<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่าไฟฟ้าแพงเพราะอะไร&#039;ศรีสุวรรณ&#039;มีคำคตอบซัดก.พลังงานฝ่าฝืนรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย.63- นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2562 ที่เสนอแนะให้กระทรวงพลังงานปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 หรือ PDP2018 เพื่อให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า 51% ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 56 วรรคสอง&amp;nbsp; โดยให้พิจารณาตามข้อเสนอแนะภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผล และดำเนินการให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% ภายใน 10 ปี นับจากปี 2562 นั้น การดำเนินการดังกล่าวมีความล่าช้ามาก เพราะปัจจุบันไทยยังมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งประเทศสูงถึง 45,595 เมกะวัต์ โดยที่เป็นสัดส่วนที่ กฟผ. ผลิตได้เพียง 15,424 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 33.83 % เท่านั้น ส่วนเอกชนมีปริมาณการผลิตมากถึง 30,171 เมกะวัตต์ หรือ 66.17 % ทำให้มีไฟฟ้าสำรองมากเกินจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลผลักภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่สำรองอยู่เป็นจำนวนมาก มาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนต้องร่วมกันจ่ายผ่านค่า FT นั่นเอง ซึ่งหากไม่สามารถลดสัดส่วนลงมาได้ สัดส่วนที่เกินไปกว่า 18% ดังกล่าวลงมาได้ รัฐบาลต้องไม่ผลักภาระมาให้ประชาชนต้องร่วมกันจ่าย แต่ควรที่จะต้องให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหาร สนพ. กรรมการ กพช. และคณะกรรมการ กกพ. ทุกคนที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 (วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นผู้รับผิดชอบแทน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่ยังคงอนุมัติอนุญาตให้เอกชนผลิตไฟฟ้าจนเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เชื่อว่าเป็นเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนโดยชัดแจ้ง ซึ่งอาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งกรณีดังกล่าว แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 ม.56 วรรคสอง มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าแต่อย่างใด ดังนั้น ควรที่จะต้องเอาผิดบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือ การรื้อสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหมดในส่วนที่ดำเนินการไปแล้วนำมาเกลี่ยให้ไม่เกิน 49% ตามรัฐธรรมนูญจึงจะชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หรือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐไม่น้อยกว่า 51% นั้นอาจทำได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่นำบริษัทลูกของ กฟผ. อาทิ RATCH และ GPSC และ ปตท. กลับมามีสัดส่วนของหุ้นเกิน 51% แค่นี้ก็จะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 33.83 % เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 51% ได้ไม่ยากเลย โดยไม่ต้องไปรอให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาในระบบ ที่จะทำให้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางในการผลักภาระค่าใช้จ่ายมาให้ประชาชนผ่านค่า FT ในทุกๆ บิลค่าไฟนั่นเอง&amp;quot;นายศรีสุรรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64101</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ค่าไฟฟ้าแพง, ตรึงค่าเอฟที, นายศรีสุวรรณ จรรยา, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงาน(พีดีพี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea0e71c4d328.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่าไฟฟ้าแพงเพราะอะไร&#039;ศรีสุวรรณ&#039;มีคำคตอบซัดก.พลังงานฝ่าฝืนรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย.63- นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2562 ที่เสนอแนะให้กระทรวงพลังงานปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 หรือ PDP2018 เพื่อให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า 51% ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 56 วรรคสอง&amp;nbsp; โดยให้พิจารณาตามข้อเสนอแนะภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผล และดำเนินการให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% ภายใน 10 ปี นับจากปี 2562 นั้น การดำเนินการดังกล่าวมีความล่าช้ามาก เพราะปัจจุบันไทยยังมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งประเทศสูงถึง 45,595 