<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ลุ้น ครม.เคาะร่างสัญญาขยายสัมปทานทางด่วน15ปี8เดือน แก้ปัญหาข้อพิพาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.63-นายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการ บอร์ด มีมติเห็นชอบเห็นชอบร่างสัญญายุติข้อพิพาททางด่วนระหว่าง กทพ. กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEMและบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด หรือ &amp;nbsp;NECLในการขยายสัญญาโครงการทางด่วน เป็นระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อระงับข้อพิพาทคดีทางด่วนที่มีมูลค่าที่ 58,873 ล้านบาท โดยไม่มีการลงทุนก่อสร้างปรับปรุงทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck ) คาดว่าจะเสนอร่างสัญญาดังกล่าวให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาภายใน 1-2 วัน และจากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติ หากเห็นชอบคาดจะลงนามสัญญาได้ภายในเดือน ก.พ.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซึ่งก็จะไม่มีข้อพิพาทเรื่องสร้างทางแข่งขันและปมไม่ปรับขึ้นค่าผ่านทางกันอีกต่อไป ถือว่ากทพ.ได้ดำเนินการภายใต้กรอบเวลาและเงื่อนไข ในส่วนของทางแข่งขัน จะไม่มีอีกแล้ว ถือว่าเป็นจุดจบความเจ็บปวดเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมด&amp;rdquo; นายสุรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บอร์ดยังได้อนุมัติผลการประมูลโครงการก่อสร้างทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก สัญญาที่ 3 (ทางยกระดับ จากโรงพยาบาลบางปะกอก9 อินเตอร์เนชั่นแนล &amp;ndash;ด่านดาวคะนอง) ระยะทาง 5 กม. ซึ่งกิจการร่วมค้าไชน่าเรลเวย์-ซีวิล-บุญชัย ประกอบด้วยบริษัท China Railway 11 th Bureau Group Corporation, บริษัท ซีวิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เสนอราคาต่ำสุด 6,098 ล้านบาท โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะเปิดให้อุทธรณ์ผลการประมูล หากไม่มีผู้ยื่นอุทธรณ์ ก็คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาร่วมกับเอกชนได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรงค์ กล่าวว่าขณะนี้เตรียมเสนอครม.เพื่อรายงานเพื่อทราบ ขอนำเงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) มาชำระหนี้เงินกู้ที่มีต่อรัฐบาล แทนการกู้เงินมาชำระหนี้ ซึ่งปีนี้ มีวงเงินหนี้ที่ต้องชำระประมาณ 8,000 ล้านบาท ถือเป็นการนำเงินจากกองทุน TFF ไปใช้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งได้หารือกับเลขาฯกลต. แล้วว่า เป็นดุลพินิจ สามารถทำได้ ไม่ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ในการระดมทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมบอร์ดรับทราบการลาออก ของนายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการฯกทพ มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.เป็นต้นไป และได้มีมติแต่งตั้ง นายวิชาญ เอกรินทรากุล รองผู้ว่าฯ กทพ. ฝ่ายกลยุทธ์และแผนงาน ทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าฯกทพ. ซึ้งถือเป็นรองผู้ว่าฯที่อาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่รักษาการฯ ส่วนกระบวนการสรรหา ผู้ว่าคนใหม่นั้น ได้สั่งให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เนื่องจากยังมีหลายโครงการที่ต้องเร่งผลักดัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55367</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), ค่าโง่ทางด่วน, สุรงค์ บูลกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b8358abae397.