<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองค้าปลีก Q4 กลับมาฟื้นตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ค้าปลีกไตรมาสสุดท้ายปี 2564 คาดกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกได้ จากสถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการระบาดในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ สถานการณ์การระบาดของโควิดและการเข้าถึงวัคซีนของประชาชนที่เริ่มมีสัญญาณบวก จนทำให้ภาครัฐทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์กิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ไม่ว่าจะเป็นแผนการเปิดประเทศเพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัว สัญญาณความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดดำเนินกิจการของบางธุรกิจ เช่น สถานบันเทิง สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่น่าจะผ่านจุดที่แย่ที่สุดจากการระบาดของโควิด-19 มาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อประกอบกับจังหวะการเร่งออกแคมเปญส่งเสริมการตลาดของภาคธุรกิจต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ส่งผลให้ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 น่าจะมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวที่ประมาณ 1.4% (คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น ช้อปดีมีคืน เป็นต้น ในช่วงปลายปีไว้แล้วระดับหนึ่ง แต่หากภาครัฐมีการปรับหรือเพิ่มขนาดของมาตรการ ก็อาจจะทำให้ตัวเลขค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายขยับสูงขึ้นกว่าที่คาด) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่หดตัว 1.2% ซึ่งการคลายมาตรการล็อกดาวน์น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคมที่มีเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญอย่างเทศกาลปีใหม่ ซึ่งคาดว่าบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ในปีนี้น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีที่แล้วที่เกิดการระบาดคลัสเตอร์สมุทรสาคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการค้าปลีกที่เน้นจำหน่ายสินค้าจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัว เช่น E-commerce ห้างสรรพสินค้า (โดยเฉพาะในโซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม) ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อน่าจะทำยอดขายได้ต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ผู้บริโภคก็ยังคงกังวลกับความปลอดภัยและเผชิญกับกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ส่งผลให้ยังคงเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในหมวดสินค้าที่ยังมีความจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัว ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็นอย่างเสื้อผ้า รองเท้า น่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่วนกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แม้ว่ายอดขายอาจจะกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกเล็กน้อยในไตรมาส 4 ปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยอดขายทั้งปี 2564 น่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เน้นจำหน่ายสินค้าจำเป็นไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ห้างสรรพสินค้า (โดยเฉพาะโซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม) ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ น่าจะทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นหรือกลับมาฟื้นตัวได้เร็วกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มห้างสรรพสินค้า (โซนจำหน่ายสินค้าไม่จำเป็นหรือสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า) ร้านค้าเฉพาะอย่าง เช่น ร้านจำหน่ายสินค้าความงาม ร้านวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมตกแต่งบ้าน (แม้ในบางพื้นที่อาจได้แรงหนุนบ้างจากการซ่อมแซมหลังผ่านอุทกภัย) ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ผู้บริโภคยังคงกังวลกับรายได้และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการทุกกลุ่มยังคงต้องให้ความสำคัญกับการเร่งทำโปรโมชั่นการตลาดด้านราคาในช่วงเวลาดังกล่าวที่เริ่มมีการเปิดประเทศภายหลังสถานการณ์โควิดส่งสัญญาณดีขึ้น ควบคู่ไปกับการให้บริการลูกค้าที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอในทุกแพลตฟอร์มเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสร้างความประทับใจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อให้ธุรกิจยังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องถึงปี 2565 ธุรกิจค้าปลีกยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอีกหลายประการ ทำให้การดำเนินธุรกิจยังคงยากลำบากต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วมที่ครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัด ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสินค้าเกษตรและส่งผลต่อราคาตามมา เช่น ผักสด เนื้อสัตว์ และการขนส่งที่อาจจะล่าช้า ราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบกับค่าครองชีพของผู้บริโภค ความไม่แน่นอนของการระบาดของโควิดในประเทศในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจจะมีผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจกลับมาของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และการใช้จ่ายของคนในประเทศ รวมถึงภาวะการแข่งขันของธุรกิจที่จำนวนผู้เล่นยังคงทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นที่อยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ (E-commerce) ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ หรือมีศักยภาพในการใช้จ่ายยังคงมีจำนวนจำกัด หรือแม้แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค หรือเทคโนโลยีในการทำธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจจะเข้ามาเปลี่ยนภาพการทำธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน และเกิดผู้เล่นรายใหม่หรือการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิม ซึ่งผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัว หรือรับมือกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เร็ว ก็น่าจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ดังนั้น บทสรุปของการเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจค้าปลีกก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าปลีก, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab2ef6b1e3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อคดาวน์-เคอร์ฟิวถล่มค้าปลีก!ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในรอบ 16 เดือนติดลบ 70% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค. 64- นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้ารุนแรงกว่าระลอกแรกเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้มาตรการล็อคดาวน์และเคอร์ฟิวในเดือนสิงหาคมที่ปัจจุบันได้ขยายจังหวัดคุมเข้มสูงสุดเป็น 29 จังหวัด ส่งผลให้ภาคค้าปลีกต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวสู่ระดับปกติ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงกลางปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก Retail Sentiment Index (RSI) อยู่ที่ระดับ 16.4 ลดต่ำสุดในรอบ 16 เดือน คิดเป็นความเชื่อมั่นติดลบ 70% และการลดลงของยอดขายสาขาเดิมเดือนกรกฏาคมปีนี้ เกิดจากทั้งยอดการใช้จ่ายต่อบิลหรือปริมาณการซื้อสินค้า และความถี่ในการจับจ่ายลดลงพร้อมกันทั้งคู่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก สะท้อนถึงการฟื้นตัวต้องใช้เวลา สมาคมฯ คาดว่าภาคการค้าปลีกและบริการครึ่งปีหลังจะทรุดหนัก การเติบโตโดยรวมปีนี้มีแนวโน้มจะติดลบทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก RSI ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ยืนอยู่ที่ระดับ 27.6 ต่ำกว่าดัชนีเดือนเมษายนปี 2563 ที่ระดับ 32.1 สะท้อนถึงความวิตกกังวลในความไม่ชัดเจนต่อแนวทางการกระจายการฉีดวัคซีนที่ภาครัฐยังมีความล่าช้า และมาตรการการเยียวยาที่ไม่เข้มข้นมากพอ รวมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อที่ภาครัฐประกาศที่จะอัดฉีดเพิ่มเติมไม่ตรงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีดัชนีความเชื่อมั่นในประเด็นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นดัชนีความเชื่อมั่น RSI แยกตามภูมิภาค ปรากฎว่า ลดลงต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 อย่างต่อเนื่องใน ทุกภูมิภาค เป็นผลจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะภาคกลาง ที่ลดลงอย่างชัดเจนกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากภาคกลางมีคลัสเตอร์การแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ใช้แรงงานในโรงงานเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นใน 3 เดือน ข้างหน้า ก็ลดลงในทุกภูมิภาคอย่างชัดเจน แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 ค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ ผู้ประกอบการประเมินว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดยืดเยื้อไม่จบง่ายๆ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอ การฟื้นตัวต้องใช้เวลานาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนดัชนีความเชื่อมั่น RSI แยกตามประเภทร้านค้าปลีก จากผลการสำรวจพบว่าดัชนีปรับลดลงมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างชัดเจน และต่ำลงในทุกประเภท โดยเฉพาะร้านค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกประเภทร้านอาหารได้รับผลกระทบโดยตรงและหนักสุดจากมาตรการการล็อคดาวน์ ส่งผลให้ยอดขายลดลงกว่า 80-90 % เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน ส่วนร้านค้าประเภทสะดวกซื้อ ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่กำหนดให้ปิดบริการตั้งแต่ 21.00 - 04.00 น มีผลต่อยอดขายหดหายกว่า 20 - 25% จากที่รายได้ในรอบดีกที่เป็นส่วนหนึ่งของ Peak Hour หายไป และจำนวนสาขาของร้านค้าสะดวกซื้อกว่า 40% ตั้งอยู่ในเขตสีแดงเข้มที่เป็นเขตควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย กล่าวว่า บทสรุปประเด็นสำคัญของ &amp;ldquo;การประเมินผลกระทบต่อยอดขายและกำลังซื้อและการจ้างงานต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 ระลอกใหม่ จากมุมมองผู้ประกอบการ&amp;rdquo; ในเดือนกรกฎาคม พบว่าผู้ประกอบการกว่า 90% เห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคมีสัญญาณปรับตัวแย่กว่าเดือนมิถุนายนค่อนข้างมากเพราะมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนของแผนการฉีดและกระจายวัคซีนของภาครัฐ ขณะที่ผู้ประกอบกว่า 63% ประเมินว่า ยอดการจับจ่ายและการใช้บริการลดลงมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน