<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายรบ.-ค้าน ตั้งกมธ.ศึกษา ค่าโง่แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านประสานเสียงตั้งกมธ.วิสามัญฯ 39 คน ศึกษาสัมปทานทางด่วน-รถไฟฟ้าบีทีเอส &amp;quot;หมอระวี&amp;quot; ยันหากไม่ต่อสัญญากับ &amp;quot;บีอีเอ็ม&amp;quot; กทพ.จะมีรายได้ถึง 6.5 แสนล้าน หักค่าใช้จ่ายแล้วไม่มีความเสี่ยง ต้องจ่ายค่าเสียหายในอนาคต &amp;quot;ยุทธพงศ์&amp;quot; ชี้ต่อสัญญาบีทีเอส 40 ปี ทำให้ค่าโดยสารแพง คนกรุงเดือดร้อน &amp;quot;พีระพันธุ์&amp;quot; ซัดค่าโง่มักจะมาพร้อมกับการทำสัญญาที่ส่อทุจริตตั้งแต่แรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หอประชุมบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 11 กรกฎาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำโดย นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.พรรคพลังธรรมใหม่, นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย และนายยุทธพงศ์ จรัส เสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีอภิปรายว่า กรณีที่คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. มีมติต่อสัญญาสัมปทานให้บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม อีก 30 ปี ใน 3 โครงการ เพื่อแลกกับการยุติข้อพิพาท 137,000 ล้านบาท โดยมีข้อเสนอให้รัฐดำเนินการเอง หรือประมูลสัญญาสัมปทานใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับรัฐและประชาชนนั้น เพราะหากการทางพิเศษฯ ต่อสัญญาสัมปทานให้กับบีอีเอ็มอีก 30 ปี การทางพิเศษฯ จะมีรายได้อยู่ที่ 326,856 ล้านบาท แม้จะแลกกับการไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย 137,089 ล้านบาท แต่ยังมีความเสี่ยงที่อาจมีการแก้สัญญาหรือจ่ายค่าเสียหายใน อนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่หากไม่ต่อสัญญากับบีอีเอ็มแล้วให้การทางพิเศษฯ บริหารจัดการเอง ก็จะมีรายได้ถึง 651,612 ล้านบาท ซึ่งหักจากการจ่ายค่าเสียหายแล้ว และไม่มีความเสี่ยงต้องจ่ายค่าเสียหายอีกในอนาคต อีกทั้งการบริหารจัดการพื้นที่จะเป็นของการทางพิเศษฯ ทั้งหมด ดังนั้นหากไม่ต่อสัญญาสัมปทานกับบีอีเอ็มจะเป็นการลดภาระให้กับประชาชนได้ เพราะหากต่อสัญญากับบีอีเอ็ม ค่าทางด่วนจะขึ้น 10 บาททุก 10 ปี แต่หากการทางพิเศษฯ บริหารจัดการเอง ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าทางด่วน และไม่ต้องจ่ายค่าทางด่วนระหว่างทางซ้ำ สามารถเก็บค่าทางด่วน 30 บาทรวดเดียวทั้งเส้นทางได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวต่อว่า นี่จึงทำให้ตนเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษากรณีนี้ เพราะสัญญานี้มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท จึงควรเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม โดยการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาข้อมูลจากทุกฝ่ายให้รอบคอบ เพราะมิเช่นนั้นรัฐบาลจะรับเผือกร้อนด้วยตนเอง หากมีข้อมูลชัดเจนแบบนี้ แล้วรัฐบาลยังจะต่อสัญญาสัมปทานให้บีอีเอ็มอีก 30 ปี ถ้าผมเป็นฝ่ายค้าน ก็จะนำเรื่องนี้ไปยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน เพื่อรักษาผล ประโยชน์ทั้งของรัฐและเอกชนให้พอดีกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้ ม.44 ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อเจรจาขยายสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอสออกไปอีก 40 ปี ทั้งๆ ที่ยังเหลือเวลาสัมปทานเดิมในช่วงสายหลักหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน อีก 10 ปี และเหลือสัมปทานเดินรถส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า อีกถึง 23 ปีนั้น ถือว่า ส่อความไม่โปร่งใสอย่างยิ่ง และไม่เปิดผู้ให้บริการ รายอื่นเข้ามาแข่งขัน เพราะเส้นทางการเดินรถที่บีทีเอสได้รับสัมปทานอยู่นั้นคือหัวใจของคน กทม. ผ่านใจกลางธุรกิจ และผู้อยู่อาศัยของชาว กทม.อย่างหนาแน่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจะพิจารณาต่อสัญญาสัมปทานยาวนานถึง 40 ปี แต่ความเดือดร้อนของพี่น้อง กทม.จากการให้บริการของบีทีเอสมีอยู่มาก ทั้งความเดือดร้อนจากแออัดของขบวนรถในช่วงเร่งด่วน และค่าโดยสารที่แพงมากถึงขนาดติดอันดับโลก จึงอยากให้สภาตั้งกมธ.ขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อดีและข้อเสียก่อนที่จะมีการต่อสัญญา&amp;quot; นายยุทธพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ ส.ส.ฝ่ายค้านต่างอภิปรายสนับสนุนญัตติเพื่อให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาศึกษากรณีดังกล่าว อาทิ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การให้บริการด้านการคมนาคมเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ก็เป็นเรื่องธุรกิจด้วย เพราะมีการลงทุนมหาศาล ซึ่งในต่างประเทศเมื่อเก็บเงินจนคุ้มทุนแล้วก็เปิดให้บริการใช้ฟรีโดยไม่คิดค่าบริการ แต่กรณีของประเทศไทย มีการให้สัมปทานเอกชนเป็นผู้ลงทุน และกรณีนี้ก็มีการเก็บเงินจนคุ้ม ทุนแล้ว รัฐก็ไม่ควรต้องต่อสัมปทานให้เอกชนอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น กรณีที่รัฐจะต่อสัญญาให้เอกชนต่อไปอีก 30 ปี โดยมีเงื่อนไขจากสัญญาครั้งที่แล้วว่า ถ้าไม่ต่อสัญญาให้รัฐจะต้องจ่ายค่าโง่จากการผิดสัญญาเป็นจำนวน 137,000 ล้านบาท ถามว่าถูกต้องหรือไม่ &amp;nbsp;เพราะเรื่องค่าโง่มักจะมาพร้อมกับการทำสัญญาที่ส่อไปในทางทุจริตตั้งแต่แรก จึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวก่อนที่รัฐจะดำเนินการ&amp;quot; นายพีระพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ระวี ในฐานะเจ้าของญัตติ ลุกขึ้นขอบคุณ ส.ส.ที่ร่วมกันรักษาผลประโยชน์ประชาชน ก่อนที่ที่ประชุมจะมีเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 39 คน &amp;nbsp;เพื่อศึกษาต่อไป โดยใช้เวลาพิจารณาญัตติดังกล่าวนานกว่า 4 ชั่วโมง. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40757</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่มักจะมาพร้อมกับการทำสัญญาที่ส่อทุจริตตั้งแต่แรก, ตั้งกมธ.ศึกษา, รถไฟฟ้าบีทีเอส, สัมปทานทางด่วน, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d2741bce5c63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
