<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้อนรอยคดียาเสพติดนักการเมือง&#039;ธรรมนัส-ป.เป็ด-พ่อเลี้ยงณรงค์&#039;ความเหมือนที่แตกต่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6 พ.ค.64- จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สมาชิกภาพส.ส.ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่สิ้นสุดลงตามคำร้องของ พรรคก้าวไกล &amp;nbsp;เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญยกอํานาจอธิปไตย การใช้อำนาจตุลาการย่อมต้องไม่ตกอยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจตุลาการของรัฐอื่น คำพิพากษาของศาลออสเตรเลียไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คำร้องของพรรคก้าวไกลได้อ้างถึง พิพากษาศาลอุทธรณ์ของ รัฐนิวเซาท์เวลส์ และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยมีความเห็นว่า การต้องคำพิพากษาให้จำคุกในต่างประเทศจะต้องใช้กับประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;เคยระบุไว้ว่ากรณีการต้องโทษของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่เกี่ยวกับศาลไทย ซึ่งการจะได้รับการล้างมลทินต้องเป็นผู้ที่ถูกลงโทษตามกฎหมายไทยเท่านั้นไม่เกี่ยวกับความผิดในศาลต่างประเทศ แต่ต้องดูว่า พฤติกรรมอย่างนั้นเข้าข่ายเป็นพฤติกรรมเสื่อมเสียหรือไม่ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนี้ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นคนละเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการยกกรณีนายทนง ศิริปรีชาพงษ์ หรือ&amp;lsquo;ป.เป็ด&amp;rsquo; นักธุรกิจรพันล้านบาท เจ้าของโรงแรมชื่อดัง &amp;lsquo;ลิตเติ้ล ดั๊ก&amp;rsquo; จ.เชียงราย เป็น อดีตส.ส.นครพนม พรรคชาติไทย เปรียบเทียบว่านายทนง ถูกศาลสหรัฐสั่งจำคุก และพ้นจากส.ส. ขึ้นมาเปรียบเทียบกับกรณีร.อ.ธรรมนัส &amp;nbsp;รวมทั้งกรณี นายณรงค์ วงศ์วรรณ &amp;nbsp;อดีตหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม &amp;nbsp;แต่พบว่า 3 กรณีนี้มีความแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีนายทนง นั้นเมื่อปี 2537 หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา( ดีอีเอ) ตั้งข้อกล่าวหากับนายทนง ว่า พัวพันกับการค้ายาเสพติดข้ามชาติมายาวนานถึง 17 ปี ค้ายาเสพติดประเภทกัญชาหนักประมาณ 47 ตัน มีการสั่งการอายัดทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในสหรัฐฯรวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 6 พ.ค. 2537 สภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมพิจารณาวาระเร่งด่วน ขับนายทนงออกจากสมาชิกพรรคชาติไทย แต่พรรคชาติไทยยืนยันว่านายทนง ถูกเล่นงานทางการเมือง อย่างไรก็ตามวันรุ่งขึ้นนายทนง ประกาศลาออกจากส.ส. โดยพรรคชาติไทยตั้งกรรมการสอบเรื่องพัวพันยาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลท้องถิ่นเขตเหนือในรัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยพยานหลักฐานระบุว่า นายทนง มีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพติดเข้าสหรัฐฯ และประสานงานกับทางการไทยเพื่อขอให้ส่งตัวนายทนง รวมทั้งภรรยา ไปขึ้นศาลสู้คดีที่สหรัฐฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งวันที่ 14 ธ.ค. 2537 ศาลไทย มีคำสั่งไม่ส่งตัวนายทนงให้กับศาลสหรัฐฯ และจะขอเป็นผู้ตัดสินคดีในเบื้องต้นเอง หากพบว่ามีความผิดจริงจะพิจารณาส่งตัวตามกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน และต้นปี 2538 ศาลอาญาออกหมายจับนายทนง และยื่นคำร้องให้ควบคุมตัวไว้ในระหว่างการไต่สวนคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อศาลออกหมายจับ มีกระแสข่าวว่านายทนง หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน สุดท้ายเข้ามอบตัว &amp;nbsp;กระทั่งวันที่ 28 ธ.