<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีดีพี64เหลือ2.8 ลุ้นผลฉีดวัคซีน ฟื้นการท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; หั่นจีดีพีปี 64 เหลือ 2.8% ต่อปี หลังทนพิษโควิด-19 ไม่ไหว ท่องเที่ยวยังอ่วม บาทแข็งโป๊ก น้ำมันพุ่งกดดันหนัก ลุ้นวัคซีนแผลงฤทธิ์หนุนต่างชาติกลับมาท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีหลัง หวังอานิสงส์ &amp;ldquo;คนละครึ่ง-เราชนะ&amp;rdquo; ช่วยประคองเศรษฐกิจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มกราคม นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวดีขึ้นที่ระดับติดลบ 6.5% ต่อปี จากคาดการณ์เดิมที่ ติดลบ 7.7% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงรัฐบาลมีการผลักดันมาตรการฟื้นฟูแลเยียวยาออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การส่งออก ขยายตัวติดลบ 6.6% ดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักฟื้นตัวได้เร็วและดีกว่าที่คาด หลังจากหลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนการนำเข้า ติดลบ 12.5% การบริโภคภาคเอกชน ติดลบ 0.9% ต่อปี การลงทุนภาคเอกชน ติดลบ 8.9% ต่อปี ปรับตัวดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/2563 ยังมีทิศทางที่ขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2563 หลังจากเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าวขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ จึงเป็นแรงส่งสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวว่า สำหรับปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.8% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 2.3-3.3% ต่อปี ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.5% ต่อปี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในหลายประเทศ รวมถึงไทย ได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย การเดินทางระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตัวเลขจีดีพีปี 2564 ที่ปรับตัวลดลงจากประมาณการครั้งก่อนหน้าค่อนข้างมาก เนื่องจากในช่วงที่มีการประมาณการครั้งก่อนยังไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง ทำให้ยังเชื่อมั่นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังฟื้นตัวได้ โดยจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง และฐานะการคลังที่มีความมั่นคง มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ทำให้กระทรวงการคลังมีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป&amp;rdquo; นางสาวกุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 วงเงิน 2.25 หมื่นล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท และจะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1% ขณะที่โครงการเราชนะ วงเงิน 2.1 แสนล้านบาท จะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก 15 ประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวที่ 5.2% และแนวโน้มเงินบาทที่ปีนี้คาดว่าจะยังแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ระดับ 29.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 29.69-30.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้น 4.5% จากปี 2563 ซึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้าสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.25% ต่อเนื่องในปีนี้ รวมถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง ทำให้มีความสามารถรองรับความผันผวนของปัจจัยภายนอกได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะทรงตัวที่ระดับ 50.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 19.5% จากปีก่อน ตามความต้องการใช้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกจะเริ่มกลับมาได้ หลังจากมีการแจกจ่ายวัคซีนและสต๊อกน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างประเทศในปี 2564 ลดลงมาอยู่ที่ 5 ล้านคน ลดลง 25.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 8 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท ลดลง 22.1% เนื่องจากเป็นการประเมินตั้งแต่ยังไม่ได้เกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ทั้งในไทยที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และในหลายประเทศทั่วโลก คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ปี 2563 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่ที่ 6.7 ล้านคน ลดลง 83.2% รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ อยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท ลดลง 82.