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2019 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2019 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอระวี&#039;เผยค่าโง่ทางด่วนใกล้จบฟันธงปิดประตูตายต่อสัมปทาน30ปี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ธ.ค. 2562- &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะผู้เสนอญัตติค่าโง่ทางด่วน โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัวระบุถึงเรื่องค่าโง่ทางด่วนว่า ใกล้จะจบแล้ว ครั้งที่ได้เสนอเป็นญัตติด่วนเข้าสู่สภาฯ เพื่อตั้งกรรมาธิการศึกษาหาทางแก้ไข ได้ผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งขอให้ถอนญัตติออก แต่เมื่อตั้ง กมธ.สำเร็จก็มาขอไม่ให้เป็นประธาน กมธ.อีก &amp;nbsp;หรือแม้แต่เริ่มศึกษาก็เจอการสกัดทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยแต่ในที่สุดก็สามารถจบลงได้ โดยเสียงโหวตในกรรมาธิการเสียงแตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากญัตตินี้ผ่านสภามา 2-3 เดือนแล้ว มี ส.ส.ในสภา และคนที่รู้จักนอกสภาจำนวนมาก ถามผมว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว ผมทราบข่าวว่าคณะทำงานของกระทรวงคมนาคมที่ปลัดกระทรวงเป็นประธาน ได้ศึกษาจนได้ข้อสรุปแล้ว จะนำเสนอรัฐมนตรีคมนาคมในวันจันทร์ที่ 23 ธ.ค.นี้ และคาดว่าวันอังคารที่ 24 ธ.ค.คงจะนำเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป&amp;quot; นพ.ระวี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี ระบุว่า ทางออกสำหรับค่าโง่ทางด่วนนี้คาดว่าจะมีทางออก 3 ทาง คือ 1.ยุติการต่อสัมปทานทางด่วนให้เอกชนพร้อมการสู้คดีในศาลทุกคดี 2.ต่อสัมปทาน 15 ปีแรกกับการยุติคดี ส่วนเรื่องการสร้าง &amp;nbsp;Double deck กทพ.ค่อยพิจารณาใหม่ และ 3.ต่อสัมปทาน 30 ปีตามที่บอร์ด กทพ. และเอกชนเสนอ ซึ่งคิดว่าแนวทางที่ดีที่สุด คือแนวทางที่ 1 ที่อัยการหลายคน ยืนยันว่าน่าจะสู้คดีได้และต้องการสู้คดีให้ถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางที่ 2 พอรับได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขอย่างน้อย 4 ข้อ คือ 1.รัฐมนตรีต้องดูประเด็นทางกฎหมายด้วยว่าสามารถทำได้หรือไม่ ควรให้กฤษฎีกาช่วยดูให้รอบคอบก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี 2.เอกชนต้องยอมยุติคดีทั้งหมด 3.ประเด็นการขึ้นค่าทางด่วน 10 บาททุก 10 ปีควรจะลดเหลือ 5 บาททุก 10 ปี และ 4.ให้กทพ.เร่งศึกษาเรื่องการลดการติดขัดการจราจรบนทางด่วนโดยเร็ว เช่นการสร้าง Double deck การขยายเลนทางด่วนบางจุด การลดด่านเก็บเงิน การใช้ easy pass &amp;nbsp;มากขึ้นฯลฯ ส่วนแนวทางที่ไม่ควรทำคือการต่อสัมปทาน 30 ปีตามที่บอร์ด กทพ. และเอกชนเสนอตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวต่อว่า เชื่อมั่นในจุดยืนของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมต.คมนาคม ที่เคยยืนยันกับตนเองตอนที่เสนอญัตตินี้เข้าสภาก่อนที่จะเป็นรมต.คมนาคม ว่าเห็นด้วยกับการออกมาต่อสู้เรื่องค่าโง่ทางด่วน ว่า น่าจะไม่เลือกแนวทางที่ 3 แน่นอน ทั้งนี้คาดว่า มติ ครม. น่าจะเลือกแนวทางต่ออายุ 15 ปี แม้ว่าจะไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดแต่ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่พอรับ อย่างไรก็ตาม หาก รมต. คมนาคม เลือกแนวทางต่ออายุ 15 ปีต้องพิจารณารายละเอียดประกอบ 4 ข้อ ตามที่ตนเองเสนอโดยเฉพาะประเด็นทางกฎหมายว่าสามารถทำตามแนวทางนี้ได้หรือไม่ ถ้ามีการร้องต่อศาลปกครองจะได้ไม่ตกม้าตาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่ทางด่วน, ญัตติ, นพ.