ค. 2538 ศาลไทย พิพากษาจำคุกนายทนง 18 ปี &amp;nbsp;และกระทรวงการต่างประเทศแจ้งให้สหรัฐฯรับตัวนายทนงไปพิจารณาคดีที่สหรัฐ &amp;nbsp;โดยศาลแคลิฟอร์เนีย พิพากษาจำคุกนายทนง 40 เดือน คุมประพฤติเป็นเวลา 5 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีนายณรงค์ วงศ์วรรณ &amp;nbsp; ได้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง &amp;nbsp;ระหว่างแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2535 นักข่าวจากสิงคโปร์ได้สอบถามเรื่องที่นายณรงค์ มีชื่ออยู่ในบัญชีดำ ผู้มีส่วนพัวพันการค้ายาเสพติดของสหรัฐอเมริกา แม้นายณรงค์จะปฏิเสธ แต่ก็กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาร์กาเร็ต ทัตไวเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐในขณะนั้น ตอบคำถามทำไมสหรัฐอเมริกาปฏิเสธวีซ่าของณรงค์ ว่า วีซ่าของนายณรงค์ถูกปฏิเสธเมื่อ ก.ค. 1991 ตามมาตรา 212(2)(C) ของ พ.ร.บ. ที่ว่าไม่สามารถออกวีซ่าให้คนต่างด้าวที่สถานกงสุลหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบหรือสงสัยว่าขนของผิดกฏหมายไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม หรือสงสัยว่าให้การช่วยเหลือ หนุนหลัง หรือสมรู้ร่วมคิด ในการขนของผิดกฏหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 กรณีนี้มีความแตกต่างกันในรายละเอียด กรณีของร.อ.ธรรมนัส &amp;nbsp;หากถูกศาลไทยวินิจฉัยเช่นเดียวกับกรณีของนายทนง ร.อ.ธรรมนัส จะหลุดจากตำแหน่ง 100% โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ส่วนกรณีนายณรงค์ยังไม่มีคำสั่งศาลใดๆออกมา แต่พลาดเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถูกกระแสสังคมบีบ สุดท้ายพล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรีแทน และนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101945</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติด, ณรงค์ วงศ์วรรณ, ทนง ศิริปรีชาพงษ์, ธรรมนัส พรหมเผ่า, ป.เป็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_60936f43e39c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039;ผิดหวัง แต่ไม่ผิดคาด!คดีธรรมนัส ตอกย้ำความเสียหายของระบอบประยุทธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.64- นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้ก่อตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กกรณีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่า ผิดหวัง แต่ไม่ผิดคาด &amp;ndash; ข้อกังขาของกรณี #ธรรมนัส และความจำเป็นในการร่วมลงชื่อ #แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิรูปที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เราเห็นประชาชนจำนวนมาก ออกมาแสดงความผิดหวัง (แต่อาจไม่ผิดคาด) กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีความให้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รอดจากการหลุดพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. และรัฐมนตรี โดยอ้างว่าการกระทำผิดของคุณธรรมนัสเกี่ยวกับคดียาเสพติด เกิดขึ้นนอกประเทศ เลยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) และ 160 (6)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้เราจะตัดสามัญสำนึกพื้นฐานของเราออกไป และตีความจากแแค่บทกฎหมาย ก็เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่หลายคนรู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) และ 160 (6) มีความชัดเจนว่าต้องการให้ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ เป็นบุคคลที่ปราศจากการกระทำความผิดร้ายแรง (รวมถึงการ ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือค้าขาย ยาเสพติด) &amp;ndash; การตีความกฎหมาย จึงควรเป็นไปเพื่อปกป้องหลักการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ ถึงแม้จะไม่ได้ถูกเขียนอย่างชัดเจนว่าครอบคลุมการกระทำผิดตามกฎหมายของประเทศใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ความผิดด้านการค้าขายยาเสพติด เป็นความผิดสากลทั้งในประเทศไทยและในประเทศออสเตรเลีย (หรือที่นักกฎหมายเรียกว่า double criminality) &amp;ndash; การเปรียบเทียบความผิดที่เกิดขึ้นและถูกตัดสินในประเทศออสเตรเลีย ว่าจะตรงกับความผิดตามกกฎหมายไทยหรือไม่ หากเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถึงแม้เรายอมจำใจยึดตามคำวินิจฉัยของศาลในส่วนนี้ ก็ยังมีอีก 2 เหตุผลว่าทำไมคุณธรรมนัส ถึงควรหลุดออกจากตำแหน่ง (อย่างน้อยที่สุด คือตำแหน่งรัฐมนตรี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ในกฎหมายส่วนอื่น รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ระบุว่า รัฐมนตรีต้อง &amp;quot;มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์&amp;quot; &amp;nbsp;- ไม่ว่าใครจะกระทำความผิดค้าขายยาเสพติดในมุมไหนของโลก คงยากที่จะบอกว่าคนๆนั้นผ่านคุณสมบัติข้อนี้ (และ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับมาตรานี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ถึงแม้จะถูกบิดทุกวิถีทางให้ไม่ผิดทางกฎหมาย แต่ในเชิงความรับผิดชอบทางการเมือง คงไม่เป็นการเรียกร้องมากจนเกินไป ที่จะคาดหวังให้นายกรัฐมนตรีไม่เลือกบุคคลที่มีประวัติความผิดเช่นนี้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี &amp;ndash; ถ้าย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2535 นายณรงค์ วงศ์วรรณ ยังต้องถอนตัวออกจากการท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังเพียงถูกข้อกล่าวหาเรื่องคดียาเสพติด การที่คุณธรรมนัสยังเลือกที่จะไม่แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นชัดว่าระบอบประยุทธ์ได้ทำให้วัฒนธรรมการเมืองของประเทศถดถอยและย้อนเวลาไปมากกว่า 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราถอยจากคดีของคุณธรรมนัสเพื่อมามองที่ภาพรวม เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเสียหายที่ระบอบประยุทธ์ได้สร้างต่อ ความศรัทธาของประชาชนต่อความเป็นกลางของระบบตรวจสอบถ่วงดุล และ ความเที่ยงธรรมของกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์ประกอบสำคัญของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ คือความเป็นกลางทางการเมืองหรือความพร้อมที่จะตรวจสอบผู้มีอำนาจทุกคนทุกฝ่ายอย่างเข้มข้น แต่ระบอบประยุทธ์กลับวางกติกาในรัฐธรรมนูญที่ทำให้สามารถควบคุมกลไกเหล่านี้ได้ ผ่านการแต่งตั้งคนของตนเองเข้ามาดำรงตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้จะไม่มีคำวินิจฉัยที่น่าชวนตั้งคำถามอย่างเช่นกรณีเรื่องคุณธรรมนัสออกมา ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ประชาชนจะตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ในเมื่อ คสช. มีส่วนร่วมโดยตรงในการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งชุดปัจจุบัน โดยการกำหนดให้ สนช. ที่ตนเองแต่งตั้ง (ในช่วงก่อนมีรัฐธรรมนูญ 2560) และ ส.ว.ที่ตนเองแต่งตั้ง (หลังมีรัฐธรรมนูญ 2560) มีอำนาจชี้ขาดในการรับรองตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา กฎหมายและมาตรการต่างๆ ของรัฐ ที่ควรถูกบังคับใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน จึงกลับถูกบังคับใช้ด้วยสองมาตรฐาน มาตรฐานหนึ่งสำหรับพรรคพวกตนเอง ที่ระบอบประยุทธ์พร้อมใช้ประโยชน์จากทุกช่องโหว่หรือสรรหาสารพัดข้อยกเว้น เพื่อยกเว้นความผิดหรือแม้กระทั่งนิรโทษกรรมการกระทำของตนเองในอดีต อีกมาตรฐานหนึ่งสำหรับคนที่เห็นต่าง ที่ระบอบประยุทธ์พร้อมบิดทุกการตีความหรือสรรหาสารพัดเงื่อนไข เพื่อสกัดกั้นหรือเอาผิดกับประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนนำมาสู่คำถามแทงใจประชาชนทุกคน ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อะไรจะถูกตัดสินว่าถูกหรือผิด