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การเบิกจ่ายเงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ปัจจุบันมีการอนุมัติวงเงินไปแล้ว 7.11 แสนล้านบาท คิดเป็น 71.2% และมีการเบิกจ่ายแล้ว 3.71 แสนล้านบาท คิดเป็น 52.1% ประเมินว่าในปีงบประมาณ 2564 จะมีเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ 5.07 แสนล้านบาท จากปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 2565 จะมีการเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีก 1.4 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดเศรษฐกิจไทย (GDDP) ปีนี้จะเติบโต 3.1% โดยมองว่าการเริ่มให้มีการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 น่าสนใจ เนื่องจากคาดว่าภาครัฐจะสามารถฉีดวัคซีนได้ 50% ของจำนวนประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งจะเริ่มฉีดได้ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ และอาจจะมีจำนวนผู้ฉีดวัคซีนมากกว่าที่ภาครัฐบาลคาดการณ์ไว้ หากประชาชนบางส่วนเข้ารับการฉีดวัคซีนผ่านโรงพยาบาลเอกชน โดยมองว่าวัคซีนจะช่วยทุกๆ อย่างปรับตัวดีขึ้น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91336</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ค่าเงินบาทแข็ง, จีดีพีปี 64, บาทแข็ง, ฟื้นการท่องเที่ยว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_6012c0e1718d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติชี้เงินดอลล์อ่อนค่าหนักดันบาทแข็ง3.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค. 2563 นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากข่าวความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนและทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. เงินดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วประมาณ 3.5% ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ทำให้สกุลเงินภูมิภาคหลายประเทศปรับแข็งค่าขึ้นมาก อาทิ เงินหยวนแตะระดับแข็งค่าในรอบ 2 ปีครึ่ง เงินวอนเกาหลีใต้และเงินดอลลาร์สิงคโปร์แตะระดับแข็งค่าในรอบ 3 ปี เงินดอลลาร์ไต้หวันแตะระดับแข็งค่าในรอบ 23 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เงินบาทก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเช่นเดียวกัน โดยตั้งแต่เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.5% เทียบกับเงินวอนเกาหลีใต้ที่ 4.5% และเงินรูเปียห์อินโดนีเซียที่ 3.9% &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับต้นปี เงินบาทยังอ่อนค่าอยู่เล็กน้อย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและได้เข้าดูแลเพื่อชะลอความผันผวนที่จะกระทบต่อการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจจริง รวมถึงจะติดตามสถานการณ์ในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86424</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าเงินบาทแข็ง, ธปท., วชิรา อารมย์ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd0b1d16c8e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2019 01:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.ตรึงดอกเบี้ยหั่นจีดีพี ‘ชิมช้อปใช้’หวยหมดสิทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนง.ยืนดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% แต่หั่นจีดีพีแค่ 2.8% จาก 3.3% พร้อมประเมินส่งออกติดลบ 1% จากเดิม 0% เหตุสงครามการค้า-ค่าเงินบาทแข็งโป๊ก &amp;ldquo;ชิมช้อปใช้&amp;rdquo; ยังติดลมบน หวังดึงร้านส้มตำ-ข้าวเหนียวหมูปิ้งเข้าร่วม แต่ร้านขายหวย-วินมอ&amp;rsquo;ไซค์แห้ว เหตุมอมเมาไม่ตรงเป้าโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธ นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ กนง. ว่าที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% ต่อปี พร้อมทั้งได้ปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้เหลือ 2.8% จากเดิม 3.3% และปรับลดจีดีพีในปี 2563 เหลือ 3.3% &amp;nbsp;จากเดิม 3.7% ซึ่งสาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัวลงมาจากการส่งออกสินค้าที่หดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลง รวมถึงสภาวะการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผลกระทบสงครามการค้าเริ่มส่งผลต่อภาคการส่งออกไทยมากขึ้น ทำให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัว -1% จากเดิม 0% และในปี 2563 คาดว่าส่งออกจะขยายตัว 1.7% จากเดิม 4.3% ส่วนการนำเข้าในปีนี้คาดว่าจะขยายตัว -3.6% จากเดิม -0.3% และในปี 2563 คาดว่านำเข้าขยายตัว 3.5% จาก 4.8%&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์ระบุว่า การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ลดลง กนง.