ระวี มาศฉมาดล, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่, เฟสบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5d9fff176c126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วันชัย&#039; ชี้ ค่าช่างหัวมัน ค่าเอาตัวรอด ทำให้รัฐเสียหายยิ่งกว่าค่าโง่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค 62 - นายวันชัย &amp;nbsp;สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา &amp;nbsp;กล่าวว่า ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;ได้นำกรณีเรื่องค่าโง่ทางด่วนที่ทำให้รัฐได้รับความเสียหายเป็นหมื่นล้านขึ้นมาศึกษาเปรียบเทียบกรณีที่เป็นความเสียหายของรัฐเป็นแสนล้านกรณีที่มีการทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและรัฐได้ฟ้องร้องจนชนะคดีถึงที่สุดที่รัฐจะต้องไปบังคับเอากับผู้ที่ทำละเมิดหรือทุจริตเป็นหลายร้อยหลายพันคดีและมีเรื่องค้างคาอยู่ที่สำนักงานอัยการสูงสุด กรมบังคับคดี และหน่วยงานต่างๆของรัฐโดยไม่มีใครไปติดตามยึดอายัดทรัพย์สิน บังคับคดีเอาเงินมาคืนให้กับรัฐได้ ปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ปัดสวะไปให้พ้นๆตัว จนโยกย้ายตำแหน่งหรือเกษียณไปแล้วก็ไม่ทำอะไรกับเรื่องที่ค้างคานั้น เสมือนหนึ่งว่า &amp;ldquo;ช่างหัวมัน&amp;rdquo; ไม่ใช่เรื่องของฉัน ไม่ใช่เงินของพ่อของแม่ตัวเอง ปล่อยให้ผ่านๆไป ไม่มีการสืบทรัพย์ ไม่มีการเร่งรัดติดตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อชนะคดีแล้วหน่วยงานรัฐก็สักแต่ได้คำพิพากษา เป็นกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครรับผิดชอบ ซึ่งเป็นความเสียหายมากกว่าค่าโง่เสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวันชัยยังกล่าวอีกว่า ในที่ประชุมของกรรมาธิการฯยังได้หยิบยกประเด็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐถูกฟ้องคดีทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าแพ้ จะต้องจ่ายเงินให้กับคู่กรณี หรือแม้ศาลชั้นต้นตัดสินแล้วว่าแพ้ รู้ทั้งรู้ว่าจะอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปก็ต้องแพ้ แต่หน่วยงานของรัฐเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็โยนกลองว่าต้องฟ้องคดี ต้องอุทธรณ์ ฎีกาจนคดีถึงที่สุด ไม่ยอมเจรจา ไม่ยอมต่อรองและไม่ยอมทำอะไรใดๆทั้งสิ้นต้องให้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเท่านั้นและรัฐก็ต้องจ่ายค่าเสียหายและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากหลายเท่า จะว่าไปแล้วก็เป็นเงินมากพอกับค่าโง่ แต่นี่คือค่าเอาตัวรอด เอาคำพิพากษามาเป็นเกราะป้องกันเพื่อจะให้ตัวเองรอด แต่รัฐจะเสียหายอย่างไรเท่าไรก็ช่างหัวมัน เป็นอย่างนี้ไปทั่วทุกหน่วยงานของรัฐและก็ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดๆที่จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ ตลอดจนรัฐเองก็ไม่มีมาตรการที่จะทำอะไรได้ในเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะมีคณะกรรมการกลางหรือหน่วยงานใดที่ตัดสินใจระงับยับยั้งป้องกันความเสียหายของรัฐอันเป็นไปในลักษณะโปร่งใสตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะเห็นได้ว่าค่าช่างหัวมันและค่าเอาตัวรอดก็สร้างความเสียหายให้แก่รัฐอย่างมหาศาล กรรมาธิการฯจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ลอยนวล จะทำการศึกษาตรวจสอบหามาตรการป้องกันแก้ไขให้ได้ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะมีแต่คนเอาตัวรอดและก็คิดแค่ว่าช่างหัวมัน&amp;quot;นายวันชัย กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48850</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่ทางด่วน, งบประมาณ, วันชัย สอนศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190610/image_big_5cfe6af2b137d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2019 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2019 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEM ยืนกรานขยายสัมปทานทางด่วนจบข้อพิพาทค่าโง่  ย้ำรัฐได้ประโยชน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 2562 นายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าข้อพิพาทค่าชดเชยทางด่วนมูลค่า 100,000 ล้านบาทนั้นเกิดกรณีการทางพิเศษ(กทพ.)