ยังคงขึ้นอยู่กับการกระทำของคน หรือได้กลายมาขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนของใคร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การหลุดออกจากความวิปริตนี้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรื้อกติกาที่บิดเบี้ยวและสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ผ่านการปฏิรูปที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระทุกคน ให้มีที่มาที่เป็นกลางทางการเมือง (ถูกเสนอจากหลายฝ่าย) เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย (ได้รับเสียงข้างมากของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน เช่น 2 ใน 3 ของ ส.ส.) และพร้อมตรวจสอบผู้มีอำนาจทุกคน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ริบหรี่ลงในทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทวงคืนความยุติธรรม เริ่มต้นได้จากการลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรื้อระบอบประยุทธ์และปฏิรูปที่มาของศาลรัฐธรรมนูญที่ https://resolutioncon.com/.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101919</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติด, ธรรมนัส พรหมเผ่า, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ศาลรัฐธรรมนูญ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d5be3a6714.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 07:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบเสี่ยนากุ้งหันค้ายาเสพติด อ้างพิษโควิดเล่นงาน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.64 - พ.ต.ท.ชาติลักษณ์ ดิเรกวัฒนะ ผบ.ร้อย ตชด.414 พร้อมด้วย ร.ต.อ.สุรเชษฐ์ ชุมดำ หน.ชุดปฏิบัติด้านงานข่าว ร้อย ตชด.414 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ควบคุมตัว นายจรูญศักดิ์ หรือโอ๊ะ ธนะไชย อายุ 44 ปี ชาว ตำบลปากแพรก อ.สวี จ.ชุมพร พร้อมของกลางยาเสพติดชนิดยาบ้า จำนวน 26,000 เม็ด ไอซ์ จำนวน 5 กรัม และรถยนต์เก๋งมิตซูบิชิ สีขาว ทะเบียน 1 กร 2708 กรุงเทพมหานคร มาสอบสวนขยายผลที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 414 ตำบลหงษ์เจริญ อ.แซะ จ.ชุมพร &amp;nbsp;เมื่อวานนี้( 21 เม.ย.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจาก พ.ต.ท.ชาติลักษณ์ ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่า นายโอ๊ะ ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง อายุประมาณ 45 ปี รูปร่างท้วมผิว ดำ สูง ประมาณ 175 เซนติเมตร ได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 3 ตำบลปากแพรก อ.สวี จ.ชุมพร เป็นที่พักยาเสพติด เพื่อส่งให้กับผู้ค้า จึงได้สั่งการให้ ร.ต.อ.สุรเชษฐ์ &amp;nbsp;นำกำลังตำรวจไปทำการวางแผนเพื่อทำการจับกุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ร.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมกำลัง ได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าวพบเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ตั้งอยู่ริมถนนสายปากแพรก-วัดเชิงคีรี ห่างจากทางข้ามถนนตัดรถไฟเพียง 200 เมตร โดยบ้านปิดเงียบประตูล็อกไม่มีใครอยู่ภายในบ้าน จึงได้จัดกำลังซุ่มเฝ้าดูอยู่รอบนอก กระทั่ง เวลา 12.00 น.