<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่าไฟฟ้าแพงเพราะอะไร&#039;ศรีสุวรรณ&#039;มีคำคตอบซัดก.พลังงานฝ่าฝืนรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย.63- นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2562 ที่เสนอแนะให้กระทรวงพลังงานปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 หรือ PDP2018 เพื่อให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า 51% ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 56 วรรคสอง&amp;nbsp; โดยให้พิจารณาตามข้อเสนอแนะภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผล และดำเนินการให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% ภายใน 10 ปี นับจากปี 2562 นั้น การดำเนินการดังกล่าวมีความล่าช้ามาก เพราะปัจจุบันไทยยังมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งประเทศสูงถึง 45,595 เมกะวัต์ โดยที่เป็นสัดส่วนที่ กฟผ. ผลิตได้เพียง 15,424 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 33.83 % เท่านั้น ส่วนเอกชนมีปริมาณการผลิตมากถึง 30,171 เมกะวัตต์ หรือ 66.17 % ทำให้มีไฟฟ้าสำรองมากเกินจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลผลักภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่สำรองอยู่เป็นจำนวนมาก มาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนต้องร่วมกันจ่ายผ่านค่า FT นั่นเอง ซึ่งหากไม่สามารถลดสัดส่วนลงมาได้ สัดส่วนที่เกินไปกว่า 18% ดังกล่าวลงมาได้ รัฐบาลต้องไม่ผลักภาระมาให้ประชาชนต้องร่วมกันจ่าย แต่ควรที่จะต้องให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหาร สนพ. กรรมการ กพช. และคณะกรรมการ กกพ. ทุกคนที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 (วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นผู้รับผิดชอบแทน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่ยังคงอนุมัติอนุญาตให้เอกชนผลิตไฟฟ้าจนเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เชื่อว่าเป็นเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนโดยชัดแจ้ง ซึ่งอาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งกรณีดังกล่าว แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 ม.56 วรรคสอง มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าแต่อย่างใด ดังนั้น ควรที่จะต้องเอาผิดบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือ การรื้อสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหมดในส่วนที่ดำเนินการไปแล้วนำมาเกลี่ยให้ไม่เกิน 49% ตามรัฐธรรมนูญจึงจะชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หรือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐไม่น้อยกว่า 51% นั้นอาจทำได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่นำบริษัทลูกของ กฟผ. อาทิ RATCH และ GPSC และ ปตท. กลับมามีสัดส่วนของหุ้นเกิน 51% แค่นี้ก็จะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 33.83 % เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 51% ได้ไม่ยากเลย โดยไม่ต้องไปรอให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาในระบบ ที่จะทำให้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางในการผลักภาระค่าใช้จ่ายมาให้ประชาชนผ่านค่า FT ในทุกๆ บิลค่าไฟนั่นเอง&amp;quot;นายศรีสุรรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64100</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ค่าเอฟที, ค่าไฟฟ้าแพง, นายศรีสุวรรณ จรรยา, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงาน(พีดีพี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea0e71c4d328.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ. มอบของขวัญปีใหม่ เคาะตรึงค่าเอฟที คงเดิมที่ -11.60 สตางค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย.2562 น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า &amp;nbsp; คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้คงอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บจากประประชาชนงวดเดือนม.ค. - เม.ย. 2563 จำนวน -11.60 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย​ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 6,869 ล้านบาท ในการบริหารจัดการเพื่อรักษาค่าเอฟทีให้อยู่ในระดับเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แนวโน้มปัจจัยหลายตัวที่ส่งผลกระทบต่อค่าเอฟทีปรับตัวดีขึ้นกว่างวดก่อน อาทิ ราคาก๊าซที่มีแนวโน้มลดลง อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ทำให้ค่าเอฟทีปรับลดลงได้ในทันที แต่ก็ทำให้ กกพ.สามารถบริหารจัดการค่าเอฟทีได้ดีขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงหนุนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมให้ปรับตัวดีขึ้น และเพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน กกพ.จึงมีมติคงค่าเอฟทีอีกงวดหนึ่งส่งผลให้มีการตรึงค่าเอฟทีในระดับดังกล่าวตั้งแต่ต้นปี2562 รวม 4 งวดหรือตลอด 16 เดือน&amp;quot;น.ส.นฤภัทรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การบริหารจัดการค่าเอฟทีงวดนี้ได้นำเงินมาจากค่าปรับกรณีโรงไฟฟ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาและกรณีขาดส่งก๊าซธรรมชาติ​ จำนวน​ 264.97 ล้านบาท​ และส่วนที่เหลืออีก​6,604 ล้านบาท​ มาจากการกำกับฐานะการเงินให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่​ กกพ.กำหนด​ ซึ่งเป็นผลมาจากการประมาณการค่าเชื้อเพลิงในงวดปัจจุบัน(ก.ย.-ธ.ค.2562)​เทียบกับราคาเชื้อเพลิง​ณ​ ปัจจุบัน​ ยังต่ำกว่าที่ประมาณการที่ตั้งไว้​ และทำให้ยังมีเงินคงเหลือในการบริหารจัดการค่าเอฟที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ส่งผลดีต่อค่าเอฟทีให้ปรับตัวดีขึ้นจากงวดก่อนได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนเดือนก.ย.อยู่ที่ 30.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐหรือแข็งค่าขึ้นกว่าช่วงที่ประมาณการในงวดเดือนก.ย. - ธ.ค. 2562 ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือน​ พฤษภาคม​ 2562​ ที่​31.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาเชื้อเพลิงการผลิตไฟคาดว่าในงวดถัดไปจะอยู่ที่ 266.69 บาทต่อล้านบีทียูปรับตัวลดลงจากงวดที่ผ่านมา 23.70 บาทต่อล้านบีทียู ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยโรงไฟฟ้าเอกชนลดลงจากงวดที่ผ่านมา 267.71 บาทต่อตัน &amp;nbsp;ขณะที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าช่วงม.ค.-เม.ย.63เท่ากับ 65,724 ล้านหน่วยปรับเพิ่มขึ้นจากก.ย.-ธ.ค.62 &amp;nbsp; เท่ากับ 64,195 ล้านหน่วย​หรือเพิ่มขึ้น​2.38 %ตามสภาพความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ฤดูร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;งวดพ.ค.-ส.ค.63 นั้นในส่วนของเชื้อเพลิงมีทิศทางที่น่าจะลดลงจากระดับราคาน้ำมันที่จะสะท้อนมายังราคาก๊าซฯแต่ก็ต้องติดตามหลายปัจจัย ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อค่าเอฟทีให้ปรับขึ้นหรือลงได้ตลอดเวลา&amp;quot;น.ส.นฤภัทรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับประชาชน (โซลาร์ภาคประชาชน) ที่ให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาเน้นใช้เองก่อนที่เหลือสามารถเสนอขายไฟเข้าระบได้ ราคา 1.68 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา 10 ปีนำร่อง 100 เมกะวัตต์นั้นขณะนี้มีผู้ยื่น 900 กว่ารายคิดเป็นจำนวน 4.85 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการรับซื้อหรือไม่นั้นคงจะต้องรอนโยบายจากภาครัฐเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50081</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., ค่าเอฟที, ตรึงค่าเอฟที, นฤภัทร อมรโฆษิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d26d87f7bdc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