และไม่มีพฤติกรรมในการกักตุน Stock Up เพราะกำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการ 61% ยอมรับว่าการจับจ่ายและการใช้บริการลดลงมากกว่า 25% เป็นผลจากมาตรการเคอร์ฟิว ด้านผู้ประกอบการกว่า 41% มีการปรับลดการจ้างงาน หรือปรับลดชั่วโมงการทำงาน เพราะธุรกิจมียอดขายและ ค่าธรรมเนียนการขายที่ลดลง โดยผู้ประกอบการ 53% มีสภาพคล่องทางการเงินไม่ถึง 6 เดือน สะท้อนถึงภาวะธุรกิจที่ฝืดเคืองและการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำยังคงเป็นปัญหาที่ต้องการได้รับการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ประกอบการ 42% คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 3 ปี 2564 จะหดตัว 10% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปี 2563 ผู้ประกอบการ 90% ประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเข้าสู่ระดับปกติ ในช่วงกลางปี 2566 หรืออาจจะนานกว่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 4 ข้อเสนอต่อภาครัฐ ประกอบด้วย 1. ภาครัฐต้องมีมาตรการเยียวยานายจ้างช่วยจ่ายค่าเช่า และค่าแรงพนักงาน 50% เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน 2.ภาครัฐต้องช่วยผู้ประกอบการด้วยการลดค่าสาธารณูปโภค 50% เป็นเวลา 6 เดือน 3.ภาครัฐต้องเร่งสถาบันการเงินอนุมัติเงินกู้ Soft Loan ให้ผู้ประกอบการที่ยื่นขอเงินกู้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วภายใน 30 วัน (ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติเงินกู้เพียง 10% ของจำนวนที่ยื่นขอสินเชื่อไปแล้วกว่า&amp;nbsp; 3 หมื่นราย) หากการอนุมัติยังล่าช้าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเลิกกิจการกว่าแสนรายอย่างแน่นอน และ4.ขอให้พักชำระหนี้และหยุดคิดดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้ปัจจุบันกับสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้ง 4 ข้อเสนอต่อภาครัฐนี้ ทางสมาคมฯ ขอให้ภาครัฐพิจารณาและให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะภาค ค้าปลีกและบริการกำลังทรุดหนัก และมีแนวโน้มที่อาจจะต้องปิดกิจการอีกกว่าแสนราย ซึ่งจะกระทบการเลิกจ้างงานกว่าล้านคน รัฐบาลควรเร่งเรียกความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าวทิ้งทาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112413</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ล็อกดาวน์, ค้าปลีก, ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีก, นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610ce86342a77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าปลีกยกระดับมาตรการพร้อมแจ้งเวลาเปิด-ปิดศูนย์การค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 64- ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 6/2564 มีมติให้ยกระดับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ใน 6 พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด รวมทั้งสิ้น 10 จังหวัด ประกอบ 1. กรุงเทพมหานคร 2. นครปฐม 3. นนทบุรี 4. นราธิวาส 5. ปทุมธานี 6. ปัตตานี 7. ยะลา 8. สงขลา 9. สมุทรปราการ และ 10. จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเข้าควบคุมและชะลอการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ให้แพร่ออกเป็นวงกว้างสู่พื้นที่อื่นๆ อย่างรวดเร็ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และนาย นพพร วิฑูรชาติ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย ทั้งสองสมาคม ประกาศยกระดับมาตรการการเฝ้าระวังการระบาดของโควิดอย่างสูงสุด โดย จะเพิ่มมาตรการเข้มข้นในการคัดกรองพนักงาน ผู้เกี่ยวข้อง และผู้บริโภคเข้าศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีก ในระดับสูงสุด พร้อมทั้งงดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ทุกหน่วยงานสามารถควบคุมการแพร่ระบาดระลอกใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เปิดตามปกติ และปิดให้บริการ 21.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มที่จำหน่ายในศูนย์การค้า ให้จําหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะ ของการนํากลับไปบริโภคที่อื่นได้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ไฮเปอร์มาร์ท แคช แอนด์ แครี่ ที่ตั้งนอกศูนย์การค้า เปิดตามปกติ และปิดให้บริการ 21.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ร้านค้าสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ตั้งอยู่นอกศูนย์การค้า ให้เปิดบริการได้ตามเวลาปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.หากมีประกาศของจังหวัดอื่นใดนอกเหนือจากนี้ ให้ปฏิบัติตามประกาศจังหวัดนั้น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทุกท่านยังต้องสวมหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า เมื่อออกนอกเคหสถานหรืออยู่ในที่สาธารณะ รวมถึงการให้พนักงานเวิร์คฟอร์มโฮม และงดการเดินทางโดยไม่มีความจำเป็น ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2564 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง (ยกเว้นจะมีประกาศของ ศบค. หรือ ของจังหวัด ระบุอื่นใดที่เข้มงวดนอกเหนือจากนี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และสมาคมศูนย์การค้าไทย