<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 12:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมคิด&#039;จ่อฟ้องรมว.แรงงานต่อกกต.ไม่ขึ้นค่าแรงตามที่หาเสียง &#039;เสี่ยเฮ้ง&#039;ปัดไม่รู้จัก&#039;ดาบจ.-เจ๊อ.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 ก.ย.64-เมื่อเวลา 9.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เป็นวันสุดท้าย ก่อนที่จะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ในวันเสาร์ที่ 4 ก.ย. โดยวันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตั้งแต่นายสุชาติเข้ามารับตำแหน่ง คาดหวังว่าจะทำตามนโยบายที่ได้เคยหาเสียงไว้ว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลเมื่อใด ค่าแรงขั้นต่ำต้องเพิ่มขึ้นเป็น 400-425 บาท จบปริญญาตรีได้เงินเดือน 20,000 บาท จบอาชีวะได้ 18,000 บาท แต่พอผ่านมาหนึ่งปีกลับไม่ทำ ทั้งที่เคยหาเสียงไว้ถือว่าหลอกลวง ไปสัญญาประชาคมไว้ แต่ไม่ทำ ดังนั้น จะไปยื่นเรื่องเพื่อร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. ) ขอให้ตรวจสอบนายสุชาติ รวมทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องจากการโกหกหลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสมคิด กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเลขแรงงานต่างด้าวซึ่งมีประมาณ 2.3 ล้านคน แบ่งเป็น กทม.7.5 แสนคน ปริมณฑล 1.3 แสนคน มีแรงงานผิดกฎหมายมาขึ้นทะเบียน 5 หมื่นคน แต่บางกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ไม่ยอมขึ้นทะเบียน และไม่มีมาตรการตรวจคัดกรอง ทำให้วันนี้โควิดมันกระจาย เพราะมาจากแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่มีการลักลอบขนแรงงานเข้ามา โดยกระบวนการนี้มีดาบ จ. ซึ่งรู้จักกันทั้งแม่สอด โดยส่งไปดาบนั่นดาบนี่ต่อไปข้างบนสุดท้าย คือ&amp;quot;บิ๊ก ป &amp;quot; และมี &amp;ldquo;เจ๊ อ.&amp;rdquo; ร่วมขบวนการด้วยในการเป็นเอเย่น กระจายแรงงานเถื่อนไปตามจุดต่างๆในประเทศ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่านายสุชาติ เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ค่าหัวแรงงานเถื่อนตกอยู่ที่ 5,000 บาทต่อคน ซึ่งที่ผ่านมาตัวเลขแรงงานเถื่อนมีถึง 5 หมื่นคน คิดเป็นมูลค่า 250 ล้านบาท เรื่องนี้เคยพูดไปแล้วเมื่อการอภิปรายครั้งที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการจัดการจากรัฐบาลเลย วันนี้จึงได้พูดซ้ำอีก และหากยังไม่มีการจัดการอีก ก็จะพูดต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ทำให้สถานการณ์โควิดย่ำแย่และเกิดความเสียหายต่อประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากนั้นเวลา 10.25 น. นายสุชาติ ชี้แจงว่า การเยียวยาแรงงานไม่ได้เฉพาะช่วยเหลือแต่ลูกจ้าง แต่กระทรวงแรงงานช่วยเหลือนายจ้างด้วย การปิดแคมป์คนงานช่วงที่ตัวเลขสูงขึ้น ตนอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องปฏิบัติ เนื่องจากฝ่ายวิเคราะห์มองว่าแคมป์คนงาน 626 แคมป์ในกทม. ประมาณ 8 หมื่นคน พักอาศัยในกทม. และจ.นนทุบรี เรากลัวระหว่างทางจะแวะข้างทาง เราปิดเพื่อให้จบ ตนเชิญนายกสมาคมก่อสร้างไทย และผู้ประกอบการมาประชุมร่วมกัน ตนให้คำมั่นสัญญาในวันนั้นว่า ปิดแล้วต้องจบ มีการตรวจ และฉีดวัคซีน 100% ซึ่งวันนี้แคมป์คนงานในกทม. และจังหวัดใกล้เคียงฉีดวัคซีนครบหมดแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนการขึ้นค่าแรงนั้น ก็เกรงว่าจะทำให้ผู้ประกอบที่อยู่ในจังหวัดค่าแรงน้อยต้องปิดกิจการ อย่างไรก็ตาม ตนก็มีแนวคิดเสมอ แต่ตอนนี้ขอเวลาแก้ไขปัญหาการเลิกจ้างงาน การเร่งฉีดวัคซีนให้กับแรงงานก่อน และในโอกาสต่อไปจะขอความรู้เรื่องขึ้นค่าแรงกับนายสมคิดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่รู้จักดาบ จ. เจ๊ อ. ตามที่ผู้อภิปรายพูด กระบวนการตรงนี้ตน และกระทรวงแรงงาน มีหน้าที่ตรวจในสถานประกอบกิจการ ว่าคนที่อยู่ในโรงงานนั้น มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องหรือไม่ ตนเคยถามคนที่มีหน้าที่ตรวจ ว่าเวลาที่ตรวจเจอ อย่างเช่น ปีที่ผ่านมาตรวจไป 3 หมื่นกว่ากิจการ ตรวจแรงงาน 5 แสนกว่าคน หากพบว่ามีการกระทำผิดก็ดำเนินคดี&amp;rdquo; รมว.แรงงาน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115484</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรงขั้นต่ำ, ค้าแรงงานเถื่อน, นายสมคิด เชื้อคง, นายสุชาติ ชมกลิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_6131b36216c93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รบ.แจกของขวัญ ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ลดราคารถไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ลูกจ้างเฮ! ครม.ไฟเขียวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-6 บาท มีผล 1 ม.ค.63 บอร์ด รฟม.เคาะหั่นค่ารถไฟฟ้า-ค่าทางด่วน 3 เดือน สายสีม่วงเหลือ 20 บาทตลอดสาย ทางด่วนลด 5 บาท 6 ด่าน ขสมก.คืนเงินตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ 2 บาท พลังงานจ่อตรึงค่าไฟลดราคาน้ำมัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 20 มีมติปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2563 เพิ่มขึ้น 5-6 บาท โดยนายจ้างสามารถประกอบธุรกิจอยู่ได้ ลูกจ้างดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ หรือมีผลทำให้ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อภาวะการครองชีพของประชาชนโดยทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ/วัน ปี 2563 แบ่งออกเป็น 10 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ 1.อัตราค่าจ้าง 346 บาท 2 จังหวัด คือ ชลบุรี ภูเก็ต 2.อัตราค่าจ้าง 335 บาท 1 จังหวัด คือ ระยอง 3.อัตราค่าจ้าง 331 บาท 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร 4.อัตราค่าจ้าง 330 บาท 1 จังหวัด ฉะเชิงเทรา 5.อัตราค่าจ้าง 325 บาท 14 จังหวัด คือ กระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย อุบลราชธานี 6.อัตราค่าจ้าง 324 บาท 1 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.อัตราค่าจ้าง 323 บาท 6 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ จันทบุรี นครนายก มุกดาหาร สกลนคร สมุทรสงคราม 8.อัตราค่าจ้าง 320 บาท 21 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ชัยนาท นครพนม นครสวรรค์ น่าน บุรีรัมย์ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต เลย สระแก้ว สุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานี อุตรดิตถ์ 9.อัตราค่าจ้าง 315 บาท 22 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย ตรัง ตาก นครศรีธรรมราช พิจิตร แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สิงห์บุรี สุโขทัยภู อุทัยธานี อำนาจเจริญ และ 10.อัตราค่าจ้าง 313 บาท 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไปและให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 9) ลงวันที่ 19 มกราคม 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบมาตรการลดค่ารถไฟฟ้า 52% เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยจะมีการเสนอต่อที่ประชุม ครม. ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ พร้อมกับมาตรการลดค่าทางด่วน 10% หรือราว 5 บาท ตลอดทั้งวัน 6 ด่าน ประกอบด้วย ทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 คือ ด่านดินแดง, ด่านดาวคะนอง, ด่านบางนา, &amp;nbsp;ด่านบางจาก, ด่านประชาชื่นขาเข้า และด่านอโศก 4 ซึ่งทั้ง 2มาตรการมีระยะเวลา 3 เดือน ลดค่ารถไฟฟ้าระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. -31 มี.ค.2563 ทางด่วนจะลดราคาระหว่าง 6 ม.ค.-6 มี.ค.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธกล่าวว่า จากนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ต้องการให้ลดค่าโดยสารตลอดทั้งวัน ไม่มีช่วงนอกเวลาเร่งด่วน จึงปรับแผนลดค่าโดยสารใหม่ เป็นการลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงตลอดทั้งวัน เหลือ 20 บาทตลอดสาย จากเดิมราคาสูงสุด 42 บาท ลดลง 22 บาท คิดเป็น 52% โดยใช้ได้ทั้งบัตรโดยสารประเภทบุคคลทั่วไป รวมถึงผู้ซื้อเหรียญโดยสาร ขณะที่โปรโมชั่นลดราคาค่ารถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินแบบตั๋วเดือนเหมาเที่ยวนั้น ชะลอออกไปก่อน จะมีการพิจารณาอีกครั้ง เม.ย.2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มยอดผู้โดยสารได้ราว 18% คิดเป็นยอดรวมผู้ใช้เพิ่มขึ้น 10,000 คนต่อวัน เป็นแนวทางการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อแก้ปัญหาจราจร ทั้งยังลดค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจให้กับประชากรเมืองหลวงรวม 38 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ค่าโดยสารที่จะเก็บได้ลดลงราว 15 ล้านบาทต่อเดือนนั้น รฟม.จะเป็นผู้อุดหนุนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล &amp;nbsp;ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก.ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ลดภาระค่าโดยสารให้กับผู้ถือบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรโดยสารราคา 50 บาท ที่มีจำหน่ายเฉพาะบนรถโดยสาร) ที่นำบัตรมาใช้ชำระค่าโดยสาร ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2563 โดยผู้ใช้บริการจะได้รับเงินค่าโดยสารคืนครั้งละ 2 บาท จำกัดสิทธิ์ ไม่เกิน 15 ครั้ง/บัตร/เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จะมีมาตรการตรึงค่าไฟ 6 เดือนแรกของปี 2563 และลดค่าน้ำมัน B10, E20 ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และจะมีการรณรงค์ส่งเสริมอีกหลายเรื่องในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ซึ่งจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เร็วๆ นี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52298</URL_LINK>
                <HASHTAG>1 ม.ค. 2563, ขสมก., ค่าทางด่วน, ค่ารถไฟฟ้า, ค่าแรงขั้นต่ำ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191211/image_big_5df0fdc5eadc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2019 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2019 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ขึ้นก็ด่าพอขึ้นก็ &#039;พิชัย&#039; ซัดขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ สะท้อน&#039;รัฐบาลบิ๊กตู่&#039;บริหารล้มเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ธ.ค. 62 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร &amp;nbsp;กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-6 บาททั่วประเทศ แสดงถึงความล้มเหลวของการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลตลอด 5 ปี เพราะการขึ้นค่าแรงดังกล่าวไม่ได้ทำให้ทั้งผู้ใช้แรงงานและทั้งนายจ้างพอใจเลย โดยผู้ใช้แรงงานคาดหวังว่ารัฐบาลจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400-420 บาท ตามที่พรรคพลังประชารัฐได้หาเสียงไว้ ในขณะที่นายจ้างที่เป็นเจ้าของกิจการต้องรับภาระค่าแรงที่สูงขึ้น ทั้งๆที่บริษัทกำลังย่ำแย่ การค้าขายฝืดเคือง ธุรกิจทำท่าจะไปไม่รอด ซึ่งถ้ารัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจได้ดี เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพทุกปี และรัฐบาลทะยอยขึ้นค่าแรงในระดับที่เหมาะสมทุกปีตลอด 5 ปีผ่านมา ผู้ใช้แรงงานก็น่าจะมีรายได้ขั้นต่ำถึง 400 บาทแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่หน่วยธุรกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี ค้าขายคล่องมีกำไร การขึ้นค่าแรงทีละขั้นทุกปี ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะจะมีกำไรมาแบ่งปันลูกจ้างผู้ใช้แรงงานได้ แต่ในปัจจุบันเศรษฐกิจก็แย่ การค้าขายก็ซบเซา การขึ้นค่าแรงจึงเป็นเหมือนการซ้ำเติมธุรกิจให้ทรุดลงอีก และอาจถึงกับต้องปิดกิจการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตอนที่พรรคพลังประชารัฐหาเสียงค่าแรงขั้นต่ำที่ 400-420 บาท แสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐที่มีรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลลาออกไปบริหาร ไม่ได้รับทราบสถานะเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศเลย ซึ่งตนได้เคยทักท้วงไว้แล้วว่าอย่าเพียงแต่พูดหาเสียงแต่จะไม่สามารถทำได้เนื่องจากเศรษฐกิจไทยย่ำแย่มาตลอด 5 ปี อีกทั้งการลงทุนหดหาย การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ก็ไม่มี การจะขึ้นค่าแรงในธุรกิจเดิมที่ย่ำแย่อยู่แล้วจะไม่สามารถทำได้ อีกทั้งจะยิ่งผลักให้นักลงทุนไม่มาลงทุนมากขึ้น แต่พรรคพลังประชารัฐโดยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคและเป็น อดีต รมว. อุตสาหกรรม ก็ยังปากแข็งยืนยันว่าทำได้แน่ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อย่างที่พูดหาเสียง ทั้งนี้ การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผิดพลาดยังคงเป็นอยู่ถึงปัจจุบันที่มีแต่นโยบายการแจกเงิน แต่ประเทศไม่ได้พัฒนา ซึ่งจะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับเปลี่ยนการผลิตและการบริการให้มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น