เมกะวัต์ โดยที่เป็นสัดส่วนที่ กฟผ. ผลิตได้เพียง 15,424 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 33.83 % เท่านั้น ส่วนเอกชนมีปริมาณการผลิตมากถึง 30,171 เมกะวัตต์ หรือ 66.17 % ทำให้มีไฟฟ้าสำรองมากเกินจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลผลักภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่สำรองอยู่เป็นจำนวนมาก มาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนต้องร่วมกันจ่ายผ่านค่า FT นั่นเอง ซึ่งหากไม่สามารถลดสัดส่วนลงมาได้ สัดส่วนที่เกินไปกว่า 18% ดังกล่าวลงมาได้ รัฐบาลต้องไม่ผลักภาระมาให้ประชาชนต้องร่วมกันจ่าย แต่ควรที่จะต้องให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหาร สนพ. กรรมการ กพช. และคณะกรรมการ กกพ. ทุกคนที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 (วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นผู้รับผิดชอบแทน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่ยังคงอนุมัติอนุญาตให้เอกชนผลิตไฟฟ้าจนเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เชื่อว่าเป็นเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนโดยชัดแจ้ง ซึ่งอาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งกรณีดังกล่าว แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 ม.56 วรรคสอง มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าแต่อย่างใด ดังนั้น ควรที่จะต้องเอาผิดบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือ การรื้อสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหมดในส่วนที่ดำเนินการไปแล้วนำมาเกลี่ยให้ไม่เกิน 49% ตามรัฐธรรมนูญจึงจะชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หรือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐไม่น้อยกว่า 51% นั้นอาจทำได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่นำบริษัทลูกของ กฟผ. อาทิ RATCH และ GPSC และ ปตท. กลับมามีสัดส่วนของหุ้นเกิน 51% แค่นี้ก็จะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 33.83 % เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 51% ได้ไม่ยากเลย โดยไม่ต้องไปรอให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาในระบบ ที่จะทำให้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางในการผลักภาระค่าใช้จ่ายมาให้ประชาชนผ่านค่า FT ในทุกๆ บิลค่าไฟนั่นเอง&amp;quot;นายศรีสุรรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64100</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ค่าเอฟที, ค่าไฟฟ้าแพง, นายศรีสุวรรณ จรรยา, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงาน(พีดีพี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea0e71c4d328.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ครม.’รับทราบลดค่าไฟฟ้า 3เดือนถ้วนหน้า22ล้านราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ แจงลดค่าไฟฟ้าพยายามดูแลอย่างเต็มที่ ขอเห็นใจหน่วยงานต้องเอางบประมาณไปใช้อนาคตด้วย &amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot; ระบุลดค่าไฟ 3 เดือนถ้วนหน้า 22 ล้านราย ใช้งบ 2.3 หมื่นล้าน ครม.เห็นชอบแล้วใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ใช้ฟรี 3 เดือน ใช้ไม่ถึง 800 หน่วยให้จ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟเดือน ก.พ.พ่วงส่วนลด 50-70% &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; แฉจัดซื้อพัสดุภัณฑ์แพงหูฉี่ทำให้ต้นทุนแพงจ่อร้อง สตง.สอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ในส่วนที่เป็นการเช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ เพื่อให้ครอบคลุมว่า ฟังทุกส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับดูแลพลังงาน ซึ่งมีมาตรการเสนอขึ้นมาเพื่อลดค่าใช้ไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป แต่ก็ต้องเห็นใจในเรื่องของงบประมาณที่ทั้ง 3 หน่วยงานจำเป็นจะต้องใช้ในการบริหารต่อไปในอนาคต เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรัฐบาลก็พยายามดูแลอย่างเต็มที่แล้ว การพูดจาอะไรต่างๆ ที่บิดเบือนไม่เกิดประโยชน์ให้ร้ายซึ่งกันและกัน บางทีก็เกิดปัญหาในการทำงาน ซึ่งจะทำให้การทำงานนั้นยากขึ้น ช้าขึ้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อโดยรวมทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงการพิจารณามาตรการเยียวยาการลดภาระค่าไฟฟ้าระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. วงเงิน 23,688 ล้านบาทว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีและ ครม.