จะเป็นผู้นำให้เอกชนทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ร่วมกับภาครัฐอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107905</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าปลีก, ล็อกดาวน์กรุงเทพ, ศูนย์การค้า, ห้างสรรพสินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d96f79c9a80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าปลีกยกระดับคุมโควิดขั้นสูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องงัดกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถประคองธุรกิจของตัวเองต่อไปได้ ขณะเดียวกันยังจะเห็นได้ว่าภาคของธุรกิจค้าปลีกได้รวมใจกันใช้พื้นที่ตัวเองในการเป็นจุดฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน เพราะการกระจายวัคซีน และวัคซีนทางเลือกใหม่ๆ คงจะเป็นปัจจัยบวก ความหวังของเศรษฐกิจไทยให้สามารถฟื้นตัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค้าปลีกอาสาเป็นจุดฉีดวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เสนอพื้นที่ 50 สาขาทั่วประเทศเป็นสถานที่ฉีดวัคซีน ซึ่งสาขาขนาดใหญ่มีความพร้อมและเหมาะสม เพราะมีพื้นที่กว้างขวางทั้งภายในและภายนอกอาคาร ทำให้สามารถบริหารจัดการไม่ให้มีความแออัด ขณะเดียวกันยังเดินทางมาสะดวก เบื้องต้น โลตัส สาขามีนบุรี ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 14 สถานที่สำหรับนำร่องฉีดวัคซีนในกรุงเทพมหานคร สามารถรองรับประชาชนได้ 1,000 คน คาดว่าจะสามารถเริ่มต้นดำเนินการได้ในเดือนมิถุนายนนี้ นอกเหนือจากคณะทำงานทีม A สนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีนแล้ว โลตัสยังสนับสนุนคณะทำงานทีม B เพื่อใช้สื่อและช่องทางของเราทั้งออนไลน์และในสาขาทั่วประเทศช่วยสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนให้กับลูกค้าและประชาชนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด บริษัทจึงร่วมกับสภาหอการค้าไทย นำเสนอต้นแบบระบบการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพื้นที่ธุรกิจในเครือทั้งหมด 109 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับภาครัฐในการกระจายวัคซีนเข้าไปหาคนไทยอย่างทั่วถึง คาดว่าในแต่ละพื้นที่จะสามารถให้บริการฉีดวัคซีนได้ประมาณ 1,500&amp;ndash;2,000 คนต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีความพร้อมที่จะให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังอย่างบูรณาการ เพื่อร่วมผ่านพ้นท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อให้ไทยสามารถกลับมาเปิดประเทศไทยได้โดยเร็ว ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของรัสโควิด-19 ในระลอกใหม่ ที่หนักหน่วงรุนแรง ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ต่อวันที่เกินหลักสองพันคนต่อเนื่องและกระจายไปครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ บริษัทจึงสนับสนุนพื้นที่ฉีดวัคซีนในบิ๊กซีทั่วประเทศ จำนวน 54 สาขา พร้อมสนับสนุนการจัดเก็บวัคซีนและกระจายวัคซีนไปยังพื้นที่ที่กำหนดอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์การค้าเข้มมาตรการเต็มสูบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบัน ศูนย์การค้า เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ เดินหน้าคุมเข้มมาตรการสุขอนามัยและความปลอดภัยขั้นสูงสุดครอบคลุมทุกมิติในการป้องกันโควิด-19 แบบเข้มข้นการ์ดไม่ตก ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ จัดตรวจคัดกรองเชิงรุกหาเชื้อโควิด-19 พร้อมจัดบิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์ เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2564-2 พฤษภาคม 2564 เพื่อทำความสะอาดทุกจุดสัมผัสและอบโอโซนระบบปรับอากาศ ทั่วทั้งศูนย์การค้า ร้านค้าทั้งหมด และสำนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์ศักดิ์ นันตวรรณกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยระลอกใหม่ที่มีความรุนแรง จนส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น จึงได้จัดทำความสะอาดครั้งใหญ่ทั่วพื้นที่ ทั้งส่วนกลางและทุกร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ พร้อมเพิ่มความเข้มข้นในการคัดกรองผู้บริโภคเข้าศูนย์การค้าในระดับสูงสุด มีการทำความสะอาดและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่โซนร้านค้า รวมทั้งพื้นที่ด้านนอกศูนย์การค้าฯ พร้อมทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในระบบปรับอากาศทั้งภายในอาคาร ทั้งยังยกระดับมาตรการความสะอาดและความปลอดภัยอื่นๆ อย่างเข้มงวดมากขึ้น อาทิ ทำความสะอาดจุดต่างๆ ที่ลูกค้าต้องสัมผัสเป็นประจำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุก 1 ชั่วโมง การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วพื้นที่ทั้งในและนอกศูนย์การค้าฯ ทุกวัน ก่อนเปิดให้บริการและหลังปิดบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุกช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงเงินกู้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ จัดทำโครงการต้นแบบ Sand Box ในเฟสแรก เพื่อเสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มียอดวงเงินกู้ต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยล่าสุดได้ร่วมนำเสนอรายชื่อ และข้อมูลให้ธนาคารอนุมัติกว่า 6,000 ราย โดยคาดว่า 1,000 รายแรก จะได้รับการอนุมัติ Soft Loan ภายในอาทิตย์หน้า โดยมากกว่า 70% ของทั้ง 6,000 ราย ยังไม่เคยเข้าถึง Soft Loan มาก่อน และจะทำเฟสต่อไปสำหรับเอสเอ็มอีที่มียอดวงเงินกู้มากกว่า 5 ล้านบาท พร้อมขยายผลความสำเร็จจากโครงการต้นแบบนี้ไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ผ่านทางสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมหอการค้าไทย