<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บัญชีกลางจ่อชงครม.โยกเงินค่าขึ้นรถไฟกับบขส. ในบัตรคนจนพื้นที่กทม.-ปริมณฑล มาเป็นค่าขึ้นรถไฟฟ้าแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัญชีกลางจ่อชงครม.โยกเงินค่าขึ้นรถไฟกับบขส. ในบัตรคนจน มาเป็นค่าขึ้นรถไฟฟ้าแทน &amp;nbsp;เผยยอดใช้บัตรคนจนเดินทาง8 เดือนแรกทะลุ 200 ล้านบาทพร้อมให้บริการกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีน้ำเงิน 20 ก.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการพัฒนาระบบตั๋วร่วมเพื่อรองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยว่า ในปัจจุบันมีประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้เดินทางในระบบรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง จำนวน 1.3 ล้านใบ ในเขต 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ซึ่งเป็นบัตรแบบ 2 ชิปการ์ด โดยจะมีสัญลักษณ์แมงมุมบริเวณมุมขวาล่างด้านหลังบัตร ทั้งนี้ ภายในบัตรดังกล่าวจะมีวงเงินที่สามารถใช้กับรถไฟฟ้า MRT และเป็นวงเงินเดียวกับใช้บริการรถเมล์ ขสมก. จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้ร่วมกับรถเมล์ ขสมก. ภายในเดือน ต.ค.นี้นั้น กรมบัญชีกลาง จะมีการพิจารณาประเมินนำวงเงินในการใช้รถไฟ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ( รฟท.)จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน และรถโดยสารประจำทางของบริษัท ขนส่ง จำกัด &amp;nbsp;(บขส.)จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน &amp;nbsp;เพิ่มวงเงินในส่วนของการใช้กับรถไฟฟ้า MRT เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ขณะเดียวกันยังมีแผนที่จะให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้ร่วมกับเรือโดยสารได้ด้วยในอนาคต ซึ่งจะต้องมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ก่อนนำเสนอไปให้คณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;(ครม.)พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในส่วนของการใช้บัตรกับรถไฟฟ้า MRT วงเงิน 500 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น หากมีการใช้เกินจากวงเงินที่รัฐบาลให้ จะสามารถติดลบได้ 1 ครั้ง และจะถูกหักยอดติดลบในวงเงินของเดือนถัดไป ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดของผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการเดินทางโดยรถไฟ รฟท. เฉลี่ยวงเงิน 20 ล้านบาทต่อเดือน และรถ บขส. 5 ล้านบาทต่อเดือน ส่งผลให้ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาผู้ใช้บัตรผู้มีรายได้น้อยจ่ายค่าเดินทางแล้ว200ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมามีผู้ใช้บัตรฯกับรถไฟ 30 ล้านบาท และรถ บขส. 6 ล้านบาท
นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาส ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) กล่าวว่าทาง รฟม.จะมีการดำเนินการในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและรถไฟฟ้าสายสีม่วงโดยจะมีการจัดจ้าง BEM ดำเนินการในการปรับอ่านบัตร Europay, MasterCard และ Visa (EMV) ให้สามารถอ่านได้ทั้งบัตรแมงมุมและบัตร EMV ซึ่งจะใช้งบลงทุนในการดำเนินการประมาณ 500 ล้านบาท ในส่วนของธนาคารกรุงไทยก็จะต้องไปดำเนินการจัดทำระบบการชำระดุล สำหรับขณะนี้มีการแจกบัตรแมงมุมไปแล้วจำนวน 140,000 ใบ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 50,000 จะมีการนำไปแจกในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ที่จะมีการเปิดตัวการใช้บริการบัตรแมงมุมร่วมกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์ และรถเมล์ ขสมก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนของกรณีของรถไฟฟ้า BTS ที่ขณะนี้ยังไม่เข้าร่วมโครงการตั๋วร่วมนั้นก็เข้าใจว่าทาง BTS มองว่าน่าจะรอปรับปรุงหัวอ่านครั้งเดียวตอนปรับเป็นหัวอ่านบัตร EMV เพราะทาง BTS ก็มีผู้ถือบัตร Rabbit อยู่แล้วถ้าเป็นช่วงระยะเวลาสั้นในการเปลี่ยนระบบหลายครั้งเกรงว่าผู้ถือบัตรจะสับสนจึงน่าจะรอเปลี่ยนครั้งเดียวคือเดือนธันวา 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประเภทที่มี 2 ชิปการ์ด (มีสัญลักษณ์แมงมุมด้านหลังบัตร) ต้องนำบัตรฯ มาขึ้นทะเบียนก่อนจึงจะสามารถใช้เดินทางในระบบรถไฟฟ้า MRT ได้ โดยได้จัดเตรียมจุดให้บริการขึ้นทะเบียนบัตรฯ ไว้ภายในสถานีรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงและสายสีน้ำเงิน ทุกสถานี ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 61 ถึง วันที่ 30 กันยายน 61 ระหว่างเวลา 11.00 - 20.00 น. และบัตรฯ ที่ขึ้นทะเบียนแล้วนี้ จะเริ่มใช้เดินทางในระบบรถไฟฟ้า MRT ได้ ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 61 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12777</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ารถไฟฟ้า, ค่าเดินทาง, บัญชีกลาง, บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, บัตรแมงมุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180119/image_big_5a61ba949850e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแล้ว นักวิชาการหนุนแท็กซี่ขึ้นราคา 10% แถมรถติดคิดเงินเพิ่ม ติดมากจ่ายเพิ่มอีก 10 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการแนะปรับขึ้นค่าแท็กซี่ 10% เพิ่มค่ารถติด พ่วงระบบตัดแต้มแท็กซี่การันตีคุณภาพบริการที่ดีขึ้นสมกับราคา เผยรายได้คนขับต่อวันน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ค่าแท็กซี่ไทยติดอันดับถูกสุดในโลก-อาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการชำนาญการขนส่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) เปิดเผยว่าจากผลวิจัยการปรับโครงสร้างค่าโดยสารรถแท็กซี่พบว่าการปรับค่าโดยสารต้องมาพร้อมคุณภาพบริการที่ดีขึ้น จากผลสำรวจพบว่าผู้ขับขี่แท็กซี่ในปัจจุบันมีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำหรืออยู่ที่ราว 200-300 ต่อวัน สำหรับตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1,400 บาทขณะที่รายจ่ายสูงถึง 1,100 บาท ส่งผลให้คุณภาพบริการาะท้อนตามต้นทุนที่ถูกจำกัดกรอบไว้ ดังนั้นTDRI จึงมองว่าควรปรับขึ้นราคาราว 10% ให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันและต้นทุนของผู้ขับขี่ซึ่งควรมีรายได้เฉลี่ยต่อวันที่ 1,600-1,800 บาท หรือราว 400-500 บาทหลังหักต้นทุนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธกล่าวต่อว่าสำหรับการปรับราคาค่าโดยสารใหม่นั้นจะนำมากกว่า 1 แนวทางให้ขบ.พิจารณาแต่ในภาพรวมแล้วจะเพิ่มขึ้นมา 10% โดยแยกค่าใช้จ่ายเป็นสองส่วน 1.ค่าโดยสารตามระยะทาง 2.ค่ารถติด 50 สตางค์ต่อกม. จากเดิมที่คิดค่าโดยสารตามระยะทางและความเร็วของยานพาหนะที่ไม่เป็นไปตามจริงหากรถติด ส่งผลให้เกิดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร ดังนั้นแนวทางใหม่จะคิดราคาตามเวลาที่เดินทางจริงร่วมกับเวลารถติด ตัวอย่างเช่นใข้บริการแท็กซี่ระยะทาง 5 กม. มีค่าโดยสารตามระยะทาง 50 บาท ทว่าช่วงดังกล่าวมีปัญหารถติดเสียเวลาเดินทางมากกว่าเวลาปกติ 20 นาที ก็อาจจะคิดเพิ่มไปอีกนาทีละ 10 บาท ทำให้ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าโดยสารทั้งหมด 60 บาท เป็นต้น ดังนั้นจึงพบว่าอัตราค่าโดยสารใหม่ในพื้นที่รถไม่ติดราคาจะเพิ่มขึ้นื3-4% ส่วนพื้นที่รถติดค่าโดยสาาจะเพิ่มขึ้นราว 9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการเปรียบเทียบค่าโดยสารรถแท็กซี่ทั่วโลกพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ค่าโดยสาร ต่อ 5 กม.