ ผ่อนผันให้บริษัทถือเงินสดในมือได้มากขึ้น และยังเพิ่มทางเลือกให้กับบริษัทในการจัดหาแหล่งเงินทุนอื่นที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้รวดเร็วกว่าการเพิ่มทุน และลดภาระค่าธรรมเนียมในการฝากเงินกับสถาบันการเงินของบริษัท นอกจากนี้ ยังทำให้บริษัทประกันภัยมีเวลามากขึ้นในการดำเนินการปรับปรุงฐานะเงินกองทุนและสภาพคล่องของบริษัทให้เป็นไปตามอัตราที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทสามารถยื่นคำขอใช้มาตรการผ่อนผันได้ โดยประกาศฯ ได้กำหนดลักษณะของบริษัทประกันวินาศภัยที่สามารถยื่นคำขอใช้มาตรการผ่อนผันไว้ 2 ประการ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ต้องมีค่าสินไหมทดแทน COVID-19 เป็นจำนวนมากกว่า 500 ล้านบาทก่อนการยื่นขอผ่อนผัน และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มีการประมาณการว่าอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนของบริษัทในระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2564 ถึง 30 มิถุนายน 2565 อาจต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน COVID-19 ไม่น้อยกว่า 75% ของเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 ที่มีการยื่นต่อสำนักงาน คปภ. และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มีเงินกองทุน และ/หรือสินทรัพย์สภาพคล่องเพียงพอสำหรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทน COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทที่เข้าเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้นสามารถยื่นคำขอผ่อนผันต่อนายทะเบียน โดยจะต้องจัดทำแผนการดำเนินการแก้ไขฐานะการเงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 และต้องรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนต่อนายทะเบียนทุก 15 วัน และต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเพียงพอของเงินกองทุน กระบวนการในการบริหารเงินกองทุนของบริษัท และการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน รวมถึงการประเมินหนี้สินจากสัญญาประกันภัย โดยเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังใช้มาตรการผ่อนผันตามประกาศนี้ด้วย ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานรวม 3 ชุด เพื่อกำกับดูแล กลั่นกรองพิจารณาคำขอ และตรวจสอบติดตามการดำเนินงานของบริษัทที่ได้รับการผ่อนผัน ทั้งนี้ หากบริษัทไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด นายทะเบียนมีอำนาจยกเลิกมาตรการผ่อนผันได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการผ่อนผันดังกล่าวเป็นกลไกชั่วคราวที่มุ่งช่วยเหลือบริษัทประกันภัยที่ประสบปัญหาสภาพคล่องรายกรณี โดยจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทประกันภัยที่รับประกันภัย COVID-19 ให้มีเงินเพียงพอต่อการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จะกำกับดูแลและติดตาม ตรวจสอบฐานะการเงินและความมั่นคง รวมถึงสภาพคล่องของบริษัทอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยมาตรการผ่อนผันนี้ไม่ได้เป็นการยกเว้นกลไกของกฎหมายตามปกติ แม้บริษัทประกันภัยจะได้รับมาตรการผ่อนผัน แต่หากบริษัทไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด นายทะเบียนก็มีอำนาจยกเลิกการผ่อนผันได้ หรือหากมีการดำเนินการใด ๆ ที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย สำนักงาน คปภ. ก็พร้อมที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายตามช่องทางปกติ เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย ซึ่งกลไกทางกฎหมายตามบทบัญญัติต่าง ๆ ที่สำนักงาน คปภ. จะสามารถเข้าไปควบคุมดูแลก็ยังคงอยู่ จึงขอให้มั่นใจว่าสำนักงาน คปภ. จะดูแลประชาชนอย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยด้านประกันภัยและไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องประกันภัยติดต่อสายด่วน คปภ. 1186&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117630</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 มาตรการผ่อนผัน, คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, คปภ., ค่าสินไหมทดแทน, ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ, บริษัทประกันวินาศภัย, มาตรการสำหรับบริษัทประกันวินาศภัยที่มีค่าสินไหมทดแทน COVID-19, เคลมประกันโควิด, เสริมสภาพคล่องจ่ายค่าเคลมประกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c2cdd70ab8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2019 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2019 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คปภ.- ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ร่วมใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม”  จัดคาราวานฟื้นฟูหลังน้ำลด มอบหม้อหุงข้าว – ถุงยังชีพเครื่องอุปโภค บริโภคเพื่อคืนรอยยิ้ม ให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์พายุโซนร้อน &amp;ldquo;โพดุล&amp;rdquo;และพายุโซนร้อน &amp;ldquo;คาจิกิ&amp;rdquo; ทำให้ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตรเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้ออก 7 มาตรการด้านประกันภัย เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเป็นระบบไปแล้วก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้กำหนดมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลด เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 สำนักงาน คปภ. ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ประกอบด้วย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย กองทุนประกันชีวิต กองทุนประกันวินาศภัย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการ &amp;ldquo;คปภ.