ได้รวมปัจจัยเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น มาตรการชิมช้อปใช้ไปแล้ว ซึ่งหากไม่มีการออกมาตรการดังกล่าว จีดีพีก็มีแนวโน้มจะลดลงกว่านี้อีก รวมทั้งได้รวมปัจจัยการจัดทำงบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า โดยคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ต้นปีหน้า ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก และแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ในขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;
นายทิตนันทิ์ยอมรับว่า กนง.ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในภาวะที่ความเสี่ยงด้านต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินทุนในหุ้นและพันธบัตรยังไหลออกสุทธิ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กนง.จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบของสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์กล่าว
วันเดียวกัน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงโครงการชิมช้อปใช้ว่า ประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของทุกวันติดต่อกัน 3 วันจนเต็มโควตาอย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่าได้เปิดให้ร้านค้าเข้ามาร่วมมาตรการหลากหลายเพื่อรองรับการใช้จ่ายเงิน แต่พยายามดูแลร้านค้าไม่ให้มีจำหน่ายสุราหรือลอตเตอรี่ รวมไปถึงสินค้ามอมเมา เพื่อเน้นการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเช่นกันว่า ประชาชนลงทะเบียนหนาแน่นมาก หมดโควตาเร็วขึ้นทุกวัน ซึ่งกระทรวงหวังมากจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี ทำให้จีดีพีขยับขึ้นได้อีก 0.2% และหากเงินหมุนไปหลายรอบ ยิ่งทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบมากขึ้นในไตรมาสสุดท้ายปลายปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ร้านค้าทยอยเข้าร่วมโครงการเพิ่มต่อเนื่อง ร้านใดไม่เข้าโครงการชิมช้อปใช้ถือว่าตกยุค จึงอยากเชิญชวนร้านค้ารายย่อยริมทาง เช่น ส้มตำ ข้าวเหนียวหมูปิ้งมาเข้ามาร่วมโครงการให้มากขึ้น เพราะสินค้าเหล่านี้ ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่นักท่องเที่ยวซื้ออาหารหรือร้านทั่วไป&amp;rdquo; นายประสงค์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการชิมช้อปใช้ ผ่าน w ww.ชิมช้อปใช้.com ในวันที่ 3 พบว่ายอดผู้ลงทะเบียนเต็ม 1 ล้านคน ตั้งแต่เวลา 06.18 น. เร็วขึ้นจากวันแรกที่ลงทะเบียนครบ 1 ล้านคน เวลา 13.44 น. และวันที่ 2 ที่เวลา 08.11 น. โดยคาดว่ายอดผู้เข้าลงทะเบียนจะครบ 10 ล้านคน ก่อนวันที่ 15 พ.ย.2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับลงทะเบียน
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำรายชื่อร้านค้าที่เข้ามาตรการชิมช้อปใช้ที่จำหน่ายเฉพาะสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ ไม่ให้สามารถใช้สิทธิ์ได้ เพราะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ส่วนร้านค้าที่เป็นร้านโชห่วย มีสินค้าขายหลากหลายประเภท เช่น อุปกรณ์สื่อสารนั้น หากมีการไปตัดสิทธิ์ก็อาจจะไม่ยุติธรรมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังได้ทยอยส่งเอสเอ็มเอสเพื่อยืนยันการได้รับสิทธิแก่ผู้ลงทะเบียนชิมช้อปใช้แล้ว โดยพบว่ามีคนถูกตัดสิทธิ์หลายหมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหากรอกข้อมูลรายละเอียดส่วนตัวไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับข้อมูลกรมการปกครอง และบางรายก็เลือกจังหวัดท่องเที่ยวตรงกับที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งกระทรวงจะนำสิทธิที่ตัดไปเพิ่มให้กับในวันต่อไป&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า หลังกรมบัญชีกลางได้เปิดให้ผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการชิมช้อปใช้ ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.-20 ก.ย.2562 มีร้านค้าสมัครเข้าร่วมกว่า 70,000 ร้านค้า แต่ยังมีข้อมูลร้านค้าจำนวนมากที่อยู่ระหว่างบันทึกเข้าสู่ระบบ รวมทั้งมีร้านค้าที่สมัครไม่ทันและต้องการสมัครเข้าร่วมมาตรการเพิ่มเติม กรมบัญชีกลางจึงได้ประสานกับธนาคารกรุงไทยขยายเวลารับลงทะเบียนออกไปถึงวันที่ 15 ต.