<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับค่าแรงส่อแท้ง!&#039;บิ๊กตู่&#039;ติงกลางที่ประชุมครม.ฟัง&#039;ไตรภาคี&#039;ก่อน ต้องคำนึงว่าปฏิบัติได้จริงหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18 ก.ค.62- ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังประชุมครม. นัดเเรกคืนวันอังคารที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบร่างนโยบาลของรัฐบาล 12 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเริ่มทำใน 1 ปีเเรกเลยว่าตามระยะสั้น กลาง ยาว จากเดิมกำหนด 11 เรื่องเร่งด่วน ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆ มีที่น่าสนใจ อาทิ 1.แก้ปัญหาความยากจน 2.เรื่องความปลอยภัย 3.การพัฒนาเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ลำดับที่ 11 สำหรับเรื่องที่ 12 ที่เพิ่มขึ้นมาคือการแก้ภัยเเล้ง เสนอโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เนื่องจากมองว่าต้องเผชิญปัญหาภัยเเล้งเเน่นอนจึงอยากให้ป้องกัน ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่บรรจุไว้นั้น เป็นการเปิดให้มีการแก้ไขเริ่ม 1ปีเเรกแรก ส่วนเรื่องกัญชา ก็เป็น1ใน12 เรื่องเร่งด่วน โดนนายกฯย้ำว่า อยากให้ศึกษาวิจัยและทำนวัตกรรมให้ดี เพื่อให้เกิดประโยชน์และอยากให้เอาเรื่อง กัญชง เข้ามาร่วมด้วยเพราะมีประโยชน์ในเรื่องของสิ่งทอ ส่วนการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการขอเอาไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ นายกฯย้ำกลางที่ประชุมว่า เข้าใจดีว่าเป็นนโยบายของหลายพรรค แต่อยากให้ฟังคำนึงถึงไตรภาคี คือฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง &amp;nbsp;คำนึงถึงว่าปฏิบัติจริงได้หรือไม่และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อตกลงต่างๆให้ระมัดระวัง ดูความเหมาะสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41266</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรง, นายกฯ, นโยบายรัฐบาล, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ประชุมครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d2fb9ba0e4fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2018 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่าแรงพุ่งฉุดดัชนีอุตฯเดือนก.พ.วูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.ดัชนีความเชื่อมั่นฯเดือนก.พ. ปรับตัววูบ เหตุผู้ประกอบการมีความกังวลต้นทุนการผลิต และค่าจ้างขั้นต่ำที่เตรียมปรับขึ้น กระทบ
ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME ลดลง

21 มี.ค. 61 -นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2561 อยู่ที่ระดับ 89.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 91.0 ในเดือนมกราคม และเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้สาเหตุมาจาก ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ

ทั้วนี้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ SME ที่ปรับลดลงมาจาก ความกังวลต่อต้นทุนการผลิตทั้งจากราคาวัตถุดิบ ค่าจ้างขั้นต่ำ ที่เตรียมปรับขึ้น รวมทั้งตลาดมีการแข่งขันสูง ประกอบกับในเดือนกุมภาพันธ์ มีวันทำงานที่น้อยกว่าปกติ และมีวันหยุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการส่งออกก็ยังมีความกังวลต่อมาตรการ กีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้กระทบต่อการกำหนด ราคาขายสินค้า

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับดี สะท้อนจากดัชนีฯ ยอดรับคำสั่งซื้อ และยอดขายในต่างประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ อาหาร ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 102.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 101.1 ในเดือนมกราคม

สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐ คือเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ , เจรจากับประเทศที่มีนโยบายกีดกันทางการค้า เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคในการค้าการลงทุน ,เร่งรัดการจัดทำมาตรฐานสินค้าให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม และสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่ใช้แรงงานฝีมือ เช่น สินค้าหัตถกรรมและเซรามิก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5494</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรง, ดัชนีความเชื่อมั่น, สภาอุตสาหกรรม, สอท., เจน  นำชัยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab1e535eaa3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2018 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2018 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีอุตฯพุ่งสูงสุดรอบ36เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนม.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่3 สูงสุดในรอบ36 เดือน เผยปัจจัยบวกจากการบริโภคที่ขยายตัวต่อเนื่องและการลงทุนของภาครัฐ ห่วงค่าแรงขั้นต่ำกระทบลงทุน


นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อภาคอุตสาหกรรมในเดือนม.ค.61 อยู่ที่ระดับ91.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.1ในเดือนธ.ค. 60 ต่อเนืองเป็นเดือนที่3 และสูงสุดในรอบ36 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.พ.2558 เป็นต้นมา&amp;nbsp;ซึ่งมีปัจจัยมาจากการบริโภคภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี2560ที่ผ่านมา

รวมถึงการใช้จ่ายด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และผู้ประกอบการได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท ในการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักร

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนการผลิตทั้งจากราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาขายของผู้ประกอบการส่งออก

สำหรับคาดการณ์ 3เดือนล่วงหน้า อยู่ที่ระดับ101.1 ปรับลดลงจากระดับ102.8ในเดือนธ.ค.2560 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3570</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรง, ดัชนีความเชื่อมั่น, ธุรกิจ, สอท., อุตสาหกรรม, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8cef57bab7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2018 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2018 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรท.หวั่นเงินบาทแข็งค่าและปรับค่าแรงกระทบส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรท.เล็งเงินบาทแข็งค่าและการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ฉุดภาคการส่งออกหวั่นสูญเสียรายได้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แนะภาครัฐเลื่อนการปรับขึ้นค่าแรงออกไป 1 ปี ยันเป้าหมายการส่งออกปี 61 ขยายตัวที่ 5.5% พร้อมโชว์ตัวเลขส่งออกปี 60 มีมูลค่า 236,694 ล้านเหรียญสหรัฐ โต 9.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;06 ก.พ. 61 นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยถึงภาพรวมค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ว่า ยังคงมีอัตราแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบัน ณ วันที่ 5 ก.พ. ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.43 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นมา 2.85% หรือแข็งค่ากว่า 11% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินของคู่ค่าและคู่แข่งทางการค้าสำคัญของไทย ขณะที่ค่าเงินสกุลเอเชียส่วนใหญ่แข็งค่าไปในทิศทางเดียวกันกับภูมิภาค อย่างไรก็ตามในปีนี้ สรท.ยังคงยืนยันเป้าหมายการส่งออกในปี 2561 นี้ที่จะมีการขยายตัวได้ที่ระดับ 5.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปีนี้ สรท.ยังคงยืนยันเป้าหมายการส่งออกที่ระดับ 5.5% แต่คาดการณ์ว่าผลกระทบจากการแข็งค่าเงินบาทและการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจส่งผลให้สูญเสียรายได้จากการส่งออกประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้อัตราการเติบโตของการส่งออกลดลงเหลือ 3.5% &amp;rdquo;นางสาวกัณญภัค กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)มีการเห็นชอบปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมที่กระทรวงแรงงานเสนอ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตั้งแต่ 5-22 บาท หรือเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 1.64-7.14% ตามแต่พื้นที่ในแต่ละจังหวัดที่ทุกจังหวัดให้ความเห็นชอบแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. นี้ ซึ่ง สรท.มีข้อเสนอแนะต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน โดย สรท.ขอเลื่อนการปรับค่าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำออกไป 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มทักษะแรงงานฝีมือขั้นสูง ขั้นกลาง ให้มีความเชี่ยวชาญในการเรียนรู้เครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์การส่งออกในเดือน ธ.ค. ปี 2560 ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 19,741 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน การส่งออกในรูปแบบเงินบาทเท่ากับ 642,583 ล้านบาท ขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปก่อน ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2560 มีมูลค่า 236,694 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงสุดในรอบ 6 ปี ส่วนในรูปแบบเงินบาทมีการส่งออกทั้งปีโดยมีมูลค่า 8,008,374 ล้านบาท เติบโต 6.