- ภาคอุตสาหกรรมประกันภัยร่วมใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&amp;rdquo; เพื่อเป็นการฟื้นฟูหลังน้ำลด และแสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จากสำนักงาน คปภ. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัยไทย โดยจัดเป็นคาราวานมอบหม้อหุงข้าวและถุงยังชีพเครื่องอุปโภค บริโภค เพื่อคืนรอยยิ้มให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดคาราวานให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ 2 จุด คือ จุดแรก ณ ศาลา วัดเจริญศรีสุข ตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร โดยมีประชาชนผู้ประสบภัยมารับมอบหม้อหุงข้าวและถุงยังชีพเครื่องอุปโภค บริโภค จำนวน 300 ชุด และจุดที่สอง ณ ศาลาประชาวาริน เทศบาลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จำนวน 300 ชุด ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มของชาวบ้านที่มารอรับสิ่งของดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคง สาระปัญญา ชาวบ้านตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย จัดสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค มอบให้กับชาวบ้าน โดยเฉพาะหม้อหุงข้าว ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากน้ำท่วมในครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายและไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก อย่างไรก็ดีในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี ที่ชาวบ้านได้รับความช่วยเหลือและยังได้รู้จัก สำนักงาน คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ดูแลประชาชนเกี่ยวกับการประกันภัย ทำให้ชาวบ้านเข้าใจเกี่ยวกับการทำประกันภัยว่ามีความสำคัญอย่างมากในการบริหารความเสี่ยงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หากเกิดภัยธรรมชาติก็จะได้รับการเยียวยาในรูปแบบของค่าสินไหมทดแทน โดยเฉพาะนาข้าวที่ถูกน้ำท่วมจะได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,260 บาทต่อไร่ ดังนั้น จึงอยากให้ สำนักงาน คปภ. และ ผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัย ที่มาลงพื้นที่ในครั้งนี้ กลับมาให้ความรู้ด้านประกันภัยกับชาวบ้านอีก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จึงต้องการเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติในปีต่อๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี พรมพาณิชย์ ประธานชุมชนท่าบ้งมั่ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้บ้านเรือน สิ่งของเครื่องใช้ภายในครัวเรือนได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ สูญหายและล้มตายไปกับสายน้ำเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงอยากให้ สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยเข้ามาให้ความรู้ด้านประกันภัยกับชาวบ้าน เกี่ยวกับการทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ รวมทั้งการทำประกันภัยที่เกี่ยวกับภัยน้ำท่วม เนื่องจากชาวบ้านยังขาดความรู้ด้านประกันภัยในรูปแบบต่างๆ แต่ได้ตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดจากภัยธรรมชาติกันมากขึ้น ดังนั้น จึงขอขอบคุณ สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ที่นำเครื่องอุปโภคบริโภค มามอบให้ชาวบ้านในครั้งนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้สร้างความเสียหายให้ประชาชนเป็นวงกว้าง ซึ่งขณะนี้สถานการณ์น้ำลดเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ในช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่หน่วยงานภาครัฐเข้าฟื้นฟูบ้านเรือนให้กับประชาชน ในขณะที่ สำนักงาน คปภ. ได้เข้ามาดูแลในเรื่องการจ่ายค่าสินไหมทดแทนด้านประกันภัย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ทำประกันภัยเป็นอย่างมากที่จะได้นำเงินจากค่าสินไหม ไปฟื้นฟูบ้านเรือน รวมทั้งรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง จึงอยากให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญในการทำประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมีความรุนแรงและสร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการทำประกันภัยข้าวนาปี หากทำประกันภัยไว้ก็จะทำให้ประชาชนมีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัยจากภัยธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และในโอกาสนี้ต้องขอขอบคุณ สำนักงาน คปภ. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ที่ร่วมใจกันนำสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค มามอบให้กับพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล กล่าวด้วยว่า จากอุทกภัยครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างมาก สำนักงาน คปภ. ได้เร่งรัดให้บริษัทประกันภัยดำเนินการจ่ายค่าสินไหมแก่ผู้ประสบภัยทุกรายการเป็นการด่วน ส่วนความเสียหายในภาพรวมที่ได้ทำประกันภัยไว้นั้น ต้องรอเข้าสำรวจภัยภายหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเข้าสำรวจความเสียหายในบางพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว&amp;nbsp; ดังนั้น จึงฝากเตือนผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและได้จัดทำประกันภัยไว้ขอให้รีบตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการทำประกันภัยเท่าที่หาได้ เพื่อนำไปยื่นขอรับค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทที่รับประกันภัยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ระดมสรรพกำลังร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัยเพื่อรวบรวมเครื่องอุปโภค บริโภค ไปช่วยเหลือเยียวยาเป็นกำลังใจในครั้งนี้ ตลอดจนได้เร่งรัดเยียวยาด้านการประกันภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งจากภัยธรรมชาติและภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ ได้สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก ระบบประกันภัยจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนช่วยเยียวยา ความเดือดร้อนจากภัยเหล่านั้นได้&amp;nbsp; จึงขอให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและหันมาทำประกันภัยให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องมือรองรับความเสี่ยงภัยให้กับตนเองและครอบครัวในอนาคต หากมีข้อสงสัยให้สอบถามได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., ค่าสินไหมทดแทน, ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกันภัย, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, อุบลราชธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d987421d62ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2019 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. ระบุประกันคุ้มครอง..! กรณีรถตู้เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุชนรถกระบะดับ 2 ศพ พร้อมเร่งรัดการจ่ายสินไหมเพื่อเยียวยาความสูญเสียโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีรถตู้ของเจ้าคุณอลงกต เจ้าอาวาส วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี หมายเลขทะเบียน ฮบ 9830 กรุงเทพมหานคร ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บก 7145 ลพบุรี บริเวณถนนพหลโยธิน กม.179-180 หมู่ 3 ตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 1 ราย เหตุเกิด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 นั้น เบื้องต้นได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ บูรณาการร่วมกับ สำนักงาน คปภ. ภาค 4 (นครราชสีมา) ซึ่งกำกับดูแล สำนักงาน คปภ. จังหวัดลพบุรี ในฐานะเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบการทำประกันภัยพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้ประสบภัย ตลอดจนติดตามรายงานความเสียหายอย่างเร่งด่วนผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต เพื่อใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้รับรายงานจาก สำนักงาน คปภ. จังหวัดลพบุรี ว่า รถตู้หมายเลขทะเบียน ฮบ 9830 กรุงเทพมหานคร ที่ท่านเจ้าคุณอลงกต เจ้าอาวาส วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี โดยสารมานั้น ได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 0010406111042486 เริ่มคุ้มครอง วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 โดยให้ความคุ้มครองผู้ประสบภัยกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร จำนวน 300,000 บาทต่อหนึ่งคน กรณีความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย จำนวน 80,000 บาทต่อหนึ่งคน กรณีเข้ารักษาในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ในจะได้รับค่าชดเชยรายวัน จำนวน 200 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 20 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบพบว่ารถยนต์ตู้คันดังกล่าวทำประกันภัยรถภาคสมัครใจ ประเภท 1 ไว้กับ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 001010/6111/16031-5 เริ่มความคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 สิ้นสุดความคุ้มครอง 13 พฤศจิกายน 2562 โดยให้ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (ความเสียหายต่อชีวิต ร่ายกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. จำนวน 500,000 บาทต่อคน รวมแล้วไม่เกิน 10,000,000 บาทต่อครั้ง) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน จำนวน 2,500,000บาทต่อครั้ง สำหรับความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย (ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล) กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร ผู้ขับขี่ 1 คน จำนวน 100,000 บาท ผู้โดยสาร 11 คน จำนวน 100,000 บาทต่อคน ค่ารักษาพยาบาล จำนวน 100,000 บาทต่อคน การประกันตัวผู้ขับขี่ 200,000 บาทต่อครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บก 7145 ลพบุรี ได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 190044/M00790229001 เริ่มคุ้มครองวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 โดยเบื้องต้นตรวจสอบไม่พบข้อมูลการทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 1 ราย นั้น ได้สั่งการให้ประสานกับบริษัทประกันภัยดังกล่าวเพื่อเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้บาดเจ็บและทายาทผู้สูญเสียแล้ว โดยบริษัทประกันภัยได้ติดต่อกับทายาทของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายแล้ว และจะเร่งดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยโดยด่วนต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดทำเอกสารประกอบการจ่ายค่าสินไหมทดแทน สำหรับผู้บาดเจ็บ 1 ราย คือ ท่านเจ้าคุณอลงกต เจ้าอาวาส วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี โดยสำนักงาน คปภ. จังหวัดลพบุรี ได้แจ้งสิทธิค่ารักษาพยาบาลของผู้ประสบภัยให้กับโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ได้รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะได้เร่งติดตามให้มีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิดังกล่าวโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ในเบื้องต้นจากกรณีเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ผู้เสียชีวิตที่โดยสารมากับรถยนต์กระบะ จะได้รับเงินเยียวยาจากระบบประกันภัยจำนวน 300,000 บาท ส่วนผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ ที่เสียชีวิต จะได้รับการเยียวยาเบื้องต้นจำนวน 35,000 บาท เนื่องจากต้องรอผลคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ส่วนผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นผู้โดยสาร จะได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 80,000 บาท ตามสิทธิของประกันภัย (พ.