<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;CIA-แผงค้า&#039;ยึดฟุตบาททั้งแจกทั้งขายรับม็อบเฟสติวัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.63-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ของกลุ่มราษฎรที่นัดหมายชุมนุมใหญ่ 8พ.ย. โดยเฉพาะบริเวณฟุตบาทตั้งแต่ร้านแมคโดนัล ยาวไปถึงแยกคอกวัว เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆเข้ามาจับจองพื้นที่ขายของ และไม่ได้มีเพียง CIA หรือร้านขายลูกชิ้นทอด ตามที่กลุ่มราษฎร ตั้งสมญานามให้อันเนื่องมักมาปักหลักล่วงหน้าก่อนผู้ชุมนุมจะมาถึง แต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยร้านค้านานาชนิด ร้านขายของกิน หอยทอด ก๋วยเตี๋ยว หมูทอด ไก่ทอด ขนมจีบ ซาลาเปา ผลไม้ น้ำเปล่า น้ำอัดลม ร้านจำหน่ายเสื้อผ้า หมวก เข็มกลัดที่ระลึก เช่นเดียวกับผู้มีจิตศรัทธา ตั้งจุดแจกมะพร้าวน้ำหอม ขนมเบื้อง ไปจนถึง ย่างกุ้ง ที่ได้รับความสนใจ ต่อแถวรับของแจกด้วยคิวยาวเหยียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ชุมนุมแม้จะใกล้เวลานัดหมาย16.00น. ยังคงไม่หนาแน่นเท่าที่ควรแตกต่างจากการชุมนุมก่อนหน้านี้ และคนส่วนใหญ่ที่มาพบว่าเป็นคนวัยทำงาน ผู้สูงวัย แนวร่วมคนเสื้อแดง ที่มีมากกว่ากลุ่มราษฎร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83179</URL_LINK>
                <HASHTAG>CIA, การชุมนุม, ค้าขาย, ม็อบเฟสติวัล, สีสัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201108/image_big_5fa7af3b39065.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 13:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ่อค้ายะลาปลื้ม&#039;คนละครึ่ง&#039;ทำยอดเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.63 - &amp;nbsp;บรรยากาศการใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่ง ของประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลาเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากหลายคนใช้เวลาของวันหยุดต่างออกมาจับจ่ายซื้อของกันเป็นจำนวนมาก โดยที่ร้านค้าต่างๆได้มีการจัดเตรียมเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบูดีมัน อับดุลลี เจ้าของร้านตันหยงฟู๊ด กล่าวว่า โครงการนี้ก็จะมีทั้งลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่เข้ามา &amp;nbsp;ทางร้านก็ดีใจมากที่มีโครงการแบบนี้เราจะได้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นในการเข้ามาใช้บริการ ก็อยากให้มีโครงการแบบนี้ไปอีก อยากให้รัฐบาลส่งเสริมประชาชนในโครงการต่างๆต่อไป ประชาชนจะได้มีกำลังใจในการค้าขาย ส่วนการใช้แอพพลิเคชั่นก็ไม่ยาก คือถ้าลูกค้าบางคนที่ไม่เข้าใจเราก็สอนให้เขาใช้เป็น ซึ่งโครงการคนละครึ่งนี้ จะทำให้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่ทันลงทะเบียนในช่วงที่ผ่านมา ทางรัฐบาลเตรียมที่จะเปิดลงทะเบียน &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo;เฟส 2 ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง .com จนกว่าจะครบจำนวน ส่วนผู้ประกอบการ ร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้ต่อเนื่องผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง .com ในช่วงเวลา 06.00 &amp;ndash; 23.00น. หรือ ณ สาขาหรือจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83165</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, ค้าขาย, จังหวัดยะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201108/image_big_5fa79083eb170.