ไม่ปรับค่าผ่านทางให้ตามสัญญาและไม่มีการเยียวยากรณีสร้างทางแข่งขันดอนเมืองโทลล์เวย์ ดังนั้นจึงเกิดข้อพิพาทกันตั้งแต่ชั้นอนุญาโตตุลาการไปจนถึงชั้นศาลสูงสุด ซึ่งปัจจุบันถือว่าการเจรจาคืบหน้าไปมากแล้ว ถือว่าได้ข้อสรุปครบแล้วเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามซึ่งทางออกที่มีขณะนี้เชื่อว่าดีที่สุดสำหรับฝ่ายรัฐบาล ประชาชนไม่เสียประโยชน์ แม้ว่าฝ่ายเอกชนเองจะเสียประโยชน์ไปบ้างแต่ก็ถือว่าทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ค่อนข้างมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่จะไม่เปลี่ยนเงื่อนไขการเจรจาที่มีมาตลอด 1 ปี เนื่องจากหากจะต่อสู้คดีต่อไปนั้นกทพ.อาจต้องชดเชยค่าเสียหายมากถึง 326,000 ล้านบาทแบ่งเป็นกรณีข้อพิพาทการแข่งขัน 210,000 ล้านบาท และข้อพิพาทเรื่องปรับค่าผ่านทาง 116,000 ล้านบาท ทว่าข้อสรุปที่ตกลงกันได้นั้นคิดเป็นมูลหนี้เพียง 58,873 ล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลหนี้ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์สฤษดิ์ กล่าวต่อว่าสำหรับเงื่อนไขการเจรจาเพื่อจบข้อพิพาททั้งหมดนั้นคือการต่อขยายสัมปทานทางด่วน 3 เส้นทางไปอีก 30 ปี พร้อมกับเอกชนลงทุนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 (Double Deck) และทางหลีก Bypass วงเงินลงทุนรวม32,000 ล้านบาท แบ่งเป็น สัญญาที่ 1 คือ การยกเลิกข้อพิพาททั้งหมดพร้อมต่อขยายสัมปทาน 15 ปี โดยหมดอายุสัมปทานทุกเส้นทางพร้อมกันที่ 31 ต.ค. 2578 และต้องแบ่งรายได้ให้กทพ.ไม่น้อยกว่าเดิมคือ 60% ของรายได้ทั้งหมดพร้อมกับเงื่อนไขปรับค่าผ่านทางได้ทุก 10 ปี สัญญาที่ 2 คือต่อขยายสัมปทานเพิ่มอีก 15 ปีพร้อมลงทุนก่อสร้าง Double Deck ก่อสร้าง ByPass ก่อสร้างจุดขึ้น-ลงที่สถานีกลางบางซื่อ และก่อสร้างด่านเก็บเงินเพิ่มอีก 2 จุดที่ด่านอโศกและด่านประชาชื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจะลงนามสัญญาที่ 2 ได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ภายใน 2 ปีหรือมากกว่านั้น ดังนั้นหากกทพ.พยายามจนสุดความสามารถแล้วยังไม่สามารถเสนอรายงาน EIA ให้ผ่านเพื่อก่อสร้างโครงการได้ก็จะถือให้ยึดการต่อสัมปทานในสัญญาที่ 1เป็นหลักหรือเท่ากับว่าข้อพิพาททั้งหมดจบลงแล้วเมื่อลงนามสัญญาที่ 1 ซึ่งเอกชนก็ยินดีแต่ก็เชื่อว่ากทพ.จะสามารถผลักดันเรื่อง EIA ให้ผ่านได้ เนื่องจากการจราจรบนทางด่วนทุกวันนี้เกิดปัญหารถติดเป็นอย่างมากดังนั้นรัฐบาลผู้เป็นเจ้าของโครงการจึงต้องพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ทั้งนี้ปัจจุบัน BEM มีรายได้จากการเก็บค่าทางด่วนปีละ 7,000-8,000 ล้านบาทด้วยอัตราการเติบโตรายได้เฉลี่ย 1-3% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์สฤษดิ์ กล่าวถึงนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ต้องการให้ลดค่าทางด่วน 5-10 บาทว่าสำหรับนโยบายดังกล่าวเห็นว่าเป็นเรื่องยากเพราะเป็นคนละเรื่องกับข้อพิพาทต้องมาเจรจากันอีก ทั้งนี้ที่ผ่านม BEM ก็ช่วยรัฐบาลสุดความสามารถแล้ว ถือว่าช่วยกันเยอะแล้วในเรื่องของข้อพิพาททางด่วนนี้ เพราะหากยึดตามมูลหนี้จริงรัฐบาลอาจเสียค่าชดเชยมากกว่า 