เพื่อที่หน่วยธุรกิจจะสามารถขึ้นค่าจ้างแรงงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นวัฏจักรการพัฒนาของประเทศรายได้สูงที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากปัจจุบัน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ยังสับสน วันหนึ่งบอกให้คนพูดเรื่องเศรษฐกิจมากๆ และยังบอกว่าประเทศที่เจริญแล้วประชาชนเขาจะพูดเรื่องเศรษฐกิจกันมาก แต่พอมาอีกวันบอกไม่อยากให้วิจารณ์เศรษฐกิจเพราะจะทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจยาก ทั้งๆที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะช่วยกันวิจารณ์เศรษฐกิจเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ซึ่งพลเอกประยุทธ์ควรจะต้องรับฟัง เพราะความรู้ทางเศรษฐกิจของพลเอกประยุทธ์มีน้อยถึงน้อยมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังกล้าบอกว่าตลอด 5 ปี ประเทศพัฒนาทุกด้าน ซึ่งสวนกับความเป็นจริง เพราะประเทศไทยเสื่อมถอยทุกด้านทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเศรษฐกิจทรุดต่ำอย่างหนักที่ทุกคนในประเทศรู้สึกได้ หุ้นก็ตกหนัก ด้านการเมืองยิ่งเสื่อมถอย ย้อนหลังไปในอดีตที่ยังมีการซื้องูเห่าจากพรรคฝ่ายค้าน และยังพยายามหนีการตรวจสอบ แม้กระทั่ง การตรวจสอบการใช้อำนาจเผด็จการด้วย ม. 44 ในอดีต ด้านสังคม ยิ่งเสื่อมทราม มีการใช้ความรุนแรง และ การใช้อำนาจบาตรใหญ่ของคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นผลของการเลียนแบบผู้นำที่เป็นตัวอย่างของความรุนแรงและการลุแก่อำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ยังมีการตำหนิว่าประชาชนใช้จ่ายเงินแต่งตัวกันมาก และ ทำจมูก ทั้งที่เป็นสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งพลเอกประยุทธ์คงจะไม่ทราบและไม่มีความรู้ว่าธุรกิจเสริมความงาม มีมูลค่ามหาศาลปีละหลายหมื่นหลายแสนล้านบาทในประเทศไทย โดยมีทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศที่บินมาใช้บริการในประเทศไทย การตำหนิดังกล่าวแสดงถึงความไม่รู้เรื่องทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หากผู้นำยังมีวิสัยทัศน์ที่คับแคบ แถมยังแสดงความเห็นแบบไม่ไตร่ตรองก่อนพูด ก็จะเป็นการยากที่ประเทศไทยจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยากที่จะพัฒนาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51963</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรงขั้นต่ำ, พิชัย นริพทะพันธุ์, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9527f71d85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ!รับปีใหม่ปรับ‘ค่าแรง’ 9จว.ขึ้น6บาทที่เหลือ5บ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ลูกจ้างเฮ! บอร์ดค่าจ้างมีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 6 บาท 9 จังหวัด อีก 68 จังหวัดเพิ่ม 5 บาท สูงสุด 336 ต่ำสุด 313บาท ชง ครม.ไฟเขียวมีผล 1 ม.ค.63 พาณิชย์ชี้กระทบต้นทุนสินค้าเล็กน้อย คมนาคมจ่อลดค่าโดยสารเป็นของขวัญปีใหม่ รอ &amp;quot;รฟท.-บขส.-กทพ.&amp;quot; เคาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 20 ครั้งที่ 6/2562 ว่าที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างมีมติให้ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 6 บาท ใน 9 จังหวัด คือ ชลบุรี ภูเก็ต ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ส่วนจังหวัดที่เหลือ 68 จังหวัด จะปรับขึ้น 5 บาท ทำให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทยแบ่งเป็น 10 ระดับ ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับที่ 1&amp;nbsp;ค่าจ้าง&amp;nbsp;336 บาท มี 2 จังหวัด คือ ชลบุรีและภูเก็ต, &amp;nbsp; ระดับที่ 2 ค่าจ้าง&amp;nbsp;335 บาท มี 1 จังหวัด คือ ระยอง, ระดับที่ 3 ค่าจ้าง&amp;nbsp;331 บาท มี 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร, ระดับที่ 4&amp;nbsp;ค่าจ้าง&amp;nbsp;330 บาท คือ ฉะเชิงเทรา, ระดับที่ 5&amp;nbsp;ค่าจ้าง&amp;nbsp;325 บาท มี 14 จังหวัด คือ กระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย และอุบลราชธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับที่ 6&amp;nbsp;ค่าจ้าง&amp;nbsp;324 บาท มี 1 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี, ระดับที่ 7 ค่าจ้าง&amp;nbsp;323 บาท มี 6 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ จันทบุรี นครนายก มุกดาหาร สกลนคร และสมุทรสงคราม, ระดับที่ 8&amp;nbsp;ค่าจ้าง&amp;nbsp;320 บาท มี 21 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ชัยนาท นครพนม นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ พะเยา ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สระแก้ว สุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานี และอุตรดิตถ์, ระดับที่ 9&amp;nbsp;ค่าจ้าง&amp;nbsp;315 บาท มี 22 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย ตรัง ตาก นครศรีธรรมราช พิจิตร แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สิงห์บุรี สุโขทัย หนองบัวลำภู อุทัยธานี และอำนาจเจริญ และระดับที่ 10&amp;nbsp;ค่าจ้าง&amp;nbsp;313 บาท มี 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิกล่าวว่า กระทรวงแรงงานจะนำผลสรุปเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทันประกาศบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2563 ซึ่งการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ได้พิจารณาอย่างกว้างขวางและรอบคอบ เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ภาวะเงินเฟ้อ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าแรง 5-6 บาท กระทบต้นทุนเล็กน้อย เพราะผู้ผลิตส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักร ไม่ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก แต่หากผู้ผลิตจะขอปรับราคา ต้องมีการพิจารณาต้นทุนว่าสอดคล้องกับราคาที่จะปรับหรือไม่ หากไม่มีเหตุผลจะไม่อนุญาตให้มีการปรับขึ้นราคา โดยกรมจะติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดต่อไป และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดขอปรับราคา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถือว่าผู้ประกอบการรับได้ เพราะขึ้นไม่ถึง 2% ของค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้มีความชัดเจน ไม่ใช่คลุมเครือ และนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความชัดเจน เพราะที่ผ่านมานักลงทุนไม่มั่นใจว่าจะมีการขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศหรือไม่ โดยเชื่อว่าในส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่คงไม่กระทบมาก แต่รายกลางและเล็กน่าจะได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า มาตรการลดค่าโดยสารสาธารณะเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนนั้น จะได้ข้อสรุปในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยนัดประชุมเรื่องดังกล่าววันที่ 11 ธ.