สมาคมศูนย์การค้า และสมาคมโรงแรม เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับอนุมัติสินเชื่อ Soft Loan มากกว่า 100,000 ราย เพื่อเสริมสภาพคล่อง และเป็นแต้มต่อในการทำธุรกิจต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัดแคมเปญลุยเดลิเวอรี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการสร้างโอกาสทางการตลาดบริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทจะดำเนินการตลาดแบบเจาะลึกอินไซต์ผู้บริโภคในช่วงโควิด-19 ระลอกสาม เพื่อดันเดลิเวอรีเติบโตขึ้น 30% เสริมพอร์ตธุรกิจในไตรมาสสอง แน่นอนว่าบริษัทได้รับผลกระทบในเรื่องยอดขายที่ลดลง สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทางแบรนด์จึงได้จัดแคมเปญ &amp;ldquo;มาตรGONเยียวยา&amp;rdquo; เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่อยู่บ้าน แต่ทั้งนี้ก็ยังรองรับลูกค้าที่ยังดำเนินชีวิตอยู่ข้างนอกด้วย จัดโปรแรงสุดคุ้มภายใต้ 5 มาตรGONเยียวยา ได้แก่ GON ช่วยครึ่ง ไทยฌานา หม้อชนะ ก.333 เรารักกัน และ GON ไม่ทิ้งกัน นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีนโยบายเรื่องการดูแลพนักงาน โดยการจัดให้มีประกันโควิด-19 แก่พนักงานหน้าสาขาทุกคน ทั้งยังสามารถร่วมลงนามกับหอการค้าไทยในการแจ้งความต้องการวัคซีนทางเลือก ซึ่งในอนาคตจะร่วมสนับสนุนส่งมอบอาหารไปยังในพื้นที่ต่างๆ ที่มีการระดมฉีดวัคซีนแก่ประชาชนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้จ่ายกลุ่มอาหาร-เครื่องดื่มวูบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า ตลอดจนการกระจายวัคซีนเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้และมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มในช่วงที่เหลือของปี มูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศอาจมีมูลค่า 2.48 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 0.5% ในกรณีเลวร้ายหากสถานการณ์ได้ถูกลากยาวไปมากกว่าภายในช่วง 3 เดือนนี้ หรือมีการแพร่ระบาดที่เป็นคลัสเตอร์กลุ่มใหม่ การกลับมาฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคคงเป็นไปได้ยาก อีกทั้งยังทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนอาจไม่สามารถประคับประคองสภาพคล่องมากกว่า 2 ปีติดต่อกันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น มูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศ จึงมีโอกาสที่จะหดตัวไปอยู่ที่ระดับ -2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101615</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าปลีก, มาตรการป้องกันโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fa85da03d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2021 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2021 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กขค.วางกฎเข้ม 7 ข้อบีบ&#039;ซีพี&#039;ห้ามใช้อำนาจกินรวบค้าปลีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.2564 นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จะกำกับดูแลและตรวจสอบติดตามเงื่อนไขประกอบการอนุญาตรวมธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มบริษัทซีพี จำนวน 7 ข้อ อย่างเข้มงวด โดยให้รายงานผลการประกอบธุรกิจตามเงื่อนไขที่กำหนดในวันที่ 1 เม.ย.2564 และรายงานผลเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อให้ กขค. สามารถติดตามและตรวจสอบการประกอบธุรกิจได้ และหากพบว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จะมีโทษปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ของมูลค่าธุรกรรมในการรวมธุรกิจ และหากฝ่าฝืนข้อห้ามการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด จะมีโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าผู้ประกอบธุรกิจรายใดพบว่าซีพี มีการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า โทร 02 199 5444 หรือทางเว็บไซต์ www.otcc.or.th หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิด จะพิจารณาดำเนินการลงโทษตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างเด็ดขาดต่อไป&amp;rdquo;นายสมศักดิ์กล่าว
สำหรับเงื่อนไข 7 ข้อที่กำหนดให้ซีพีต้องปฏิบัติ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ให้กลุ่มบริษัทซีพีในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท &amp;nbsp;เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด และบริษัท สยามแมคโคร จำกัด (มหาชน) รวมทั้งบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องมีหนังสือรับรองว่าจะไม่รวมธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นในตลาดค้าปลีกค้าส่งเป็นระยะเวลา 3 ปี และในกรณีที่มีการซื้อหุ้นหรือซื้อทรัพย์สินของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งรายอื่นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งทั่วไปแต่การซื้อหุ้นหรือทรัพย์สินไม่เข้าหลักเกณฑ์การรวมธุรกิจจะต้องรายงานให้ กขค. ทราบภายใน 15 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด แจ้งแผนการเพิ่มสัดส่วนของยอดขายสินค้าที่มาจากผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรชุมชน สินค้าชุมชน สินค้าวิสาหกิจชุมชนหรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (OTOP) และกลุ่มสินค้าอื่นๆ โดยให้เพิ่มยอดขายจากปี 2563 ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี และให้รายงานผลการดำเนินการภายในไตรมาสแรกของทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ให้กลุ่มบริษัทซีพีในตลาดค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท &amp;nbsp;เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด และบริษัท สยามแมคโคร จำกัด (มหาชน) มีหนังสือรับรองว่าจะไม่ใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบ โดยให้ถือว่าเป็นความลับทางการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ให้บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ดำเนินการคงไว้ตามเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงกับผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบรายเดิมที่ได้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงไว้แล้วก่อนการรวมธุรกิจเป็นระยะเวลา 2 ปี เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณหรือประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบ และจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบนั้นๆ และรายงานผลการดำเนินการทุก 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) แก่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยกลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน สินค้า OTOP ไม่เกิน 30 วัน และกลุ่มสินค้าอื่นๆ ไม่เกิน 45 วัน เป็นระยะเวลา 3 ปี กรณีข้อกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเดิมน้อยกว่าให้ใช้ข้อกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเดิม โดยให้รายงานผลการให้สินเชื่อทางการค้าของ SMEs ทุกรายในวันที่ 1 เมษายน 2564 และให้รายงานผลการดำเนินการเป็นประจำทุก 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด รายงานผลการประกอบธุรกิจ ได้แก่ ข้อมูลสาขาและการขยายสาขาหรือยกเลิกสาขาทุกจังหวัดทั่วประเทศในวันที่ 1 เมษายน 2564 และรายงานผลการขยายสาขา หรือยกเลิกสาขารวมทั้งรายงานยอดขายสินค้าจำแนกตามหมวดสินค้าเป็นประจำทุก 6 เดือน
7.ให้กลุ่มบริษัทซีพีในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท &amp;nbsp;เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด และบริษัท สยามแมคโคร จำกัด (มหาชน) กำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติทางการค้าที่ดี (Code of Conduct) และเผยแพร่ต่อสาธารณชน ในวันที่ 1 เมษายน 2564 และให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว รวมทั้งต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางการพิจารณาทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกกับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย พ.ศ.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทซีพีในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด จะต้องไม่มีการกระทำที่เป็นข้อห้ามของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดตามมาตรา 50 แห่งพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95877</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มบริษัทซีพี, คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.), ค้าปลีก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a38ee3a7a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90283</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าปลีกไทยเซ่นโควิด โอดสูญ 5 แสนล้านบาท! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ม.ค. 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยถือเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศ เนื่องจากเป็นระบบที่ครอบคลุมตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ ซึ่งมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่ค้าปลีกรวมทั้งหมดในระบบ&amp;nbsp;1.3&amp;nbsp;ล้านราย และมีการสร้างงานโดยตรงกว่า&amp;nbsp;6.2&amp;nbsp;ล้านราย เมื่อค้าปลีกถูกผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น ทำให้ดัชนีค้าปลีกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ลดลงจาก ปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;จาก&amp;nbsp;2.8 %&amp;nbsp;มาเป็นติดลบ&amp;nbsp;12.0 %&amp;nbsp;ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ติดลบถึงสองหลัก จึงทำให้เกิดผลเสียหายในวงกว้าง เกิดอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น รายได้ลดลง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เอสเอ็มอีทยอยปิดตัวลง กำลังซื้อหดหาย จึงจำเป็นต้องเร่งเยียวยาในระบบค้าปลีกโดยเร็วที่สุด โดยอยากเสนอ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;มาตรการวัคซีนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการเกิดขึ้นได้จริงอย่างต่อเนื่องและทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;โควิดได้ส่งผลกระทบ ทำค้าปลีกไทยสูญ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แสนล้านบาท คาดว่าไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;ดัชนีค้าปลีก ยังคงติดลบราว&amp;nbsp;7-8 %&amp;nbsp;สมาคมผู้ค้าปลีกไทยขอภาครัฐวางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วน เพื่อลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มอัตราการจ้างงานใหม่ เสนอภาครัฐทดลอง เพิ่มทางเลือกการจ้างงาน เป็นรายชั่วโมง