300,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในปีนี้นั้นมองว่าผลประกอบการทางด่วนยังคงเติบโตอยู่ที่ 1% รวมรายได้เฉพาะค่าทางด่วนทั้งปี 8,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้งปีจะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้รถไฟฟ้า 30% และทางด่วน 70% ดังนั้นในอนาคต 5 ปี ตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้เป็น 40% โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามการเปิดเดินรถส่วนต่อขยายเฟสแรกช่วงหัวลำโพง-หลักสองนั้นจะยังไม่รับรู้รายได้ในปีนี้เนื่องจากเปิดให้ใช่บริการฟรี ดังนั้นจะรับรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจนในปีหน้าภายหลังจากเปิดเต็มเฟส ช่วง หัวลำโพง-หลักสองและท่าพระ-บางซื่อ ทำให้การรับรู้รายได้รถไฟฟ้าในปี 2563 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรือรวมรายได้ตลอดปีมากกว่า 3,300 บาท โดยมีประมาณการผู้โดยสารราว 500,000 คนต่อวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43491</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, ขยายสัญญาสัมปทาน, ค่าโง่ทางด่วน, พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190815/image_big_5d54c36d283b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2019 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2019 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศักดิ์สยาม”ตั้งคณะทำงานสางปัญหาค่าโง่ทางด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7ส.ค.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงาน 3 ชุด ได้แก่ คณะทำงานแก้ไขปัญหาถนนพระราม 2 โดยได้มอบหมายให้นายชยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)เป็นประธาน เพื่อพิจารณาและเร่งรัดโครงการที่เกิดความล่าช้า พร้อมหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และหาข้อสรุปก่อนเสนอให้กรมทางหลวง (ทล.)ไปดำเนินการ ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบเวลาให้ได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์

นอกจากนี้ ยังตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. จะขยายสัมปทานทางด่วนให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อยุติทุกข้อพิพาท โดยมอบหมายให้นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานคณะทำงาน โดยให้คณะทำงานไปพิจารณาตั้งแต่ผลการศึกษาของโครงการ, การกำหนด TOR, การปฏิบัติตามสัญญา โดยกำหนดกรอบเวลาให้ได้ข้อสรุปภายใน 15 วัน จากนั้นจะสรุปแนวทางเพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. พิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกันได้ลงนามคำสั่งตั้งคณะทำงานแปลงนโยบายของกระทรวงคมนาคมไปสู่หลักการดำเนินการ โดยมีตนเป็นประธาน ซึ่งคณะทำงานชุดนี้ จะประกอบด้วย ปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ จะจัดให้มีการประชุมขึ้นในสัปดาห์ เพื่อพิจารณานโยบายแก้กฎกระทรวงคมนาคม เพื่อขยายอัตราจำกัดความเร็วบนถนน 4 ช่องจราจรทั่วประเทศ ที่สามารถใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. โดยในส่วนของ 2 ช่องจราจรด้านขวาสุดจะกำหนดความเร็วในการขับขี่ห้ามต่ำกว่า 80-120 กม. เท่านั้น พิจารณานโยบายการอนุญาตให้รถขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกให้มาวิ่งบนถนนทางหลวงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ในช่วงเวลา 00.00-04.00 น. ก่อนที่จะสรุปและเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก หรือ คจร. ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป

สำหรับ ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ ได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังค้างอยู่ ว่าติดปัญหา หรืออุปสรรคใดบ้าง รวมถึงให้ไปหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ (สบน.)เพื่อหาวิธีการที่จะนำงบประมาณดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินการต่างๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42919</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่, ค่าโง่ทางด่วน, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190801/image_big_5d41d52d4aaaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2019 12:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2019 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังทางนี้!&#039;ดร.สามารถ&#039;ชี้ทางออกค่าโง่ทางด่วน 1.37 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.62 - ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร หนึ่งในทีมบริหารกรุงเทพมหานครชุดเริ่มต้นของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางออก!!! ค่าโง่ทางด่วน 1.37 แสนล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนี้หรือที่เรียกกันติดปากว่าค่าโง่ทางด่วนจำนวน 137,515.6 ล้านบาท (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561) ที่คาดว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะต้องจ่ายให้บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ผู้รับสัมปทานก่อสร้างและบริหารทางด่วนขั้นที่ 2 จากกรณีข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษฯ กับบีอีเอ็มจำนวน 17 ข้อพิพาท ซึ่งมีเพียงข้อพิพาทเดียวเท่านั้นที่ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินให้การทางพิเศษฯ แพ้คดี และให้จ่ายเงินชดเชยให้บีอีเอ็มเป็นจำนวน 4,318.4 ล้านบาท สืบเนื่องจากกรมทางหลวงได้ก่อสร้างทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต มาเป็นคู่แข่งขันกับทางด่วนปากเกร็ด-บางปะอินที่บีอีเอ็มได้รับสัมปทาน ส่วนข้อพิพาทที่เหลืออีก 16 ข้อพิพาทนั้น คดียังไม่ถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากจำนวนหนี้ทั้งหมด 137,515.6 ล้านบาท ที่เกิดจากข้อพิพาท 17 ข้อพิพาท ส่วนใหญ่เกิดจากข้อพิพาท 2 เรื่องหลัก ประกอบด้วย (1) ข้อพิพาทจากการแข่งขันเนื่องจากการขยายทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์จำนวน 2 ข้อพิพาท คิดเป็นเงิน 78,907.8 ล้านบาท และ (2) ข้อพิพาทจากการไม่ขึ้นค่าทางด่วนจำนวน 11 ข้อพิพาท คิดเป็นเงิน 56,033.6 ล้านบาท ที่เหลือเป็นข้อพิพาทอื่นๆ จำนวน 4 ข้อพิพาท คิดเป็นเงิน 2,574.2 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจก็คือข้อพิพาทที่เกิดจากการแข่งขันจำนวน 2 ข้อพิพาท ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุด โดยศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินให้การทางพิเศษฯ แพ้มาแล้ว 1 ข้อพิพาท และให้จ่ายเงินชดเชยให้บีอีเอ็ม 4,318.4 ล้านบาท จากการขยายทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ทำให้มีการแข่งขันกับทางด่วนปากเกร็ด-บางปะอิน ซึ่งข้อพิพาทนี้บีอีเอ็มได้เรียกร้องค่าเสียหายเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2542-2543 เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในความเป็นจริงจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการแข่งขันกันอยู่ ดังนั้น จึงทำให้มีข้อพิพาทที่เกิดจากการแข่งขันอีก 1 ข้อพิพาท ที่ยังไม่เข้าสู่ขบวนการอนุญาโตตุลาการ คิดเป็นเงิน 74,589.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าเสียหายในช่วงปี พ.