ค. เช่นเดียวกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะมีประชุมในวันที่ 13 ธ.ค. รวมถึงบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ก่อนที่จะมาสรุปภาพรวมทั้งหมด เบื้องต้นจะกำหนดเวลาทดลองใช้ 1 เดือน เพื่อประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อหน่วยงานหรือไม่ โดยเฉพาะจะสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้มากมายขนาดไหน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51948</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงแรงงาน, ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, ค่าแรงขั้นต่ำ, นายสุทธิ สุโกศล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5dea6c1161e9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40832</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นโยบายถึงมือ‘บิ๊กตู่’ สนธิรัตน์ยัน400บาทมีแน่/อนุทินโว‘กัญชา’ฉลุย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รมต.ใหม่เริ่มจัดเตรียมห้องทำงานที่ทำเนียบฯ พปชร.ชงชื่อ &amp;quot;ธนกร&amp;quot; ให้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เคาะนั่งโฆษกรัฐบาล เหตุเชี่ยวชาญตอบโต้การเมือง ดันผู้สมัครอันดับ 2 กินตำแหน่งเถกระโถน &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; วางทีมงานดูพื้นที่ จ่อขยับขึ้นบัญชีรายชื่อ ปลอบใจ &amp;quot;กอบศักดิ์&amp;quot; เป็นเลขาฯ รองนายกฯ สมคิด &amp;quot;ดิสทัต&amp;quot; เลขาฯ นายกฯ พรรคร่วมเห็นชอบร่างนายกฯ ก่อนเสนอนายกฯ 13 ก.ค.นี้ &amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot; ยันค่าแรงขั้นต่ำ 400บาททำได้แน่ ปชป.ย้ำต้องมีประกันสินค้าเกษตร-แก้รธน. &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; ฟิตร่วมสัมมนากัญชาเสรีเพื่อการแพทย์กับบิ๊ก สธ.-องค์กร ปชช. จ่อดึง อสม.นำร่องอบรมการปลูก ลั่นไม่ให้พี้หรือสันทนาการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ ที่ทำเนียบรัฐบาล มีความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 2 โดย พล.อ.ประยุทธ์เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลในเวลา 08.45 น. มีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มารอพบอยู่ก่อนแล้วที่ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งใช้เวลาพูดคุยกันประมาณ 15 นาที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนั้น เวลา 09.30 น. ศาสตราจารย์เคลาส์ ชวาป ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร World Economic Forum (WEF) ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายพุทธิพงษ์เข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาหารือประมาณ 15 นาที ก่อนเปิดเผยว่า เดินทางมาพบนายกฯ แต่ไม่ขอเปิดเผยว่ามาพูดคุยเรื่องอะไร แต่ยืนยันไม่ได้มาหารือเรื่องบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมคิดกล่าวว่า นายพุทธิพงษ์มาพูดคุย ไม่ได้มีอะไร เพียงแค่มาสวัสดีทักทาย โดยตนได้แสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการทำงาน รวมถึงอวยพรที่ได้เป็นรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่านายพุทธิพงษ์จะทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงบ่าย เลขานุการส่วนตัวนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เดินทางมาทำเนียบรัฐบาล โดยขึ้นด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้าไปประมาณ 15 นาที ก่อนเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลพร้อมซองเอกสารราชการสีน้ำตาล ที่คาดว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับร่างนโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวข้องของแต่ละกระทรวง ที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้นำไปศึกษาหรือให้นำไปบรรจุเพิ่มเติมในนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เวลา 14.10 น. ทีมงานนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ได้เดินทางมาดูห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ 1 โดยใช้ห้องเดิมของรองนายกฯ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย อดีตรองนายกฯ ที่ชั้น 3 และเวลาไล่เลี่ยกัน นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา ผอ.พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) และทีมงาน ได้เดินทางมาดูห้องทำงานของนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคชพน. ซึ่งอยู่ที่ชั้น 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขาดเพียงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์เท่านั้น ที่ยังไม่เข้ามาดูห้องทำงาน ที่คาดว่าเป็นห้องเดิมของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง อดีตรองนายกฯ และ รมว.ยุติธรรม และคาดว่าวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ทีมงานรองนายกฯ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะเริ่มเข้ามาจัดเตรียมห้องทำงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนของทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชุดใหม่ จะใช้ห้องทำงานชั้น 4 ตึกบัญชาการ 2 ทั้งหมด&amp;nbsp;
ดัน&amp;quot;ธนกร&amp;quot;นั่งโฆษกรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า นายกอบศักด์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพปชร. ที่อกหักจากเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น นายสมคิด เตรียมดึงมาช่วยงาน โดยจะเสนอ ครม.ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกฯ นายสมคิด) ขณะเดียวกัน นายสมคิดยังสั่งขยายห้องทำงาน เพื่อรองรับนายกอบศักดิ์ที่จะมาช่วยงานอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ซึ่งจะมีการประชุม ครม.ชุดใหม่ ที่ห้องประชุม ครม.ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 จะมีการเสนอ ครม.พิจารณาแต่งตั้งนายดิสทัต โหตระกิตย์ ที่ปรึกษานายกฯ เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจับตามีชื่อ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ที่มีบทบาททั้งเป็นอาจารย์ นักวิชาการ นักธุรกิจ บุตรสาวของนายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จะมาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ นั้นปรากฏว่า ดร.การดีโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวปฏิเสธว่าไม่เคยมีการพูดคุยหรือทาบทามเลยแต่อย่างใด เช่นเดียวกับนายวัชระ กรรณิการ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.พลังประชารัฐ โดยนายวัชระได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตนไม่ได้รับการติดต่อหรือทาบทามใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า แกนนำพรรค พปชร. เริ่มทาบทามตัวบุคคลจากพรรคร่วมรัฐบาลมาเป็นทีมงานโฆษกประจำสำนักนายกฯ รวมถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ นายภราดร เคยถูกทาบแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ แต่ได้ปฏิเสธและได้มีการพยายามทาบทามอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร. และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรค ได้มีการหารือกันและเห็นควรที่จะเสนอชื่อนายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อไปดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เนื่องจากมองว่ามีความเชี่ยวชาญการตอบโต้ทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ขณะนี้ถือเป็นรัฐบาลปกติแล้ว จึงเห็นว่าน่าจะต้องถูกฝ่ายค้านเดินเกมกดดันทุกรูปแบบแน่ จึงจำเป็นต้องมีโฆษกรัฐบาลที่ถึงลูกถึงคน สามารถตอบโต้และชี้แจงได้ และที่ผ่านมานายธนกรเป็นคนเดียวที่คอยปกป้องพรรคและ พล.อ.ประยุทธ์มาโดยตลอด มีผลงานที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย นอกจากนั้นยังมีความเชี่ยวชาญทางการเมือง มีไหวพริบและมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้สื่อข่าวการเมือง อีกทั้งยังเป็นคนที่มีคอนเนกชั่นอย่างดี เนื่องจากได้เข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงหลายหลักสูตร อีกทั้งนายธนกรก็มีความตั้งใจที่จะเข้าไปทำงาน แต่สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นคนพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากพรรค พปชร.แจ้งถึงความคืบหน้าการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเพื่อไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรี แกนนำของพรรคในแต่ละภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน เริ่มมีการวางตัวบุคคลรอไว้แล้วบางส่วน แต่ยังต้องรอนายสนธิรัตน์พิจารณาวางหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะชัดเจนว่าใครมีความเหมาะสมเพียงใด โดยจะพิจารณาตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 2 หรือผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทางการเมืองเข้ามา อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาในข้อกฎหมายว่า ส.ส.จะเป็นได้หรือไม่ เนื่องจากอาจเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตาม ม.184 และ 185 ตามรัฐธรรมนูญ จนอาจเกิดลักษณะว่าแต่งตั้ง ส.ส.เป็นข้าราชการการเมืองได้ แต่ไม่สามารถทำงานได้เกิดขึ้น
13 ก.ค.ชงนโยบายให้นายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ชักชวนอดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในภาคเหนือและอีกหลายคนให้มาช่วยกันทำงานการเมืองต่อไป เช่น นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ภาคเหนือ เป็นไปได้สูงว่า ร.อ.ธรรมนัสจะให้โอกาสหลายคนได้เข้ามาทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เนื่องจากทราบกันแล้วว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ร.อ.ธรรมนัสจะขยับไปลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมดเช่นเดิม จึงจำเป็นต้องวางตัวบุคคลให้มีตำแหน่งเป็นข้าราชการการเมือง เพื่อสร้างความนิยมในพื้นที่ให้กับพรรคอีกทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงไทม์ไลน์ที่จะแถลงนโยบายในวันที่ 24-25 ก.ค.ว่า ไม่ทราบ เรื่องนี้ทางวิปรัฐบาลจะต้องไปกำหนดร่วมกับทางประธานสภาฯ และต้องคุยกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะการแถลงนโยบายนั้นต้องประชุมร่วม ดังนั้นต้องถามทางวุฒิสภาด้วย แต่หลักเบื้องต้นการที่จะไปกำหนดไทม์ไลน์ได้นั้น ตัวนโยบายต้องเสร็จก่อน แต่เร็วได้ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าเร็ว เท่ากับว่าได้เริ่มงานเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้องประชุมทีโอที ชั้น 14 มีการประชุมคณะทำงานประสานงานและจัดทำนโยบายของรัฐบาล ครั้งที่ 2 เพื่อเตรียมทำเนื้อหาด้านนโยบายแถลงต่อรัฐสภา โดยมีตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลและคณะทำงานร่วมประชุม อาทิ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ในฐานะประธานคณะทำงานประสานงานและจัดทำนโยบายของรัฐบาล, นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.), นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ชพน., นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แต่ขาดตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม นายสนธิรัตน์แถลงว่า ภาพรวมเนื้อหาทางพรรคร่วมรัฐบาลเห็นตรงกันทั้งหมดแล้ว และเตรียมปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย ก่อนจะส่งให้นายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. โดยหัวใจของการทำนโยบายคือต้องขับเคลื่อนงานเพื่อประโยชน์ประชาชน ส่วนรายละเอียดของการปฏิบัติตามนโยบายหรือมาตรการที่จะดำเนินการหลังจากนั้น เป็นสิ่งที่ต้องยึดเป็นมาตรการบนหลักการของการทำงานร่วมกัน และวันนี้ที่ไม่มีตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะได้พิจารณาเนื้อหาและเป็นที่พอใจแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวยืนยันว่า นโยบายรัฐบาลและมาตรการที่จะเกิดขึ้นหลังการแถลงรายละเอียดจะเป็นไปตามกรอบงบประมาณ ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าในบางนโยบายที่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก อาทิ การดูแลสวัสดิการแม่และเด็ก ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาทนั้น รัฐบาลมีนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนได้แน่นอน ทั้งนี้ การจัดทำนโยบายไม่อยากให้ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดเท่านั้น ดังนั้นประเด็นใดที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจะนำมาพิจารณาเขียนไว้ด้วย ส่วนรายละเอียดที่จะนำไปปฏิบัตินั้น หากมีโอกาส ตนอยากหารือร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านด้วยเช่นกัน ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องหารือกันอีกเล็กน้อย ก็น่าจะจบ อยู่ระหว่างคุยกัน ไม่มีเงื่อนไขอะไร &amp;nbsp;