จัดเก็บภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรกในกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และควบคุมในการไม่ขายสินค้าด้วยราคาต่ำกว่าทุน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเอสเอ็มอีไทย และระบบค้าปลีกไทยโดยรวม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับมาตรการที่อยากเสนอภาครัฐ ก็คงจะเป็นเรื่องของการที่ภาครัฐทดลองเพิ่มทางเลือกสำหรับอัตราค่าจ้างแบบเป็นรายชั่วโมง เพื่อเป็นการลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มการจ้างงานใหม่ในภาคค้าปลีกสินค้าและค้าปลีกบริการ โดยการจ้างงานประจำจะยังคงมีอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่มอัตราการจ้างงานแบบเป็นรายชั่วโมง เพื่อเป็นทางเลือก และสอดรับการให้บริการช่วงพีคของวันในแต่ละช่วงให้เกิดประสิทธิภาพการบริการลูกค้าสูงสุด ภาคค้าปลีกสินค้าและค้าปลีกบริการคาดว่าจะสามารถจ้างงานรายชั่วโมงได้ทันทีไม่น้อยกว่า&amp;nbsp;52,000&amp;nbsp;อัตรา และ เพิ่มได้ถึง&amp;nbsp;200,000&amp;nbsp;อัตราในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีการปล่อยสินเชื่อ (Soft Loan)&amp;nbsp;ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันออกมาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ทำให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ โดยสมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐพิจารณาการให้สินเชื่อพิเศษนี้โดยผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก ซึ่งสามารถเข้าถึงเอสเอ็มอีเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยกว่า&amp;nbsp;400,000&amp;nbsp;ราย ได้โดยตรงและอย่างรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยแพลตฟอร์มค้าปลีกนี้ ธนาคารจะได้รับการชำระหนี้อย่างตรงเวลาและครบถ้วน เป็นการลดภาระหนี้สูญของธนาคารอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายญนน์ กล่าวอีกว่า ภาครัฐต้องเร่งพิจารณาเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนำเข้ากับสินค้าที่ซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซที่นำเข้าจากต่างประเทศ จากข้อมูล&amp;nbsp;ETDA&amp;nbsp;มูลค่าตลาด&amp;nbsp;300,000&amp;nbsp;ล้านบาท ถือว่าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีมาตรการควบคุมที่ชัดเจน มีการขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าทุน ไม่มีมาตรการเรื่องการเก็บภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรก ทำให้เอสเอ็มอีไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีการเสียภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มจำนวนตั้งแต่บาทแรก ถือว่าเป็นการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และจะสร้างความเสียหายให้กับระบบค้าปลีกไทยในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะเดียวกันภาครัฐต้องหามาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยมุ่งไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับกลางถึงสูงกว่า&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ล้านราย เพื่อผันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยมาตรการ ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ทั้งนี้จากวิกฤตการณ์โควิด-19&amp;nbsp;ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้ กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อเหล่านี้ ซึ่งคุ้นเคยกับการเดินทางไปต่างประเทศ และช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษี ยังมีความต้องการที่จะซื้อสินค้าแบรนด์ต่างๆ ทำให้ต้องหาซื้อสินค้าผ่านทาง&amp;nbsp;Cross Borders&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Grey Market&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรพิจารณาอนุญาตให้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่และซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าร่วมโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่หลากหลาย และราคาต่ำได้มากขึ้น จากงานวิจัย พบว่า สินค้าที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อหาเป็นประจำส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคไม่กี่ชนิด อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล ซึ่งผลิตโดยผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ทำให้การกระจายรายได้ไปไม่ถึงผู้ผลิตสินค้ารายเล็กอื่นๆ การเปิดให้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่และซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าร่วมโครงการ ซึ่งนอกจากจะช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บัตรแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ผลิตสินค้าในวงกว้างมากขึ้น ทั้งเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90283</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าปลีก, ธุรกิจค้าปลีก, เสียหาย 5 แสนล้าน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191227/image_big_5e0578fda7df7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 11:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เน็กซัสคาดราคาคอนโดปี64นิ่ง/ค้าปลีกถูกต่อรองค่าเช่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค. 2564 นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2564 อุปทานใหม่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 33,000 - 38,000 หน่วย มาจากโครงการที่ชะลอการพัฒนาไปในปี 2563 