ค. และคาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมมาตรการไม่น้อยกว่า 80,000 ร้านค้า สำหรับร้านค้าทั่วไปที่สนใจสามารถติดต่อสมัครด้วยตนเองตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ต.ค. ที่กรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัดทั้ง 76 แห่งทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมที่ call center กรมบัญชีกลาง 0-2270-6400 กด 7 ในวันและเวลาราชการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ย้ำว่า การขยายเวลาลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าในครั้งนี้ กรมยังคงตรวจสอบข้อมูลและคัดกรองร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนด โดยร้านลอตเตอรี่และวินมอเตอร์ไซค์ไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ ซึ่งกรมได้ตรวจสอบแล้วพบว่ามีร้านค้าลอตเตอรี่ลงทะเบียนจำนวนกว่า 70 ร้าน และได้ยกเลิกร้านค้าลอตเตอรี่ทั้งหมดออกจากระบบการลงทะเบียนแล้ว ซึ่งประชาชนที่ได้สิทธิตามมาตรการจะไม่สามารถใช้วงเงิน 1,000 บาทกับร้านค้าลอตเตอรี่ได้ สำหรับร้านค้าอื่นๆ ที่ได้ลงทะเบียนและปักหมุดในระบบเรียบร้อยแล้ว ขอความร่วมมือจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นการส่งเสริมอบายมุขและควรเป็นสินค้าที่มีความเหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ของมาตรการ ส่วนประชาชนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิสามารถเข้าไปตรวจสอบและค้นหาตำแหน่งพิกัดของสถานประกอบการร้านค้าได้ทาง App เป๋าตัง และเว็บไซต์ w ww.ktb.co.th
น.ส.วิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การตัดชื่อร้านขายสลากออกจากโครงการชิมช้อปใช้ ในทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้ทันที แต่ต้องอธิบายให้ผู้ได้สิทธิ์เข้าใจว่าทำไมถึงถูกตัดสิทธิ์ เพื่อไม่ให้เสียความรู้สึก ซึ่งได้ประชุมเจ้าหน้ากรมบัญชีกลางทางวิดีโอทางไกลทั่วประเทศ เพื่อลงไปทำความเข้าใจกับผู้ขายสลากก่อนที่จะตัดชื่อออกจากระบบแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46645</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ค่าเงินบาทแข็ง, จีดีพี, ชิมช้อปใช้, สงครามการค้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190925/image_big_5d8b7597b3e47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.หวั่นเศรษฐกิจยิ่งทรุดบาทแข็ง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2562 นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ส.อ.ท.มีความกังวลหลายปัจจัยที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะภาวะค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงแข็งค่าเฉลี่ย 3.40-3.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯซึ่งยังคงมีทิศทางแข็งค่ามากสุดในภูมิภาค และยังคงต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) 17 -18 ก.ย.หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงก็จะกดดันให้เงินบาทของไทยยังคงแข็งค่าได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นจากต้นปีเฉลี่ย 6% &amp;nbsp;โดยเมื่อ 12 ก.ย.บาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 6 ปีอยู่ที่ 30.39 บาทต่อเหรียญสหรัฐแม้ต่อมาจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยแต่บาทไทยก็ยังคงแข็งค่ากว่าภูมิภาคทั้งเวียดนาม เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฯลฯ ซึ่งยังคงคาดหวังว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะดูแลใกล้ชิดเพื่อไม่ให้บาทไทยแข็งค่าเกินไปเพราะจะบั่นทอนขีดความสามารถการส่งออกให้ลดต่ำลงซึ่งขณะนี้ภาคส่งออกส่วนหนึ่งก็ต้องเผชิญสงครามการค้าอยู่แล้ว&amp;rdquo;นายเกรียงไกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้นเชื่อว่ามีแนวโน้มที่ต้องปรับลดลงตามเช่นกันเพราะหากสูงเกินก็จะทำให้เงินทุนไหลเข้ามาทำกำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ยไทยที่สูงซึ่งจะกดดันบาทให้แข็งค่า ซึ่งที่ผ่านมาไม่เพียงกระทบส่งออกแต่ยังคงกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตการส่งออกปี 2562 ไว้ที่ติดลบ 1% ถึงโต 1% และเศรษฐกิจโต 2.9-3.3% ซึ่งหากดูหลายปัจจัยแล้วก็ยอมรับว่ามีแนวโน้มอาจลดต่ำกว่านี้ได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกส.อ.ท.