ปชป.ย้ำเงื่อนไขเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนการแถลงนโยบายจะใช้เวลากี่วัน อยู่ที่ทางวิปรัฐบาลหารือและกำหนดเวลา ทั้งนี้ มองว่าควรมีระยะเวลาให้ทุกฝ่ายพิจารณาและแสดงความคิดเห็น ไม่กังวลว่าเวทีแถลงนโยบายดังกล่าวจะถูกฝ่ายค้านนำไปใช้เป็นเครื่องมือหรือประโยชน์ทางการเมือง เพราะมองในแง่ดีที่ว่าทุกฝ่ายต้องร่วมแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์ของประเทศ ความเห็นใดที่เป็นประโยชน์หรือเป็นประเด็นติติง เราพร้อมจะรับฟัง&amp;quot; นายสนธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ให้ไปหารือร่วมกับแกนนำพรรค พปชร.จัดทำนโยบายรัฐบาล กล่าวถึงเงื่อนไข 3 เรื่องการร่วมรัฐบาลที่ต้องกำหนดในนโยบายรัฐบาล คือ นโยบายประกันรายได้เกษตรกร การแก้ไขวิธีการแก้รัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้นภายใน 1 ปี และการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ซึ่งเป็นเรื่องที่เจรจาก่อนเข้าร่วมรัฐบาล โดยเงื่อนไขของพรรคเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและรัฐบาล อีกทั้งนายสนธิรัตน์ รับปากทางโทรศัพท์กับหัวหน้าพรรคไว้แล้ว ดังนั้นจะต้องมี 3 เรื่องนี้ในนโยบายของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่มีกระแสข่าวว่าจะไม่ระบุชัดเจนในนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการประกันรายได้เกษตรกรและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐต้องทบทวน เนื่องจากเป็นข้อตกลงเดิม อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งใดๆ และยังไม่เห็นร่างนโยบายที่ยกร่างล่าสุด แต่คิดว่าก่อนที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภา น่าจะส่งให้ทุกพรรคการเมืองได้เห็นก่อน&amp;rdquo; นายจุติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ในส่วนของพรรค ปชป.ซึ่งมี ส.ส.บัญชีรายชื่อไปเป็นรัฐมนตรี 3 คน จะมีการลาออกจากตำแหน่ง 2 คน คือนายจุติและคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ยกเว้นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ต้องทำหน้าที่ประสานงานในสภา โดยนายจุติและคุณหญิงกัลยาจะลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ แล้ว ส่วนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ คือ ลำดับที่ 22 นายพิสิฐ ลี้อาธรรม และลำดับที่ 23 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ซึ่งปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งจากนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ให้เป็นเลขานุการประธานรัฐสภา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ที่ทำการพรรคชาติไทยพัฒนา จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีงานฉลองวันเกิดครบ 46 ปี พร้อมถือโอกาสนี้ขอบคุณประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมกันนี้ นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ได้นำ ส.ส.ของพรรคและผู้บริหารพรรคเข้าอวยพรด้วย โดยนายวราวุธกล่าวว่าขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุนพรรค พร้อมให้คำมั่นสัญญาจะปฏิบัติงานในหน้าที่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ &amp;ldquo;กัญชาเสรีเพื่อการแพทย์&amp;rdquo; โดยมี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก
ดันกัญชาการแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวตอนหนึ่งว่า เราได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนว่า หากพวกเราได้เป็น ส.ส. และได้รับโอกาสเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จะทำเรื่องการใช้กัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วยและการใช้กัญชาเพื่อรักษาทางการแพทย์ ซึ่งเราให้คำมั่นสัญญาว่านโยบายนี้ต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแน่นอน พลังของทุกคนจะเป็นส่วนช่วยอย่างมากเพื่อให้นโยบายกัญชาเสรีและทางการแพทย์เกิดขึ้นได้โดยเร็ว เราได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุข โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขนำทีมตัวแทนทุกกรมภายในกระทรวงมาร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ ถือว่ามีสปิริตในการทำงาน เป็นสัญญาณที่ดีและเป็นนิมิตหมายที่ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า จากนี้ไปไม่ขอพูดว่านโยบายกัญชาเสรีเพื่อทางการแพทย์เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นนโยบายของคนไทยทุกคน จะสำเร็จได้หรือไม่ ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จากที่พรรคเข้าใช้เฟซบุ๊ก ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าเมื่อไหร่จะจำหน่ายหรือจะปลูกได้ เพราะอยากจะสูบและพี้กัญชาแล้ว ซึ่งนั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของพรรค เพราะนโยบายหลักของพรรคคือเป็นทางเลือกในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ต้องการให้กัญชาต้องเป็นยารักษาโรคตามกฎหมาย ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และอยู่ในบัญชียาหลักที่ผู้ถือบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค หรือบัตรทอง สามารถเข้ารับการรักษาได้ และเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครสามารถอ้างสิทธิบัตรได้ หากทำได้สำเร็จจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับคนไทยอย่างมั่นคงและแข็งแรง และขอให้รอฟังนายกฯ ประกาศนโยบายรัฐบาลในไม่ช้านี้ วันนี้ถือเป็นการบีบบังคับว่าถ้าเราทำนโยบายนี้ไม่ได้ เราสูญพันธุ์อย่างแน่นอน ดังนั้นเราต้องทำให้สำเร็จ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า เมื่อกัญชาเข้าสู่ร่างกายจะไปกระตุ้นระบบภายในและทำการจับกันเองภายในร่างกายเพื่อรักษาโรค ซึ่งการใช้กัญชาในแต่ละครั้งต้องใช้เป็นจำนวนน้อยเพื่อรอให้ออกฤทธิ์ ผู้ใช้จึงต้องรู้จักข้อจำกัดของการใช้กัญชาก็จะเกิดประโยชน์ &amp;nbsp;ขณะนี้กรมการแพทย์ได้รู้ถึงวิธีการใช้กัญชาอย่างเหมาะสม และใครสามารถใช้ได้บ้าง เพราะเมื่อใช้กัญชารักษาโรคเป็นจำนวนมากเกินความจำเป็น จะส่งผลต่อสมองในอนาคต ส่วนตัวจึงไม่สนับสนุนให้ใช้กัญชาในทางสันทนาการ เพื่อไม่ให้เกิดอาการเสพติด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังงานสัมมนา 12 องค์กรร่วมกันออกแถลงการณ์สนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อให้หมอพื้นบ้านเดชา ศิริภัทร ใช้รักษาผู้ป่วยกรณีจำเป็นเฉพาะรายอย่างต่อเนื่องและทันต่อความต้องการของผู้ป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทินให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การปลูกกัญชา ถ้าปลูกในบ้านก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นผู้ดูแล เพราะจะมีการจัดอบรมให้ อสม.ไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับประชาชนทั่วไป เพื่อขยายผลการปลูกในบ้าน คาดว่าใช้เวลา 1-2 ปีก็จะเรียบร้อยทั้งหมด เครือข่าย อสม.ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขทุกคนขึ้นทะเบียนแล้วเรียบร้อย เรามีโครงการนำร่องจัดอบรมให้เห็นถึงประโยชน์และสรรพคุณของกัญชาแบบค่อยเป็นค่อยไป และขยายผลไปเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ระบุจะสนับสนุนสารสกัดน้ำมันกัญชา เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่จะเป็นในส่วนของสารสกัดน้ำมันกัญชา ล็อต 2 ที่จะส่งมอบได้ในอีก 4 เดือนข้างหน้า ส่วนการผลิตสารสกัดน้ำมันกัญชาเมดิคัลเกรดขององค์การเภสัชกรรม ล่าสุดผลิตน้ำมันกัญชาชนิดหยดใต้ลิ้นเพิ่มเป็น 10,000 ขวด จากเป้าหมายเดิม 2,500 ขวด ซึ่งที่เพิ่มขึ้นจะเป็นส่วนของสูตร THC สูง และจะเริ่มทยอยกระจายไปยังโรงพยาบาลใช้รักษาผู้ป่วยได้ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ และพร้อมเดินหน้าปลูกกัญชาล็อต 2 ทันที
เด็กปชป.ตามบี้&amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงปัญหาทางเศรษฐกิจว่า ล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันปรับลดเป้าจีดีพีลงจาก 3.3 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 2.9 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นสัญญาณที่เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัว วิธีการแก้ไขให้เอสเอ็มที่เข้มแข็งคือ ให้เข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ที่จะประกันความเสี่ยงได้ โดยลดค่าธรรมเนียม ขอเรียกร้องว่าการช่วยเหลือไม่ใช่การพยุงค่าเงินบาทเพียงอย่างเดียว ค่าเงินแข็งมีคนเสียประโยชน์และคนได้ประโยชน์ เพราะคนจะซื้อของนำเข้าได้ในราคาถูก เป็นข้อดีให้บริษัทนำเข้าซื้อเครื่องมือในราคาถูกรัฐบาลน่าจะใช้ช่องนี้ให้เกิดการกระตุ้นการลงทุน นโยบายพรรค ส.ส.อนาคตใหม่ก็ได้อภิปรายให้สภารับฟังแล้ว หากนายกฯ หรือรัฐบาลเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็สามารถหยิบไปใช้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า โฉมหน้า ครม.ด้านเศรษฐกิจจะสร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า สร้างความเชื่อมั่นได้เท่ากับ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นคนเดิมเสียส่วนใหญ่ ยกเว้นกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตร ที่เป็นคนของฝั่งประชาธิปัตย์ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่า รัฐบาลไม่มีโครงการที่ดี แต่มีปัญหาเรื่องการทำให้เกิดผลได้จริง จึงทำให้เอกชนยังเกิดความกังวลเหมือนเดิม เมื่อรองนายกฯ เศรษฐกิจยังเป็นคนเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความเห็นของนายเชาว์ มีขวด ทนายอาสา อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ &amp;quot;ปฏิรูปประเทศอย่างไร ถึงได้คนมีมลทินคดียาเสพติดมาเป็นรัฐมนตรี&amp;quot; ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเคยถูกถอดยศราชการทหาร ขณะดำรงตำแหน่ง ร.ท. ในยุครัฐบาลชวน 2 กรณีที่มีการเปิดข้อมูลว่า ร.อ.ธรรมนัสเคยถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุกในคดียาเสพติด ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาปกป้องว่าไม่ขาดคุณสมบัติเพราะไม่ได้ถูกตัดสินจำคุกโดยศาลไทย ซึ่งเป็นความจริงในแง่กฎหมาย แต่เราจะปฏิรูปประเทศ โดยพูดถึงแต่ข้อห้ามทางกฎหมายโดยละทิ้งคุณธรรมจริยธรรมไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่ากำลังทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะคล้ายคลึงกับกรณีที่นายทักษิณขายหุ้นไม่เสียภาษีแล้ว นายสุวรรณ วลัยเสถียร ออกมาอธิบายว่า ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ขออธิบายเรื่องจริยธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ระบุว่า ที่ ร.อ.ธรรมนัสชี้แจงว่าได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทินแล้ว ซึ่งไม่จริง ตาม ป.อาญามาตรา 102 ได้ให้คำนิยามความผิดลหุโทษ คือ ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โทษจำคุก 8 เดือน ของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่ใช่ความผิดลหุโทษ ยิ่งความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง &amp;nbsp;พ.ร.บ.ล้างมลทินมีผลเป็นเพียงการล้างโทษทางวินัยที่ผู้กระทำผิดได้รับเท่านั้น หาได้มีการลบล้างพฤติกรรมการกระทำความผิดอันเป็นสาเหตุที่ทำให้ถูกลงโทษไปด้วยไม่ สังคมควรช่วยกันตั้งคำถามไปถึงผู้นำประเทศ คือเหตุใดจึงตั้งคนที่มีมลทินเช่นนี้เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40832</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชาเสรี, ค่าแรงขั้นต่ำ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รมต.ใหม่, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d289dec7ea1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2019 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2019 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรงงาน&#039;คาดหวังหลังได้รัฐบาลใหม่ ค่าแรงขั้นต่ำปรับเป็น 400 บาททันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เม.ย.62-กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ &amp;nbsp;ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง &amp;ldquo;ปรับค่าแรงขั้นต่ำกับความหวังของแรงงานไทย&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้แรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,160 &amp;nbsp;คน พบว่า ผู้ใช้แรงงานร้อยละ 42.1 ระบุว่าปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำที่ได้รับในแต่ละวันพอดีกับค่าใช้จ่ายจึงไม่มีเงินเหลือเพื่อเก็บออม ขณะที่ร้อยละ 31.6 ระบุว่าไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ต้องกู้ ต้องหยิบยืม ส่วนร้อยละ 26.3 ระบุว่าเพียงพอกับค่าใช้จ่ายและมีเงินเก็บออม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่านโยบายหาเสียงเลือกตั้งค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาทจากพรรคการเมืองต่างๆ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.5 เห็นว่ามีผลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด &amp;nbsp;ขณะที่ร้อยละ 49.5 เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อถามต่อว่าหากได้รัฐบาลใหม่แล้ว คาดหวังกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.7 ระบุว่าคาดหวัง โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 43.0 หวังว่าจะได้ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทเลยในทันที รองลงมาร้อยละ 15.3 หวังว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 400 บาทภายใน 1-2 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และร้อยละ 3.4 หวังว่าไม่เกิน 3 ปี จะได้ค่าแรงถึง 400 บาท ขณะที่ร้อยละ 38.3 ไม่ได้คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่กังวลมากที่สุดหากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400-425 บาทคือ ข้าวของราคาแพงขึ้น คิดเป็นร้อยละ85.9 รองลงมาคือ ค่าแรงขั้นต่ำจะไม่ขึ้นอีกหลายปี คิดเป็นร้อยละ 21.6 และตกงาน โดนเลิกจ้าง คิดเป็นร้อยละ 21.0&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าหากภาครัฐมีการพัฒนาทักษะแรงงาน สำหรับงานและอาชีพแต่ละระดับให้เป็นมาตรฐาน เพื่อเข้าสู่การพิจารณาปรับค่าแรงมาตรฐานให้สูงขึ้น ท่านสนใจจะเข้าร่วมมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.0 สนใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ38.0 สนใจค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายในฐานะแรงงานไทย อยากฝากความหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 79.0อยากให้ควบคุมราคาสินค้าอุปโภค บริโภค พื้นฐานไม่ให้ขึ้นราคา กระทบค่าครองชีพ รองลงมาร้อยละ 53.6 อยากให้ดูแลสวัสดิการความปลอดภัย ค่ารักษาพยาบาลแก่แรงงาน และร้อยละ 37.7 &amp;nbsp;อยากให้รัฐบาลเร่งรัดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ลดภาวการณ์ว่างงาน.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34760</URL_LINK>
                <HASHTAG>400 บาท, กรุงเทพโพลล์, ค่าแรงขั้นต่ำ, แรงงานไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190430/image_big_5cc7ad3aa97b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10746</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 19:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น่าสงสาร&quot;ลูกจ้างสธ.&quot;สุดรันทดชี้ไม่ได้ถูกละเลยแค่ค่าจ้าง แม้แต่ฐานข้อมูลก็ยังไม่มี   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
5มิ.ย.61-ลูกจ้างตัดพ้อ สธ. ชี้ถูกละเลย&amp;nbsp; ค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ขยับ ยังได้เท่าเดิม แม้แต่ฐานข้อมูลลูกจ้างยังไม่มี&amp;nbsp;&amp;nbsp;วอน รมว.สธ.ตั้งคณะทำงานหากต้องการช่วยเหลือจริงตามที่รับปากไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายโอสถ สุวรรณ์เศวต ประธานสมาพันธ์สมาคมลูกจ้างรัฐแห่งประเทศไทย (สสลท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามการแก้ปัญหาลูกจ้างของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้เข้าร่วมประชุมกับทางผู้บริหาร สธ. เกี่ยวกับภาพรวมการจัดการปัญหาพนักงานสธ. หรือ พกส. เป็นหลัก แต่ไม่กล่าวถึงประเด็นใหญ่คือ ลูกจ้างในระบบเลย กล่าวเพียงว่า ขณะนี้ไม่มีตัวเลข ไม่มีฐานข้อมูลของลูกจ้างในกระทรวงฯ ทั้งลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างเหมาทำของ ลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง สะท้อนว่า กลุ่มลูกจ้าง เหมือนถูกละเลยมาตลอด เงินค่าจ้างที่ได้รับก็ไม่ได้ตามค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ใช่แค่เกณฑ์ขั้นต่ำของกระทรวงแรงงาน แต่ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำของสธ. ที่กำหนดเองด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายโอสถ กล่าวอีกว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของกระทรวงแรงงานกำหนดที่ให้บริษัทต่างๆต้องปฏิบัติ รายวันก็ 300 บาทต่อวัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 9,000-15,000 บาท แต่ของสธ.จะมีประกาศของตนเอง โดยค่าแรงจะอยู่ที่ต่ำสุด7,500-14,500 บาท อย่างตนเป็นพนักงานกระทรวงฯทำงานมาตั้งแต่ปี 2537 ได้เงินเดือนอยู่ที่เดือนละ 11,070 บาท แล้วลูกจ้างจะได้น้อยกว่าขนาดไหน &amp;nbsp;ซึ่งทราบมาว่ามีลูกจ้างที่มีปัญหาค่าแรงประมาณ 40,000-50,000 คน &amp;nbsp;จึงไม่ทราบว่า เพราะอะไรทาง สธ.จึงไม่มีตัวเลขตรงนี้ &amp;nbsp; ซึ่งน่าน้อยใจมาก เพราะอย่างค่าตอบแทนฉบับ 11 ที่จ่ายเพิ่มนอกเหนือเงินเดือนให้แก่วิชาชีพต่างๆ กลับทำอย่างรวดเร็ว แต่ของลูกจ้าง กลับถูกละเลย หากไม่รวมตัวกันไปร้องเรียนก็คงไม่มีอะไรขยับ &amp;nbsp; จนขณะนี้ ก็ยังไม่เพิ่มตามเกณฑ์ที่ควรได้รับ มีการพูดคุยกันในพื้นที่ว่าให้เวลาประมาณ 1 เดือนน่าจะประมาณกลางเดือนมิถุนายนนี้ &amp;nbsp;จะรวมตัวเรียกร้องอีก ในแต่ละพื้นที่ของศาลากลางจังหวัด อย่างไรก็ตามอยากให้ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการสธ.ลงมาดูเรื่องนี้เอง เพราะเคยรับปากจะช่วยเหลือ แต่ยังไม่ตั้งคณะทำงานเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ สธ.กำลังดำเนินการโดยเริ่มทำแล้วในกลุ่มพนักงานของกระทรวง 1,500 คนที่ยังไม่ได้ค่าแรงขั้นต่ำ นายโอสถ กล่าวว่า นั่นเป็นกลุ่มพนักงานกระทรวงฯ หรือพกส. ซึ่งไม่ใช่ลูกจ้าง จริงๆ ต้องพูดถึงลูกจ้างด้วย ถ้ามีความจริงใจในการช่วยเหลือก็ควรตั้งคณะทำงานขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านพญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัด สธ. กล่าวว่า สธ.ดำเนินการเรื่องค่าตอบแทนของลูกจ้างอยู่ ณ ขณะนี้ โดยการประชุมร่วมที่ผ่านมาก็มีการพูดถึงการจะดำเนินการอย่างไร เพียงแต่ที่มีเรื่องของพนักงานกระทรวงฯ ออกมาก่อนนั้น เนื่องจากมีข้อมูลอยู่ในระบบ กล่าวคือ เป็นลูกจ้างที่ขึ้นเป็นพนักงานกระทรวงฯ 1,500 คน โดยกลุ่มนี้อยู่ในกลุ่มใหญ่ที่ขึ้นเป็นพกส. แต่ยังไม่ได้ถูกปรับขึ้นเงินตามอัตราที่สธ.กำหนดตามกระทรวงการคลัง ซึ่งเดิมมีเป็นหมื่นๆคนก็ปรับเพิ่ม ขณะนี้เหลือ1,500 คน เดิมเราให้ปรับขึ้นตามวุฒิให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 แต่เมื่อจำนวนเหลือกว่าพันคน จึงให้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จไปเลย ณ ขณะนี้ส่วนลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายคาบ ลูกจ้างเหมาบริการ ขอเวลาหาตัวเลขจริงๆ ว่ามีกี่คนที่ได้รับค่าแรงต่ำกว่าที่กระทรวงฯกำหนด จากนั้นก็จะมาทำกรอบอัตราการจ้างงานภาพรวมทั้งหมดว่า ควรจะมีทิศทางอย่างไร ซึ่งไม่ใช่ไม่ดำเนินการแต่กำลังทำไปทีละขั้นตอน ซึ่งไม่ใช่ให้ความสำคัญกับกลุ่มไหนเป็นพิเศษ เราให้ความสำคัญหมด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10746</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ค่าแรงขั้นต่ำ, ลูกจ้างสธ., สมาพันธ์สมาคมลูกจ้างรัฐแห่งประเทศไทย (สสลท.), โอสถ สุวรรณ์เศว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b167e81713bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