ศ.2544-2561 หากข้อพิพาทนี้ถึงขั้นพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดก็คาดกันว่าการทางพิเศษฯ จะแพ้คดี และจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้บีอีเอ็มจำนวน 74,589.4 ล้านบาท เนื่องจากเป็นข้อพิพาทจากการแข่งขันเช่นเดียวกันกับข้อพิพาทที่ศาลปกครองสูงสุดได้เคยตัดสินให้การทางพิเศษฯ แพ้มาแล้ว ด้วยเหตุนี้ จะทำให้การทางพิเศษฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยเฉพาะข้อพิพาทจากการแข่งเป็นเงินรวมทั้งหมด 78,907.8 ล้านบาท (4318.4+74,589.4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อพิพาทจากการไม่ขึ้นค่าทางด่วนจำนวน 11 ข้อพิพาทนั้น ศาลปกครองสูงสุดยังไม่เคยตัดสิน จึงไม่อาจบอกได้ว่าการทางพิเศษฯ จะแพ้หรือชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนี้ทั้งหมด 137,515.6 ล้านบาทนั้น การทางพิเศษฯ สามารถต่อรองลงมาเหลือประมาณ 59,000 ล้านบาท นับเป็นการต่อรองที่ได้ผลดีมาก แต่การทางพิเศษฯ ควรออกมาชี้แจงให้ได้ว่าทำไมบีอีเอ็มจึงยอมลดหนี้ให้มากมายขนาดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากหนี้จำนวนที่ลดลงมาเหลือ 59,000 ล้านบาทแล้ว ยังมีหนี้ที่การทางพิเศษฯ ต้องการให้บีอีเอ็มก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) เหนือทางด่วนในปัจจุบันจากประชาชื่น-อโศก ระยะทาง 17 กิโลเมตร รวมทั้งแก้คอขวดบนทางด่วนอีก 4 จุด รวมเป็นเงิน 31,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหารถติดบนทางด่วน ทำให้การทางพิเศษฯ มีหนี้รวมทั้งหมด 90,000 ล้านบาท (59,000+31,000)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนี้จำนวน 90,000 ล้านบาท หากการทางพิเศษฯ ต้องการจ่ายเป็นเวลาแทนเงิน จะต้องขยายเวลาสัมปทานให้บีอีเอ็มออกไป 30 ปี โดยที่ระยะเวลา 30 ปี ประกอบด้วย (1) เวลาประมาณ 15 ปี เพื่อใช้ทดแทนหนี้ 59,000 ล้านบาท และ (2) เวลาประมาณ 15 ปี เพื่อใช้ทดแทนค่าก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) รวมทั้งแก้ปัญหาคอขวดบนทางด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น ผมขอเสนอแนะให้การทางพิเศษฯ พิจารณาเลือกแนวทางการแก้ปัญหาค่าโง่ทางด่วนดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. หากเห็นว่ามีโอกาสชนะคดีสูงจากข้อพิพาทที่เหลืออยู่ก็ควรสู้คดีต่อ แต่จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้บีอีเอ็มในข้อพิพาทที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้วเป็นเงิน 4,318.4 ล้านบาท หรือขยายเวลาสัมปทานทางด่วนปากเกร็ด-บางปะอินให้แทนเป็นเวลาประมาณ 4-5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หากเห็นว่ามีโอกาสแพ้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อพิพาทจากการแข่งขันที่ศาลปกครองสูงสุดได้เคยตัดสินแล้ว ก็ควรยุติข้อพิพาทที่เหลือทั้งหมด แล้วพิจารณาขยายเวลาให้บีอีเอ็ม แต่ควรขยายเวลาให้ไม่เกิน 15 ปี เพื่อชดเชยหนี้จำนวน 59,000 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ควรนำการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) มาพิจารณารวมกับข้อพิพาท อนึ่ง การก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) นั้น หากการทางพิเศษฯ มั่นใจว่าเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วจะสามารถแก้ปัญหารถติดบนทางด่วนได้จริงก็ควรแยกเป็นโครงการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ หวังว่าการทางพิเศษฯ จะนำไปพิจารณาเลือกแนวทางที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนหรือประเทศชาติโดยส่วนรวม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41456</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทพ., ค่าโง่ทางด่วน, สามารถ ราชพลสิทธิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af91f431542b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2019 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2019 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอระวี&#039; เปิดซิงสภาจ่อยื่นญัตติขวาง &#039;กทพ.