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ตอบกระทู้สด  พาณิชย์ใช้ยุทธศาสตร์ &#039;ตลาดนำการผลิต&#039; ควบคู่ มาตรการ 5 เชิงรุก นำลำไยไทยกระจายทั่วโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.63 - &amp;nbsp;ที่อาคารรัฐสภา นายจุรินทร์ &amp;nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบกระทู้สดในสภา ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาล้งจีนที่เข้ามารับซื้อลำไยในประเทศว่า ล้งที่ขึ้นทะเบียนไว้ปัจจุบันมีทั้งหมด 42 ราย ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้มีกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการที่จะส่งเสริม ทั้ง ล้งไทย และ เกษตรกร ให้ได้มีโอกาสรวบรวมผลผลิต โดยไม่อาศัยล้งจีนเพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;นอกจากนั้นแล้วก็ยังใช้วิธีการระบายลำไยผ่านกระบวนการในตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ &amp;nbsp;ส่วนกรณีปัญหาล้งไม่เพียงพอ &amp;nbsp;ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกันต่อไป &amp;nbsp;แต่กระทรวงพาณิชย์ได้ดูเรื่องนี้ทั้งระบบ และทั้งหมดก็ถือเป็นมาตรการเชิงรุกในการที่จะเข้าไปดำเนินการตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ช่วยให้ลำไยในประเทศราคาดีพอสมควร และในปีนี้ตนได้เริ่มต้นดำเนินการมาหลายเดือนแล้วล่าสุดวันที่ 7 &amp;nbsp;มิถุนายน 2563 ตนได้เดินทางไปรับทราบปัญหาและคลี่คลายปัญหาร่วมกับเกษตรกร ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก และภาคข้าราชการทั้งหมดด้วยตัวเอง &amp;nbsp; ทั้งหมดได้มีมาตรการชัดเจนที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า มาตรการช่วยเหลือชาวสวนลำไยในประเทศ &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการชัดเจน &amp;nbsp; 5 มาตรการ &amp;nbsp;กล่าวคือ &amp;nbsp;1. การช่วยเหลือเกษตรกรที่เก็บลำไย ทันทีที่เก็บให้แจ้งพาณิชย์จังหวัดจะได้รับความช่วยเหลือกิโลละ 3 บาท โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมไปแล้ววงเงิน 72 ล้านบาท &amp;nbsp;2.มาตรการในการช่วยค่าบริหารจัดการให้กับล้ง โดยช่วยกิโลละ 3 บาทเหมือนกัน &amp;nbsp;ทันทีที่ล้งรับซื้อหนึ่งกิโลก็สามารถเบิกเงินจากกระทรวงพาณิชย์ได้ทันทีกิโลละ 3 บาท เพื่อช่วยให้มีการเร่งรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกร &amp;nbsp; 3. ช่วยผู้ส่งออก ทันทีที่ส่งออกหนึ่งกิโลสามารถนำเอกสารไปเบิกกิโลละ 5 บาท &amp;nbsp;เพื่อช่วยทั้งระบบ ทั้งเกษตรกร และล้ง เพื่อให้ลำไยพ้นจากสวนไปสู่ตลาดต่างประเทศ เป็นการระบายเพื่อที่จะให้ราคาปรับเงินที่สูงขึ้น และ &amp;nbsp;4. &amp;nbsp;การชะลอขาย &amp;nbsp; โดยกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการช่วยเหลือ สำหรับผู้ที่รวบรวมไม่ขายรัฐจะช่วยเรื่องมาตรการดอกเบี้ย ทั้งเกษตรกร และ ผู้ส่งออก &amp;nbsp;ดอกเบี้ยร้อยละ3 ต่อปี &amp;nbsp;หากจะต้องมีการไปกู้เงินเพื่อชะลอการขาย &amp;nbsp;5. ในเรื่องของการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ &amp;nbsp;รวมทั้งลำไย &amp;nbsp; โดยงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเร่งบริโภคลำไยในประเทศ และเริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยได้สั่งการตั้งแต่ลงพื้นที่ลำพูนในวันที่ 7 มิถุนายน และยังได้กำชับไปอีกรอบหนึ่งว่ามาตรการทั้งหมดต้องดำเนินการทันทีไม่ให้ชักช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า &amp;nbsp;ในเรื่องการตลาดได้เตรียมการเชิงรุกเรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;โดยใช้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต โดยเน้นทั้ง ตลาดในประเทศ และ ต่างประเทศ &amp;nbsp;โดยเฉพาะตลาดในประเทศ จะเน้นทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ &amp;nbsp; โดยมีการเตรียมการเซ็นสัญญาโมเดิร์นเทรด กับห้างสรรพสินค้าดังๆในประเทศ &amp;nbsp; อาทิ มีการเซ็นสัญญากับ ห้างเซ็นทรัล และ ห้างเดอะมอลล์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จะรับไปลำไยเกรดพรีเมี่ยม จำนวน 200 ตัน ไปจำหน่าย &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีการ ดำเนินการในเรื่องของตลาดซื้อขายล่วงหน้า เตรียมการในเรื่องโมเดิร์นเทรดในห้างอื่นๆ &amp;nbsp;อีก 4,800 ตัน &amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้มีการเซ็นเรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;มูลค่าเกือบ 200 ล้านบาท