ต่ำสุดในโลกอยู่ที่ราว 66.5 บาท ขณะที่ประเทศจีนอยู่ที่ 154 บาท ญี่ปุ่น 255 บาท แอฟริกาใต้ 220 บาท อังกฤษ 353 บาทและสหรัฐอเมริกา 409 บาท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองหลักในอาเซียนพบว่า เมืองหลวงสิงคโปร์ค่าโดยสารสูงกว่า 146% เมืองกัวลาลัมเปอร์สูงกว่า 35% เมืองมะนิลาสูงกว่า 10.5% และฮ่องกงสูงกว่า 286% โดยสาเหตุนั้นมาจากประเทศไทยยังไม่มีการคำนวณค่าโดยสารในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวันและค่าธรรมเนียมนอกเหนือจากปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธกล่าวอีกว่าการปรับขึ้นราคาต้องมาพร้อมกับแนวทางกำกับดูแลเข้มข้นขึ้นโดยจะเสนอให้ขบ.ออกมาตรการตัดแต้มแท็กซี่จากคะแนนเต็มที่ 100 คะแนน โดยมีข้อระวางโทษแบ่งเป็น ตัด 3 แต้มเมื่อพูดจาหยาบคาย กริยาไม่สุภาพ ตัด 5 แต้มเมื่อทิ้งผู้โดยสารกลางทาง พูดจาลามกและใช้ใบอนุญาตผู้อื่น ตัด 6 แต้มเมื่อปฏิเสธผู้โดยสาร ตัด 12 แต้มเมื่อไม่กดมิเตอร์หรือเหมาเที่ยว และตัด 21 เมื่อผู้ขับไม่มีใบอนุญาตและใช้รถไม่จดทะเบียนตามเงื่อนไข ส่วนด้านโทษนั้นกำหนดดังนี้ 1-5 แต้มยังไม่พักใบอนุญาต 6-10 แต้มพักใบสองสัปดาห์ 11-15 แต้มพักใบสี่สัปดาห์ 16-20 แต้มพักใบแปดสัปดาห์และ 21 แต้มขึ้นไปสั่งเพิกถอนใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายจงรักษ์ กิจสำราญกุล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)กล่าวว่าบริการแท็กซี่ในปัจจุบันนั้นมีรูปแบบหลากหลายเช่นเดียวกันกับราคาที่แตกต่าง ดังนั้นหากจะปรับขึ้นราคาต้องทำให้แน่ใจว่าบริการจะดีขึ้นด้วย โดยในขั้นตอนการออกกฎหมายขนส่งใหม่นั้นจะเพิ่มโทษการเอาผิดผู้ประกอบการอย่างอู่แท็กซี่และสหกรณ์ด้วยหากผู้ขับขี่กระทำผิด ซึ่งโทษหนักสุดคือการเพิกถอนใบอนุญาตหากกระทำผิดซ้ำซาก อย่างไรก็ตามคาดว่าผลศึกษาโครงสร้างราคาใหม่จะแล้วเสร็จภายใน ก.ค.นี้จากนั้นจะเสนอเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาและกระทรวงคมนาคมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าไม่มีการปรับค่าแท็กซี่มานานแล้วทำให้บริการไม่มีศักภาพที่ดีของคนขับส่วนหนึ่งมาจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต้นทุนสูงทำให้แท็กซี่ต้องปฎิเสธผู้โดยสารเพราะไม่คุ้มต่อต้นทุน ดังนั้นหากจะปรับเพิ่มขึ้นต้องมากกว่า 10% ขึ้นไปให้ผู้ขับขี่อยู่ได้ หรืออยู่ที่ราววันละ 2,200 บาทขึ้นไปจากปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,000 บาทในการทำงาน 12-13 ชั่วโมง โดยมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) สูงถึง 1,600-1,700 บาทต่อวัน อีกทั้งรัฐบาลยังไม่รักษาสัญญาว่าจะดำเนินการปรับค่าโดยสาร (มิเตอร์)เพิ่มขึ้น 13% ตั้งแต่ปี 2557 แบ่งเป็นปรับขึ้นเฟสแรก 8% ก่อนเพิ่มขึ้นอีก 5% ในเฟสที่สอง ซึ่งที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นเฟสแรกไปแล้ว เหลือเฟสที่สองที่อยู่ระหว่างรอการปรับขึ้น แต่ขณะนี้ผ่านมา4ปีแล้วการปรับค่าโดยสารเพิ่ม5%อาจไม่เพียงพอต่อแท็กซี่แล้วเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11412</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนขับแท็กซี่, ค่าเดินทาง, ค่าแท็กซี่, ค่าโดยสาร, ทีดีอาร์ไอ, ปรับราคาใหม่, สุเมธ องกิตติกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180615/image_big_5b2321977c98d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