สนับสนุนให้รัฐขยายตลาดด้วยการเร่งลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA)กับประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ FTA ไทย-อียู ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่มากโดยที่ผ่านมาการดำเนินงานต้องล่าช้ามาพอสมควรแล้ว รวมถึงการเจรจาเพื่อสรุปแนวทางคความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์เซ็ป) ซึ่งทั้งหมดจะทำให้การส่งออกของไทยมีโอกาสในการทำตลาดใหม่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามอีกปัจจัยหนึ่งที่แม้ระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนนักแต่ระยะยาวมีความน่าเป็นห่วงคือ กรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ที่ระดับ 13 ล้านล้านบาท โดยหนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และอันดับ 11 ของโลก จาก 74 ประเทศ เพราะระยะยาวอาจกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศให้ลดต่ำลงต่อเนื่องได้เนื่องจากรายได้ที่มีอยู่ต้องถูกนำไปชำระหนี้เป็นส่วนใหญ่ที่สุดจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงเห็น ธปท.ต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลและป้องกัน โดยเฉพาะบัตรเครดิตที่ควรจะมีเกณฑ์การดูแลไม่ให้เกิดการใช้จ่ายง่ายเกินไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45838</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าเงินบาทแข็ง, หนี้ครัวเรือน, เกรียงไกร เธียรนุกูล, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d36ae56a102f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.ผวาเงินบาทแข็งโป๊ก คลังชงครม.ตรึงแวต7%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กกร.ผวา &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; แข็งหนักผสมเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน หวั่นกระทบส่งออก-จีดีพีหด &amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo;ชงอุตตมขยายเวลาแวต 7% ต่อไปอีก หากปรับขึ้นซ้ำเติมปัญหาปากท้อง &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; บี้ รสก.เร่งลงทุนนำเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาน กกร.แถลงว่า กกร.เป็นห่วงอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปีนี้อาจต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2.9-3.3% เพราะขาดปัจจัยหนุน และมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทั้งสงครามการค้า, เบร็กซิต และค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นอีกหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของการส่งออก ที่ขณะนี้คาดอยู่ในช่วงติดลบ 1% ถึงขยายตัว 1% รวมทั้งจะกระทบต่อการท่องเที่ยวและการดึงดูดการลงทุนของไทย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;อยากให้ทางการออกมาตรการเพื่อดูแลการแข็งค่าของเงินบาทโดยเร็ว ส่วนการใช้จ่ายภายในประเทศก็ถูกกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด ซึ่ง กกร.จะติดตามและทบทวนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนตุลาคมนี้&amp;rdquo; นายปรีดากล่าว และว่า ต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช้อป ใช้ รวมถึงมาตรการประกันรายได้สินค้าเกษตรสำคัญๆ อาจมีแรงบวกที่จะสามารถชดเชยผลกระทบเพียงใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้จะเข้าหารือกับนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอให้ขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.2562 ออกไปอีก ส่วนจะขยายไป 1 หรือ 2 ปี ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายนโยบาย ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยตอนนี้ชะลอตัวมาก ไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นภาษีแวตเป็น 10% กรมจึงเสนอให้ขยายเวลาการลดภาษีแวตเหลือ 7% เหมือนเดิมไปก่อน&amp;quot; นายเอกนิติกล่าว และว่า การปฏิรูปภาษีสรรพากร และการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 10% ตามนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลนั้น ขณะนี้ รมว.การคลังได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ที่มีนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ประชุมนัดแรกไปแล้วเพื่อกำหนดแนวทางการศึกษาปฏิรูปภาษีว่าควรทำอย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอุตตมกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกผันผวน โดยยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ถดถอย เพียงแค่เติบโตช้าลงเท่านั้น จึงต้องการความช่วยเหลือจากรัฐวิสาหกิจในการช่วยขยับแผนลงทุนให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบว่าในภาวะเช่นนี้ การลงทุนของรัฐบาลยังเป็นไปตามแผน ซึ่งที่ผ่านมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้สั่งการให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งเร่งการลงทุน โดยกระทรวงการคลังได้ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ติดตาม และเชิญรัฐวิสาหกิจแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อหารือเรื่องการลงทุน แก้ปัญหาที่ติดขัด เพื่อให้การลงทุนเร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐวิสาหกิจจะมองเรื่องการลงทุนระยะยาวอย่างเดียวไม่ได้ ในภาวะเศรษฐกิจชะลอก็ต้องช่วยลงทุนให้เร็วขึ้น เพื่อเป็นกลไกให้การเติบโตเศรษฐกิจไทยมีความสมดุล การเร่งลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนี้ ดังนั้นรัฐวิสาหกิจจะชะลอการลงทุนเหมือนภาคเอกชนไม่ได้&amp;rdquo;นายอุตตมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังย้ำว่า เป็นหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจต้องเดินหน้าลงทุนตามแผน เพื่อคลายความกังวลให้ภาคเอกชนว่ารัฐยังเดินหน้าลงทุนอยู่ เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้ถดถอย แต่โตช้าลง รัฐวิสาหกิจต้องช่วยประคองไว้ โดยรัฐวิสาหกิจต้องประชาสัมพันธ์ให้นักลงทุนรู้ว่ามีแผนลงทุนอะไรที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อดำเนินการได้เร็วขึ้น ส่วนการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจนั้น กระทรวงการคลังมีผู้แทนกรรมการในรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ซึ่งได้ขอให้ทำงานอย่างเข้มข้น ให้ใช้บทบาทนี้ให้เต็มที่ในการช่วยขับเคลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เร็วขึ้น ให้มีการลงทุนตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะเป็นกระดูกสันหลังของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า จะเรียกกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพต่อการลงทุน เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), &amp;nbsp; บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทลูกของ ปตท. รวมถึงกลุ่มการไฟฟ้าเข้ามาพูดคุยถึงแผนงานการลงทุนในปีนี้ และปีหน้าเป็นรายบริษัท โดยเร่งการใช้งบให้เร็วขึ้น รวมถึงการเร่งลงทุนในประเทศเพิ่ม เพราะปีหน้ามีการลงทุนใหญ่ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง และมีงบลงทุนมากกว่าปีงบประมาณ 2562&amp;nbsp;
นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า สคร.กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนลงทุนรัฐวิสาหกิจปีนี้ทั้ง 45 แห่งให้ได้ตามเป้าหมาย 3.4 แสนล้านบาท และจะผลักดันแผนการลงทุนรัฐวิสาหกิจปีหน้าให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเบื้องต้นรัฐวิสาหกิจได้ทำกรอบแผนการลงทุนไว้แล้วสูงกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ยังต้องสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาอนุมัติแผนอยู่ แต่มั่นใจว่าปีหน้าจะมีการลงทุนมากกว่าปีนี้แน่นอน เพราะต้องใช้รัฐวิสาหกิจในการขับเคลื่อนและลงทุนเพื่อดูแลเศรษฐกิจประเทศตามนโยบายรัฐ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45033</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., ค่าเงินบาทแข็ง, สรรพากร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ, เงินบาทแข็ง, แวต 7%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190904/image_big_5d6fca58d6b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แบงก์ชาติ” แจงลดดอกเบี้ยแก้บาทแข็งไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค. 2562 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางอ่อนค่าลง ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด จนเป็นผลทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้น ส่วนใหญ่ไหลเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์แบบกระจุกตัวในบางช่วงทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวน

ทั้งนี้ ธปท.&amp;nbsp;มีความกังวลและเข้าดูแลสถานการณ์เงินบาทอย่างใกล้ชิด แต่ก็เป็นห่วงหากกรณีที่ประเทศไทยจะถูกจับตาว่าเป็นประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงิน

&amp;quot;อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ส่งผลมากนักกับการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง&amp;quot;&amp;nbsp;นายวิรไท กล่าว

ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;1.75%&amp;nbsp;ซึ่งการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)&amp;nbsp;ล่าสุด ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีการปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้เหลือ&amp;nbsp;3.3%&amp;nbsp;ขณะที่การส่งออก คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ&amp;nbsp;0%