ที่มีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าในกลุ่มของไฟบ้านที่ใช้ในครัวเรือนอย่างถ้วนหน้า ซึ่งถือเป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตของประชาชน ที่ร่วมมือกันดำเนินการตามแนวนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วยการทำงานที่บ้าน ตลอดจนขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และทั้ง 3 การไฟฟ้า ที่ร่วมกันหารือเพื่อหาทางช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน สำหรับมาตรการดังกล่าวนั้นจะเป็นการช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยจำนวน 22 ล้านราย ได้ประมาณการว่ามาตรการดังกล่าวจะต้องใช้งบประมาณ 23,688 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่าจะต้องมีการทำการบ้านพิจารณาหามาตรการมารองรับ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบต่อไป ส่วนภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบก็เริ่มมีการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ หรือแจ้งตรงมายังตนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ศึกษาปัญหาและอุปสรรค ก่อนจะนำมาพิจารณาอีกครั้ง&amp;quot; รมว.พลังงานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.มีมติรับทราบแนวทางการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพิ่มเติม ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ โดยให้ พน.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายต่างๆ ให้ถูกต้อง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแหล่งเงินให้รอบคอบ ดังนี้ 1.สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน (ประเภทที่ 1.1 หรือ 1.1.1) ให้ใช้ไฟฟ้าฟรีเป็นเวลา 3 เดือน ในรอบการใช้ไฟฟ้าเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม 2563 หากใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยภายใน 3 เดือนดังกล่าวจะไม่ถูกจัดอยู่ในประเภทที่ 1.2 &amp;nbsp;หรือ 1.1.2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน (ประเภทที่ 1.2-1.3 &amp;nbsp;หรือประเภทที่ 1.1.2-1.1.3) ให้จ่ายค่าไฟฟ้ารายเดือนสำหรับรอบการใช้ไฟฟ้าเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม 2563 โดยใช้หน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นฐานในการอ้างอิง ดังนี้ &amp;nbsp;2.1 &amp;nbsp;หากการใช้ไฟฟ้ารายเดือนน้อยกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ให้จ่ายค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริงในเดือนนั้นๆ &amp;nbsp;2.2 หากการใช้ไฟฟ้ารายเดือนมากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แต่ไม่ถึง 800 หน่วย ให้จ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.3 หากการใช้ไฟฟ้ารายเดือนมากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และมากกว่า &amp;nbsp;800 หน่วย แต่ไม่ถึง 3,000 หน่วย ให้จ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;บวกด้วยค่าไฟฟ้าสำหรับหน่วยที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ในอัตราร้อยละ &amp;nbsp;50 ของค่าไฟฟ้าจริง 2.4 หากการใช้ไฟฟ้ารายเดือนมากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ &amp;nbsp;2563 และมากกว่า 3,000 หน่วย ให้จ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;บวกด้วยค่าไฟฟ้าสำหรับหน่วยที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ในอัตราร้อยละ &amp;nbsp;70 ของค่าไฟฟ้าจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การดำเนินมาตรการดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย จำนวนประมาณ 22 ล้านราย เป็นวงเงินประมาณ 23,668 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)&amp;quot; นางนฤมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สาเหตุที่ค่าไฟฟ้าแพงนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นในช่วงนี้เท่านั้น แต่รัฐบาลมักใช้กลไกดูดเงินออกจากกระเป๋าประชาชนหลายช่องทางอย่างแยบยลโดยไม่รู้สึกตัวผ่านค่า FT ค่าบริการรายเดือน ค่าพลังงานไฟฟ้าแบบก้าวหน้าเป็นขั้นบันได คือใช้จำนวนมากก็เสียค่าไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งที่ควรเรียกเก็บตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าตามจำนวนหน่วยต่อเดือนจากปริมาณการใช้จริง สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าแพงมาก คือ การจัดซื้อจัดหาพัสดุครุภัณฑ์สำหรับการซ่อมบำรุง สถานีไฟฟ้าแรงสูง และสถานีไฟฟ้าย่อยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศในโครงการ Supply and Construction of 500/230 