ของวันเดียวกัน มีรถเก๋งยี่ห้อ มิตซูบิชิ สีขาว ทะเบียน 1 กร 2708 กทม. เข้ามาจอดที่บริเวณหน้าบ้าน คนขับเดินลงจากรถพร้อมถือถุงหิ้วพลาสติกสีเขียว แล้วเดินตรงไปเปิดประตูเข้าไปในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ซึ่งซุ่มรอจังหวะอยู่ ได้ออกมาแสดงตัว ให้ชายคนดังกล่าว ทราบชื่อภายหลังคือ นายจรูญศักดิ์ หรือ โอ๊ะ ธนะไชย เจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบถุงพลาสติกสีเขียวที่ถือมาและแขวนอยู่ข้างฝาผนังบ้านในห้องครัว ภายในถุงมีกล่องนมผงสำหรับเด็กยี่ห้อหนึ่ง &amp;nbsp;จึงนำมาตรวจสอบพบยาบ้าอยู่ในถุงจำนวน 11 มัดๆละ 2,000 เม็ด และซุกอยู่ภายในกล่องนมอีก 2 มัดๆละ 2,000 เม็ด และไอซ์ อีก 5 กรัม บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสแบบรูดเปิดปิด อยู่ในกล่องเครื่องมือพลาสติกสีดำ ซุกอยู่ในตู้เสื้อผ้า &amp;nbsp; เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวพร้อมของกลางทั้งหมด มาสอบสวนที่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 414 (ท่าแซะ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวน นายจรูญศักดิ์ ให้การรับสารภาพว่า เดิมทีตนเองประกอบอาชีพทำนากุ้ง เลี้ยงอยู่ใกล้บ้าน ใน อ.สวี จ.ชุมพร ซึ่งแรกๆก็ได้กำไรดี มีเงินใช้จ่ายคล่องตัว แต่มาช่วงหลังๆเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่รอบแรก ปี 62 ตนเองเลี้ยงกุ้งขายขาดทุนมาโดยตลอด จนเริ่มมีหนี้สินมากมายต้องคอยหลบหนีเจ้าหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งวันหนึ่งได้มารู้จักกับนายเน ไม่ทราบชื่อจริง เป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในกรุงเทพฯ และได้ให้ตนเป็นคนคอยรับยาเสพติดที่ส่งมาให้ แล้วนำไปวางให้กับพ่อค้ารายย่อยในพื้นที่ อ.สวี โดยจะให้ค่าจ้างครั้งละ 2 หมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจรูญศักดิ์ อ้างว่าที่ทำเพราะความจำเป็นมีหนี้สินจำนวนมากจึงต้องหันมาค้ายาบ้า โดยในหนึ่งอาทิตย์นายเน จะโทรผ่านทางโทรศัพท์มือถือให้ตนไปรับยาเสพติดตามจุดต่างๆที่จะมีคนมาวางไว้ เมื่อไปรับก็จะนำมาพักไว้ที่บ้านที่เช่าหลังดังกล่าว และนายเนก็จะโทรศัพท์มาบอกอีกครั้งว่าจะให้ไปวางให้ลูกค้าที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งแต่ละอาทิตย์ จะรับและไปวาง ไม่ต่ำกว่า 15 มัด เดือนละ 4 ครั้ง ก็จะได้รับเงินเกือบ 1 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งก็ทำมาแล้วหลายครั้ง จนสามารถผ่อนชำระหนี้ได้แล้วไปบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้บักทึกปากคำให้การพร้อมแจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติด ประเภทที่ 1 ไว้ในครอบครอบครองเพื่อจำหน่าย ก่อนนำตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สวี จ.ชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100271</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติด, ชุมพร, พ.ต.ท.ชาติลักษณ์ ดิเรกวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6080ba89b4dd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตชด.237 วิสามัญพ่อค้ายาบ้า พบประวัติโชกโชน อยู่บ้านหรูรวยอู้ฟู่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.64 -ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 07.00น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 237 (ตชด.237) บ้านนาเพียง ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม แจ้งความต่อ พ.ต.อ.ประเสริฐ ธรรมชัย ผกก.สภ.ศรีสงคราม ว่าได้วิสามัญผู้ค้ายาเสพติด เหตุเกิดบนถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2390(นาพระชัย-ปฏิรูป) พื้นที่บ้านหาดแพงหมู่ 5 ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม จึงร่วมตรวจที่เกิดเหตุร่วมกับชุดสืบสวน และปลัดอำเภอ พบเจ้าหน้าที่ ตชด.237 จำนวน 4 นาย รอให้รายละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริเวณที่เกิดเหตุพบศพผู้ตาย เป็นชาย ทราบจากบัตรประชาชนว่าชื่อนายทรัพย์ทวี เพียมา อายุ 48 ชาวบ้านหนองปลาดุก ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม สภาพศพสวมเสื้อแขนสั้นสำดำ กางเกงยีน สวมแว่นตา ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ในพงหญ้าข้างถนน มือขวามีอาวุธปืนสั้น CZ 75 D นิ้วชี้ยังคาอยู่ในไกปืน ห่างจากศพนายทรัพย์ทวีไปเล็กน้อย มีรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ แคป สีดำ ทะเบียน บท 9830 นครพนม ที่วางเท้าด้านซ้ายคนขับพบยาเสพติดจำนวนหนึ่ง ซุกอยู่ในกระสอบปุ๋ยสีขาวยี่ห้อหนึ่ง จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่านายทรัพย์ทวี มีพฤติกรรมพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด พื้นเพเป็นคนบ้านดงสว่าง ต.