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.&amp;nbsp;ได้ปรับปรุงมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังต้องรอประเมินผลว่ามาตรการที่ออกมาแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ธปท.&amp;nbsp;ยืนยันว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวมไม่ได้ลดลง และมีบางจุดที่มีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนมีพฤติกรรมลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และการออกกฎหมายความคุมสหกรณ์ออมทรัพย์ล่าช้า
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41212</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าบาทผันผวน, ค่าเงินบาทแข็ง, ดร.วิรไท สันติประภพ, ลดดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a6d520c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แบงก์ชาติ” แก้เกมส่งมาตรการสกัดบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค. 62 - นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดการเงินโลกปัจจุบันมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศคู่ค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับมายังกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีกครั้ง &amp;nbsp;ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการถือครองเงินบาทและลงทุนในหลักทรัพย์ไทยมากขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งบางส่วนอาจใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และมีความกังวลกับค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งค่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค จนอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อลดทอนช่องทางในการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การปรับหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ในส่วนของยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident : NR) ทั้ง Non-resident Baht Account for Securities (NRBS) และบัญชี Non-resident Baht Account (NRBA) ให้เข้มขึ้น โดยบัญชี NRBS คือบัญชีเงินบาทของ Non-resident (NR) ที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในประเทศไทยเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงิน และบัญชี NRBA คือบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ทั่วไป เช่น การชำระค่าสินค้าและบริการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี บัญชีเงินบาทข้างต้นในบางครั้งถูกใช้เป็นช่องทางพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพื่อลดช่องทางดังกล่าว ธปท. จึงปรับเกณฑ์ยอดคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชี NRBS และ NRBA ให้ลดลง จากเดิมกำหนดไว้ที่ 300 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาทต่อราย NR ต่อประเภทบัญชี โดยกำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีบัญชีที่มียอดคงค้างเกินกว่า 200 ล้านบาท ให้สถาบันการเงินดำเนินการให้ NR เจ้าของบัญชีปรับลดยอดคงค้างภายในกำหนดเวลาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ NR ซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงินและไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ที่มีการค้าการลงทุนกับคู่ค้าในประเทศไทยและมีการชำระหรือรับชำระกับคู่ค้าเป็นสกุลบาท สามารถยื่นขออนุญาต ธปท. เพื่อขอผ่อนผันยอดคงค้างในบัญชี NRBA ได้เป็นรายกรณี โดย ธปท. จะพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การยกระดับการรายงานข้อมูลการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติให้ลึกขึ้นถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owners) เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นที่พักเงินระยะสั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและกำหนดนโยบายหรือมาตรการเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดการรายงานข้อมูลเดือน ก.ค. 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท. จะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เตรียมไว้เพิ่มเติม หากยังพบพฤติกรรมการเก็งกำไรค่าเงินบาทในระยะต่อไป&amp;rdquo; นางสาววชิรา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40772</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าเงินบาท, ค่าเงินบาทแข็ง, ธปท., วชิรา อารมย์ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d2807d8344bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