&#039; ฮั้วเอกชนต่อสัมปทานทางด่วน 3 โครงการให้อีก 30 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.62 - ที่อาคารทีโอที แจ้งวัฒนะ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ แถลงว่า ตนจะยื่นญัตติด่วนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาค่าโง่ทางด่วนที่เกิดจากการบริหารงานคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)กับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ &amp;ldquo;BEM&amp;rdquo; ที่ผิดพลาดจนทำให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 คดี ซึ่งคาดว่ารัฐจะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นเงินร่วม 1.37 แสนล้านบาท หากพ่ายทุกคดี โดยล่าสุด กทพ. ต้องเสียค่าปรับหรือค่าโง่ให้กับบริษัท BEM สองคดี คือ คดีทางด่วนปากเกร็ด-บางปะอิน จำนวน 4.3 พันล้านบาท และคดีที่กทพ.ไม่อนุมัติให้ขึ้นค่าทางด่วนตามสัญญา 1.9 พันล้านบาท โดยศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บอร์ดกทพ.ยังได้มีการเจรจาลดวงเงินค่าโง่ที่ต้องจ่ายให้กับบริษัท BEM จาก 1.37 แสนล้านบาท มาอยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท และมีมติขยายอายุสัมปทาน 3 โครงการ โครงการละ 30 ปี เป็นข้อแลกเปลี่ยน ประกอบด้วย ทางด่วนศรีรัช ทางด่วนศรีรัช ส่วนดี และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ซึ่งการต่ออายุสัมปทานดังกล่าวขณะนี้อยู่ระหว่างอัยการตรวจสอบร่างสัญญาก่อนที่จะลงนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเห็นว่าข้อตกลงกทพ.อาจทำให้รัฐเสียโอกาส เพราะหากเปิดให้มีการทำประมูล รัฐอาจได้เงินประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่หากให้ BEM ต่อสัมปทานออกไป 30 ปี เพื่อแลกกับคดี เรามองว่าเป็นความต้องการกลบเกลื่อนค่าโง่จากการบริหารงานที่ผิดพลาดของกทพ.และรัฐบาลในอดีตหรือไม่ เพราะการทำงานให้เกิดค่าโง่ 4.3 พันล้าน ไม่ควรจะเอามาเป็นข้ออ้างแลกเปลี่ยนกับอายุสัมปทานหรือรายได้ในอนาคตที่จะเข้าสู่ภาครัฐ เพื่อปกปิด ปล่อยผ่านการบริหารงานที่ผิดพลาดของกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง มันคุ้มกันหรือไม่&amp;rdquo; นพ.ระวี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวอีกว่า เหตุที่ต้องยื่นเป็นญัตติด่วน เพราะต้องการใช้อำนาจทางกฏหมายของกมธ.ขอข้อมูลต่างๆจากกพท. เช่น สัญญาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ20คดี เพราะอยากรู้ว่าทำไมถึงทำสัญญาเสียเปรียบ ตารางรายได้เปรียบเทียบระหว่างเปิดประมูลใหม่กับต่อสัมปทาน เป็นต้น ซึ่งเท่าที่ตนทราบจะมีการโยนเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้น จึงมีเวลาท้วงติงเพื่อทวงผลประโยชน์กลับคืนมาให้ประเทศชาติ และหากผลการตรวจสอบของกมธ.พบข้อผิดพลาด หรือความไม่โปร่งใสจากการทำงานของกทพ.และรัฐบาลไม่ว่าชุดใด ก็จะเรียกร้องทวงความรับผิดชอบด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37828</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทพ.ฮั้วเอกชน, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย-บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ, ค่าโง่ทางด่วน, นพ.ระวี มาศฉมาดล, พรรคพลังธรรมใหม่, ยื่นญัตติด่วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf8a9122f843.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