และยังได้สั่งการให้กับพาณิชย์จังหวัดทำหน้าที่เซลล์แมนจังหวัดในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่างจังหวัด &amp;nbsp;77 จังหวัด &amp;nbsp;ลำไยก็เป็นหนึ่งในสินค้าตัวนั้น ขณะนี้ขายได้ 42 ล้านบาท และจะต้องเดินหน้าดำเนินการต่อไป เช่น เอาลำไยแลกข้าว &amp;nbsp;เอาลำไยแลกลองกอง &amp;nbsp; แลกปลา ส่วนต่างของเงินจ่ายเป็นเงินสด หรือ เอาสินค้าอื่นมาเติม &amp;nbsp; ทั้งหมดเป็นมาตรการที่ได้ดำเนินการ และเตรียมการไว้แล้ว &amp;nbsp;นอกจากนั้นในเรื่องตลาดออนไลน์ในประเทศ &amp;nbsp;เราก็สามารถที่จะทำให้ลำไยขึ้นไปขายในแพลตฟอร์ม ลาซาด้า เจดี จตุจักร ช๊อปปี้ &amp;nbsp;ไทยแลนด์โพสต์มาสของไปรษณีย์ไทย และ อื่นๆ เป็นต้น &amp;nbsp;และในช่วง พฤษภาคม-มิถุนายน &amp;nbsp; กระทรวงพาณิชย์ได้จัด Thai fruit golden month แปลว่าสองเดือนทองสำหรับผลไม้ &amp;nbsp;มีลำไยอยู่ในนั้นด้วย &amp;nbsp;เพื่อที่จะเร่งรัดส่งเสริมการบริโภคให้กับคนไทยทั่วทั้งประเทศ และมียอดขายแล้วขณะนี้หลาย 10 ล้านบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในตลาดต่างประเทศก็ได้มีการเตรียมการ ทั้งตลาดออนไลน์ และ อ๊อฟไลน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น ตลาดอ๊อฟไลน์ &amp;nbsp;ใน 9 เมืองของจีน &amp;nbsp;ซึ่ง ลำไยส่งออกจีนมากที่สุด &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมี สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 1-4 กันยายน นี้ จะมีการไปร่วมงานสินค้ามาเลเซีย โดยจะนำลำไยไปด้วย &amp;nbsp;ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้เตรียมการไว้ &amp;nbsp;ส่วนในเรื่องของออนไลน์ก็ได้มีการดำเนินการขายผ่าน Tmall หรือ อารีบาบาของจีน &amp;nbsp; โดยไลฟ์สดขายผลไม้ไทยออนไลน์ &amp;nbsp;20 นาที มีผู้ชมทั้งหมด 16,000,000 คน &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีขายอีกหลายประเทศด้วยกัน &amp;nbsp; ที่สำคัญก็คือวันที่ &amp;nbsp; 16 - 17 กรกฎาคม 2563 &amp;nbsp; ตนจะเชิญผู้ซื้อจากต่างประเทศ และผู้ขายลำไยในประเทศไทย ขายกันบนออนไลน์ ที่กระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp; จัดให้ &amp;nbsp; จะมีลูกค้า ทั้งจีน อาเซียน เอเชีย และตะวันออกกลาง มาซื้อลำไย ผ่านกระบวนการออนไลน์ในวันที่ 16 - 17 นี้
&amp;ldquo;ขอให้สบายใจว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการเชิงรุกไว้ทั้งหมด และทุกอย่างต้องทำด้วยความรวดเร็วตามแผนและถ้ายังติดขัดปัญหาใดๆก็จะเร่งดำเนินการแก้ไขให้ และขณะนี้อินโดนีเชียเป็นตลาดเดียวที่มีปัญหา เพราะปีนี้อินโดฯยังไม่อนุญาตให้มีการนำเข้า เพราะอินโดฯใช้นโยบายซึ่งตนเอง ลำไยเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ติดปัญหา ตนพยายามที่จะแก้ไข ได้ทำหนังสือถึง รมว.พาณิชย์อินโด และขอนัดหมายเจรจาอีกไม่กี่วันระดับเจ้าหน้าที่ก็จะมีการเจรจาที่อินโดนีเซีย &amp;nbsp;เพื่อที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือในที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียนในวันที่ 27 - 28 กรกฎาที่จะถึงนี้ &amp;nbsp;ขอให้ได้รับความมั่นใจว่ากระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลจะดูแลชาวสวนอย่างเต็มที่&amp;rdquo;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวอีกว่า มาตรการช่วยเหลือเรื่องดอกเบี้ย 3% สำหรับผู้รวบรวมผลผลิต ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทจำกัดเท่านั้น ที่อยู่ในเงื่อนไขที่ไปกู้เงินได้ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์วิสาหกิจชุมชน หรือ ในรูปแบบนิติบุคคลอื่นที่กู้เงินธนาคารได้ ก็สามารถมารับความช่วยเหลือในเรื่องของรวบรวมผลผลิตนี้ได้ร้อยละ3 ต่อปีเช่นเดียวกันทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69591</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าขาย, จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์, พาณิชย์, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef3045d0d345.