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2505</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าเงินบาท, ค่าแรง, บาทแข็ง, สรท., ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180206/image_big_5a793b38e1c74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2018 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2018 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ปลื้ม MPI ธ.ค. 60ขยายตัว 2.35%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.ปลื้มดัชนีเอ็มพีไอ ธ.ค. 60 ขยายตัว 2.35% ตามทิศทางการส่งออกและการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลจีดีพีอุตสาหกรรมปี 60 โต 2% เผยการปรับค่าแรงขั้นต่ำไม่กระทบดัชนี แต่อาจส่งผลต่ออุตฯก่อสร้าง-บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2561 - นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจำเดือนธ.ค.2560 ขยายตัว 2.35% อยู่ที่ระดับ 109.88 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 107.36 โดยภาพรวมทั้งปีขยายตัวจากปีก่อน 1.58% ซึ่งเป็นไปตามที่คาดไว้ และเป็นไปในทิศทางเดียวกับการส่งออกเดือนธ.ค.ที่ผ่านมาขยายตัวถึง 11% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.53% ทั้งนี้ จากดัชนีเอ็มอีไอปี 2560 ทั้งปีที่ขยายตัวได้ 1.58% ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปี 2560 ทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ 2% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ส่วนปี 2561 ดัชนีเอ็มพีไอคาดขยายตัว 1.5-2.5% จีดีพีภาคอุตสาหกรรมคาดขยายตัว 2-3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประเมินว่าการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อดัชนีเอ็มพีไอและอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมมากนัก เพราะส่วนใหญ่มีการจ้างงานในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว ประกอบกับอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งก็มีการปรับใช้เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติมากขึ้น แต่ยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้างและภาคบริการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2147</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรง, จีดีพี, สศอ., เอ็มพีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a71b5924f2f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2018 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2018 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ซานตาเฟ่ สเต็ก” ขอขึ้นราคา 3-5% รับค่าแรงขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรชัย ชาญอนุเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสเต๊กภายใต้แบรนด์ &amp;quot;ซานตาเฟ่ สเต็ก&amp;quot; เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ เน้นบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากปี 2561 มีเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น เพราะค่าแรงพนักงานคิดเป็น 23% ของโอเปอเรชั่นคอส วัตถุดิบ 40% ค่าเช่าพื้นที่กว่า 20% และอื่นๆ อีก 5% ทำให้บริษัทต้องปรับแผนงานให้สอดรับกับสถานการณ์ เพื่อผลักดันยอดขายปีนี้แตะ 2,000 ล้านบาท จากปี 2560 ปิดยอดไป 1,650 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะทำให้บริษัทยังคงผลกำไร 7-8% รวมถึงสร้างยอดขายให้เติบโตได้นั้น อย่างแรกคงเป็นการปรับขึ้นราคาอาหาร 3-5% ซึ่งเดิมทีเตรียมปรับขึ้นก่อนจะมีเรื่องขึ้นค่าแรงอยู่แล้ว เนื่องจากปีที่ผ่านมา 2560 บริษัทคงราคาอาหารไว้เช่นเดิมมาตลอด ขณะเดียวกันจากนี้ขนาดของร้านอาหารก็จะเล็กลงเหลือ 120-140 ตารางเมตร ถือเป็นการรลดต้นทุนได้ทางหนึ่ง จากอดีตการเปิดสาขาใหม่จะต้องมีขนาด 120-200 ตารางเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยปกติเรามีพนักงาน 3,000 คน ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 20 ล้านบาทต่อเดือน แน่นอนกว่าการปรับขึ้นค่าแรงมีผลกระทบต่อต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 5% หรือคิดเป็น 1 ล้านบาทต่อเดือนที่ต้องจ่ายเพิ่ม ส่วนตัวเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบมากสุด เนื่องจากต้องใช้คนจำนวนมากและอัตราการเปลี่ยนงานก็สูง&amp;rdquo; นายสุรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สร้างความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ คงเป็นเรื่องการแข่งขัน ซึ่งหากเทียบกับในอดีตแล้วพบว่าจำนวนร้านอาหารเพิ่มขึ้นมาก จากเมื่อก่อนตามศูนย์การค้ามีไม่ถึง 10 ร้าน ปัจจุบันมีมากกว่า 70-80 ร้าน โดยการแข่งขันที่รุนแรงดังกล่วยังมีผลให้กำไรลดลง โดยสัก 2-3 ปีก่อนยังได้ 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุรชัย กล่าวว่า แม้จะมีเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บวกกับการแข่งขันที่รุนแรงมาก แต่บริษัทมองว่าร้านอาหารประเภทสเต็กยังมีศักยภาพ จึงเตรียมงบประมาณ 100 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่อีก 20 สาขา มีทั้งบริษัทลงทุนเองและรูปแบบแฟรนไชส์ พร้อมกับเพิ่มงบการตลาดเป็น 100 ล้านบาก จากปี 2560 ใช้ 80 ล้านบาท เพื่อทำโปรโมชั่นใหญ่ 6 ครั้งตลอดปีกระตุ้นยอดขายอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี &amp;nbsp;บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาพาร์ทเนอร์ขยายกิจการไปต่างประเทศ เบื้องต้นมองศักยภาพในกัมพูชา สปป. ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งประเทศที่มีโอกาสมากสุดคงเป็นเวียดนาม เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตเร็ว และกัมพูชาก็มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มองว่าอีก 3 ปีน่าจะเปิดได้ 5 สาขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2019</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, ค่าแรง, ซานตาเฟ่, ธุรกิจ, สเต็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180130/image_big_5a6fdb06b6e5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2018 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2018 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าห่วงค่าแรงขั้นต่ำกระทบเอสเอ็มอี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หอการค้าไทย ห่วงค่าจ้างขั้นต่ำกระทบต่อต้นทุนเอสเอ็มอี มั่นใจมาตรการช่วยเหลือจากรัฐจะช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ คาดปี61โตในกรอบ4.4-4.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ม.ค.61 -นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 4/2560 อยู่ที่ระดับ 42.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากสภาพคล่อง&amp;nbsp;การระบายสต๊อกของวัตถุดิบ หนี้สินรวม สัดส่วนหนี้สินต่อทุน และยอดขายรวมปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ&amp;nbsp;ขณะที่กำไรสุทธิและสินทรัพย์รวมยังปรับตัวลงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับไตรมาส 1/61 คาดดัชนีสถานการณ์มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 42.8 % ส่วนดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจไตรมาส 4/60 อยู่ที่ระดับ 50.2 ลดลง 0.1 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อยเนื่องจากผลกระทบจากต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการแข่งด้านราคา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ &amp;nbsp;การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านบัตรสวัสดิการเฟส1 และเฟส 2 &amp;nbsp;รวมถึงภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น &amp;nbsp;และเม็ดเงินจากการปรับขึ้นค่าแรงที่จะเริ่มวันที่ 1 เมษายน 61 จะทำให้มีเงินเข้าระบบเพิ่มขึ้นอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้กำลังซื้อมีมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้นจึงช่วยผลักดันให้เอสเอ็มอีไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว และเชื่อว่ายอดขายจะดีขึ้นในไตรมาส 3 และเห็นกำไรชัดเจนดีขึ้นในไตรมาส 4 และทำให้ในปี 61 เอสเอ็มอีไทยในภาพรวมจะเติบโตได้ในกรอบ4.4-4.7%&amp;quot;นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต้องปรับตัว โดยอาจใช้รูปแบบการไม่เพิ่มจำนวนแรงงาน การนำเครื่องจักรมาใช้ และการพัฒนาระบบไอทีมาใช้ในการลดต้นทุน ซึ่งการปรับตัวดังกล่าวมองว่าจะไม่กระทบต่อการจ้างงาน เพราะปัจจุบันไทยยังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1965</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรง, ธนวรรธน์, สภาหอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180129/image_big_5a6ef55d8d1f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