ร.บ.) และค่ารักษาพยาบาลตามความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล (ประกันภัยภาคสมัครใจ) จำนวน 100,000 บาท นอกจากนี้ หากตรวจสอบพบภายหลังว่าผู้ประสบอุบัติเหตุมีการทำประกันภัยประเภทอื่นๆ เช่น กรมธรรม์ประกันชีวิต กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุประเภทอื่นๆ ก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามสัญญาประกันภัยที่ระบุไว้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกสถานที่ จึงควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงภัย และขอฝากเตือนประชาชน ควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเส้นทางการจราจรที่ไม่คุ้นเคย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น รวมทั้ง เตรียมสภาพร่างกายให้มีความพร้อมในระหว่างการใช้รถใช้ถนนและหมั่นตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนตรวจวันหมดอายุกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งควรทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและประกันชีวิตอื่นๆ ด้วย เพื่อที่ระบบประกันภัย จะได้เข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงและเยียวยาความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47247</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., ค่าสินไหมทดแทน, ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d95e49f597a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จำคุกเป็นร้อยปี แก๊งนกฮูกค้ากาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลสั่งจำคุกกว่าร้อยปี &amp;ldquo;เจ๊เมย์-เจ๊ฟ้า&amp;quot; คดีค้ากามแก๊งนกฮูกน้ำเพียงดิน ส่วน &amp;ldquo;ดาบยุทธ&amp;rdquo; เป็นข้าราชการบวกโทษสองเท่าโดน 320 ปี พรรคพวกที่เหลืออีก 5 คนเจอคุกเรียงตัวตั้งแต่ 8-36 ปี พร้อมชดใช้ค่าเสียหายกว่า 1.7 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 เมษายนนี้ ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี กรณีค้ากามแก๊งนกฮูก ที่บ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน หมายเลขดำ คม.42/2560 ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ 3 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปิยะวรรณ หรือเมย์ สุขมาก อายุ 27 ปี, น.ส.ปิยทัศน์ หรือฟ้า ภาพเทียนสุวรรณ อายุ 31 ปี, ด.ต.ยุทธชัย หรือดาบยุทธ ทองชาติ อายุ 43 ปี สังกัด สภ.น้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน กับพวกรวม 8 คนเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 283, 317, 319
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์-31 ธันวาคม 2557 พวกจำเลยได้ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปเพื่อการค้ามนุษย์ ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อค้าประเวณี โดยพราก น.ส.เปิ้ล (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ไปจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง เพื่อการค้าประเวณีเพื่อหากำไร และเพื่อการอนาจาร โดยจำเลยได้รับส่วนแบ่งค่านายหน้า บังคับให้ผู้เสียหายค้าประเวณี เหตุเกิดที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-3 จากเรือนจำมาศาล ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 5 คนที่ได้รับการประกันตัว คือนายมงคล หรือแป๊ะ เกียรติภัคดิพงศ์ อายุ 31 ปี, น.ส.ปัทมพร หรืออึง อิ่นแก้ว อายุ 32 ปี, น.ส.กนกวรรณ หรือละม่อม รัตนภักดี อายุ 23 ปี, น.ส.ขวัญหทัย หรือตั๊ก ฤกษ์อุดม อายุ 40 ปี และ น.ส.กัลยา หรือจอย วุฒิคุณ อายุ 41 ปี เดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้ง 8 กระทำความผิดตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการต้องระวางโทษ 2 เท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ การกระทำของจำเลยทั้ง 8 เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อรวมโทษแล้วพิพากษาให้จำคุก น.ส.ปิยะวรรณ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 167 ปี, น.ส.ปิยทัศน์ จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 176 ปี และ ด.ต.ยุทธชัย จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 320 ปี แต่ให้คงจำคุกจำเลยทั้งสามได้สูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เป็นจำคุกคนละ 50 ปี และให้จำคุกนายมงคล จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 19 ปี, น.ส.ปัทมพร จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 12 ปี, น.ส.กนกวรรณ จำเลยที่ 6 เป็นเวลา 8 ปี, น.ส.ขวัญหทัย จำเลยที่ 7 เป็นเวลา 32 ปี และ น.ส.กัลยา จำเลยที่ 8 เป็นเวลา 36 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 850,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 700,000 บาท ให้จำเลยที่ 4-6 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 20,000 บาท ให้จำเลยที่ 7 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 8 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 60,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 20,000 บาท และให้จำเลยทั้ง 8 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (19 ก.ค.2560) เป็นต้นไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7379</URL_LINK>
                <HASHTAG>การค้ามนุษย์, การอนาจาร, คดีค้ากามแก๊งนกฮูกน้ำเพียงดิน, ค่าสินไหมทดแทน, ค้าประเวณี, ฟ้า ภาพเทียนสุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, าบยุทธ ทองชาติ, เมย์ สุขมาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad74d1bee759.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