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FTA ส่งผลดันค้าขายไทย-เกาหลีใต้พุ่งทะลุ 20%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยการค้าไทย-เกาหลีใต้ช่วง 2 เดือน มีมูลค่า 2,290 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 20.6% เป็นการส่งออกโดยใช้สิทธิ FTAมูลค่า 468 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 87% ของมูลค่าส่งออกที่ได้รับสิทธิ แนะผู้ส่งออกเร่งใช้สิทธิ เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันให้สินค้าไทยเหนือคู่แข่ง เตรียมใช้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดึงเกาหลีลงทุนไทยเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ในช่วง 2 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 2,290.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.6% โดยไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ 756.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากเกาหลีใต้ 1,533.8 ล้านเหรียญสหรัฐ และในจำนวนนี้ เป็นการส่งออกโดยใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-เกาหลีใต้ มีมูลค่า 468.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 87% ของมูลค่าการส่งออกของรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 383.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 25% ของมูลค่านำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเกาหลีใต้ ได้แก่ เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ยางพารา และสินค้านำเข้าของไทยจากเกาหลีใต้ ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ขอให้ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิ FTA ในการส่งออก เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าไทยเหนือประเทศคู่แข่ง หรือใช้สิทธิ FTA ในการนำเข้าสินค้า เพื่อให้ต้นทุนสินค้าถูกลง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ โดยตรวจสอบข้อมูลอัตราภาษีของเกาหลีใต้ได้ที่ http://tax.dtn.go.thเพื่อวางแผนในการส่งออกหรือนำเข้า และยังสามารถตรวจสอบอัตราภาษีได้ทุกข้อตกลง FTA ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ด้วย&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า เกาหลีใต้ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีงานสร้างสรรค์ นวัตกรรม โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม ด้านไอที เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง และอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งกรมฯ มีแผนที่จะใช้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจขยายความร่วมมือกับเกาหลีใต้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนเกาหลีใต้ให้เข้ามาร่วมลงทุนในไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านสินค้าและบริการของไทย และช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อตกลง FTA ไทย-เกาหลีใต้ หรือ AKFTA มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 จนถึงปัจจุบันไทยได้ลดภาษีสินค้าในกลุ่มสินค้าปกติเหลือ 0% ไปแล้ว จำนวน 8,455 รายการ คิดเป็น 88% ของรายการสินค้าทั้งหมด โดยยังคงเหลือกลุ่มสินค้าอ่อนไหวที่ยังไม่มีการลดภาษี จำนวน 1,155 รายการ หรือ 12% ของรายการสินค้าทั้งหมด เช่น ส่วนประกอบวิทยุ โทรทัศน์ แผ่นเหล็กรีดร้อน และส่วนประกอบยานยนต์ ขณะที่เกาหลีใต้ได้ลดภาษีสินค้าในกลุ่มสินค้าปกติเหลือ 0% แล้ว จำนวน 11,297 รายการ คิดเป็น 90.9% ของรายการสินค้าทั้งหมด และยังคงเหลือกลุ่มสินค้าอ่อนไหวที่ยังไม่มีการลดภาษี จำนวน 1,130 รายการ หรือ 9.1% ของรายการสินค้าทั้งหมด เช่น ไม้อัด ข้าวโพดหวาน มันสำปะหลังแช่แข็ง และมันสำปะหลังอัดเม็ด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9090</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ค้าขาย, พาณิชย์, ส่งออก, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, เอฟทีเอ, ไทย-เกาหลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