kv(GIS) มีการจัดซื้อจัดหากันในราคาแพงกว่าที่ซื้อขายในท้องตลาดทั่วไปมากกว่า 10 เท่าและมีคุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น เครื่อง Portable SF6 Gas leakage detector ราคาจริง 12,000 บาท แต่ขายให้การไฟฟ้า &amp;nbsp;350,431 บาท, เครื่อง Gas decom position tester ราคาจริง 120,000 บาท แต่ขายให้การไฟฟ้า &amp;nbsp;1,121,379 บาท, เครื่อง Precision pressure gauge ราคาจริง 15,000 บาท แต่ขายให้การไฟฟ้า &amp;nbsp;192,737 บาท และอื่น ๆ อีกมากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อมีการจัดซื้อจัดหากันมาได้แล้วก็มาบีบบังคับให้หัวหน้าสถานีไฟฟ้าแต่ละแห่งเซ็นรับครุภัณฑ์ดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่าเรื่องมาก ซึ่งหัวหน้าสถานีไฟฟ้าบางแห่งกลัวติดร่างแหในการตรวจสอบ จึงไม่กล้าเซ็นรับ จำต้องไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจ กรณีดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ราคาค่าไฟฟ้าที่ถูกโขกสับในราคาแพงทุกวันนี้ ต้นเหตุหนึ่งคือการจัดซื้อจัดหาพัสดุครุภัณฑ์มาในราคาสูงอย่างผิดปกติ ซึ่งสุดท้ายจะถูกนำไปรวมเป็นค่าต้นทุนการผลิตและบริการของการไฟฟ้า และถูกนำไปรวมเป็นค่า FT มาดูดเงินในกระเป๋าประชาชนทุกครัวเรือนนั่นเอง สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปร้องเรียนต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เพื่อดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในวันพุธที่ 22 &amp;nbsp;เม.ย.นี้&amp;quot; นายศรีสุวรรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรยุศด์ บุญทัน ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัคคีไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากนโยบาย &amp;quot;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;quot; โดยอยู่ทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home ประกอบกับเป็นช่วงหน้าร้อนเป็นผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นด้วย ส่งผลให้จ่ายค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามระบบการคิดค่าไฟของการไฟฟ้าที่คิดแบบอัตราก้าวหน้า ยิ่งใช้เยอะยิ่งจ่ายเยอะ การคิดค่าไฟในอัตราก้าวหน้าดังกล่าวดูจะเป็นสิ่งที่สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลพยายามช่วยเหลือก่อนหน้านี้ ยิ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพและซ้ำเติมความลำบากของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งยังส่อต่อการขัดหลักการเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งการไฟฟ้าถือเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องจัดให้มีอย่างทั่วถึง โดยมีการกำหนดไว้ทั้งกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ.2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 56 วรรค 3 มีสาระสำคัญที่กล่าวว่า การที่รัฐดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร หรือกฎหมายแม่บทที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 มาตรา 7(2) มาตรา 65 (4) ซึ่งเกี่ยวกับการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้พลังงานทั้งทางด้านอัตราค่าบริการและคุณภาพการให้บริการอย่างเป็นธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการของรัฐอันเกี่ยวเนื่องกับระบบสาธารณูปโภคของประชาชน จะต้องเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรอันเกินควรกับประชาชน ไม่ว่าจะในภาวะปกติหรือภาวะวิกฤติเช่นนี้ และการคิดอัตราค่าไฟแบบก้าวหน้าดังกล่าวอาจจะดูว่าส่อขัดกับหลักการของกฎหมายเฉพาะของทั้ง 2 องค์กรหรือไม่ คือ พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;พ.ศ.2503 มาตรา 41 และ พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 มาตรา 40 รัฐไม่ควรแสวงหาผลกำไรบนความทุกข์ยากของประชาชนโดยเฉพาะในช่วงวิกฤติเช่นนี้ จึงขอเสนอว่าหลังจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลสิ้นสุดลง ขอให้มีการทบทวนยกเลิกการคิดค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้าดังกล่าว หรือถ้าหากสามารถทำได้เลยก็จะเป็นการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือให้พี่น้องประชาชน&amp;quot; นายรยุศด์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63873</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าไฟฟ้า, ค่าไฟฟ้าแพง, จัดซื้อพัสดุภัณฑ์แพง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลดค่าไฟฟ้า, ศรีสุวรรณ จรรยา, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200421/image_big_5e9ef02e27128.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