และโครงการที่ผู้ประกอบการซื้อที่ดิน และประกาศแผนพัฒนาไว้แล้ว ซึ่งรวมกันมากกว่า 16,000 หน่วย โดยโครงการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น น่าจะเป็นโครงการขนาดเล็ก และมีราคาขายที่ต่ำลง คาดว่าในครึ่งปีแรกความต้องการซื้อคอนโดยังคงอยู่ในระดับต่ำ หากไตรมาสที่ 3 เริ่มมีการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว น่าจะเห็นความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ความต้องการซื้อจะยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2563 คือ ในระดับ 30,000 - 35,000 หน่วยซึ่งจากตัวเลขประมาณการดังกล่าว ทำให้อัตราการขายรวมน่าจะคงอยู่ที่ 93% เท่ากับปี 2563 แต่ระดับราคาเฉลี่ย น่าจะยังปรับลดลงอีก สืบเนื่องจากการลดราคาของโครงการที่สร้างเสร็จ และโครงการใหม่ที่พัฒนาสำหรับตลาดระดับกลางเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมมีการปรับตัวทั้งเรื่องราคา อุปทาน และอุปสงค์มาตลอดปี เป็นผลทำให้ตลาดมือสอง ค่อนข้างชะลอตัวลง และจากทัศนคติและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในทุกระดับราคา โดยเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและหากจะมองถึงกำลังซื้อจากต่างชาตินั้น ในขณะนี้ยังคงนิ่งอยู่ โดยคาดว่าน่าจะมีโอกาสได้เห็นการกลับมาของต่างชาติในช่วงหลังไตรมาสที่ 2 ของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเทรนด์การทำธุรกิจในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยกระตุ้นหลายประการ ได้แก่ 1.ผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยโควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ 2.เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตมากขึ้น &amp;nbsp;3.การที่ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กลยุทธ์การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องปรับตัวอย่างมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่อยู่กับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค แต่การปรับตัวที่รวดเร็ว ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในเชิงกลยุทธ์ ที่ส่งผลไปถึงราคาขายเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในปี 2563 ที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมมีการปรับตัวมากที่สุดในรอบ 10 ปี จากการชะลอตัวกำลังซื้อที่ลดลงต่อเนื่องจากปี 2562 และสถานการณ์โควิด&amp;ndash;19 &amp;nbsp;พบว่ามีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นใหม่เพียง20,100 หน่วย จาก 64 โครงการ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 39% จากอัตราการเพิ่มเฉลี่ยคอนโดมิเนียมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่ 51,000 หน่วยต่อปี การเพิ่มขึ้นของคอนโดฯ อีก 20,100 หน่วยนี้ ส่งผลให้คอนโดมิเนียมมีหน่วยสะสมในตลาดทั้งสิ้น 674,100 หน่วย ส่วนสาเหตุการชะลอตัวของอุปทานใหม่ในตลาด ส่วนหนึ่งมาจากโครงการที่เลื่อนการเปิดตัว หรือหยุดโครงการไปถึง 5,800 หน่วย 18 โครงการ คิดเป็น 29% ของคอนโดในตลาดที่เปิดใหม่ปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านจุดเปลี่ยนสำคัญในตลาดในแง่ของอุปทาน คือ ผู้ประกอบการหันมาพัฒนาคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่จับต้องได้สำหรับคนไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ต่อเนื่องจากปี 2562 โดยสัดส่วนคอนโดมิเนียมระดับกลางและซิตี้คอนโดมีถึง 60% และตลาดใหม่คอนโดราคาย่อมเยาบนทำเลนอกเมืองที่มีระดับราคาต่ำกว่า 1 &amp;nbsp;ล้านบาท &amp;nbsp;หรือต่ำกว่า 50,000 บาทต่อตารางเมตร มีจำนวนถึง 3,600 หน่วย คิดเป็น 18% ของอุปทานใหม่ในปี 2563 เลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดพื้นที่ศูนย์การค้าได้รับผลกระทบมาก จากสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;ผลจากการล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้เกิดการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมาประมาณ 1 ปีเต็มทำให้กำลังในด้านการจับจ่ายจากชาวต่างชาติกลายเป็นศูนย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทั้งนี้ภาพรวมตลาดพื้นที่ศูนย์การค้าในพื้นที่ยังถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีอัตราการเช่าเฉลี่ยที่ 93% ลดลงจากปีก่อนที่ 97% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากห้างอิเซตัน ได้ทำการคืนพื้นที่ให้กับห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในขณะที่ราคาค่าเช่าเฉลี่ยชั้น G ในปีนี้ยังคงระดับเดิมที่ 3,915 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน แต่ผู้เช่ามีความสามารถในการต่อรองราคาค่าเช่าได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการที่ผู้เข้าใช้บริการลดลง มีผลกระทบต่อผู้เช่า ทำให้อาจมีการเจรจาเรื่องอัตราค่าเช่าพื้นที่ระหว่างผู้เช่าและศูนย์การค้า ขณะที่ศูนย์การค้าและห้างฯ ต่างๆ ก็มีการโฟกัสกลุ่มลูกค้าในประเทศกันมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ของตัวเอง เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้นทางหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89797</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโด, ค้าปลีก, ธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล, นลินรัตน์ เจริญสุพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210114/image_big_5fffc4a20d1aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