บ้านผึ้ง แต่ผู้นำหมู่บ้านไม่ทราบว่าผู้ตายย้ายเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านหนองปลาดุก ต.บ้านผึ้ง ตั้งแต่เมื่อไหร่ และบ้านเลขก็ไม่มีคนอยู่อาศัย ซึ่งนายทรัพย์ทวี ได้ปลูกบ้านอยู่ที่บ้านดงสว่าง มีรถยนต์ 2 คัน สวมใส่สร้อยทองคำหรูหรา ทั้งที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้สืบทราบว่าผู้ตายมีเมียที่อยู่กินกันได้เพียงปีเศษ แต่ไม่มีลูกด้วยกัน โดยทั้งสองพัวพันกับยาเสพติดมานาน จึงเป็นที่สงสัยของบุคคลในชุมชนและหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนเกิดเหตุ ตชด.237 สืบสวนจนทราบแน่ชัดว่านายทรัพย์ทวีเป็นเอเยนต์ค้ายาเสพติด โดยจะตระเวนส่งยาบ้าให้กับลูกค้าทั้งในและนอกพื้นที่ และจะมีเมียร่วมเดินทางมาด้วยเสมอ จึงส่งสายลับเข้าไปตีสนิทและทำการล่อซื้อ กระทั่งผู้ตายติดกับดัก ได้ตกลงนัดส่งยาบ้ากันในพื้นที่อำเภอศรีสงคราม จากนั้นชุดปฏิบัติการ ตชด.237 ได้ประชุมวางแผนตั้งจุดสกัดบริเวณถนนทางหลวงสายบ้านนาพระชัย-บ้านปฏิรูป โดยนายทรัพย์ทวีได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวมาพร้อมกับเมีย พอถึงจุดเกิดเหตุชุดปฏิบัติการได้ส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจค้น แต่นายทรัพย์ทวี ขัดขืนชักอาวุธปืนยิงรัวใส่เจ้าหน้าที่หวังเบิกทางหลบหนี ก่อนจะเปิดประตูเพื่อวิ่งเข้าป่าข้างทาง เจ้าหน้าที่จึงวิสามัญจนเสียชีวิตดังกล่าว ส่วนเมียของผู้ตายได้นำตัวไปสอบสวนขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99029</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติด, ตำรวจตระเวนชายแดน, นครพนม, วิสามัญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_60713d15c33f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งจำคุก 38 ปี 9 เดือน &#039;อดีตนักร้องชื่อดัง-สามี&#039; คดียาเสพติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 ที่ห้องพิจารณา 709 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีค้ายาเสพติดหมายเลขดำ ย.2036/2562 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายหง เจิ้ง อี้ (HUNG CHENG) อายุ 29 ปี ชาวไต้หวัน, นายชลวิทย์ หรือไก่ คีตะตระกูล อายุ 51 ปี ชาว กทม. สามีของปุ๊กกี้ อดีตนักร้องดังยุค 90, และ น.ส.ปริศนา หรือพริสซิลลา หรือปุ๊กกี้ จิวเมลลี่ อายุ 41 ปี ชาว กทม. อดีตนักร้องชื่อดังยุค 90 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1- 3 ฐานสมคบฯ เกี่ยวกับยาเสพติดฯ, สมคบฯ ความผิดฐานฟอกเงินฯและร่วมกันฟอกเงิน, ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายฯ, ร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายฯ, มี JWH-018, ฟีโนบาร์บิตาลไว้ในครอบครองฯ และเสพเมทแอมเฟตามีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งสามจากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา ศาลพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้ง 3 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ได้เบิกพยานเป็นตำรวจให้การตรงกันว่า จำเลยทั้งสามทำผิดตามฟ้อง หลักฐานแน่นหนามีน้ำหนักรับฟังได้ รวมทั้งไม่มีเหตุให้ต้องกลั่นแกล้งจำเลย จึงเชื่อเบิกความตามจริง ในส่วนจำเลยที่ 2-3 เบิกความว่าไปซื้อยาเสพติดมาจากนายศักดิ์ชัย มหรสุขเจริญ จนมีการสืบสวนขยายผลไปจับจำเลยที่ 4 และนายศักดิ์ชัย โจทก์ได้ฟ้องนายศักดิ์ชัยต่อศาลนี้จนกระทั่งพิพากษาแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย2717/2562 เห็นว่า จำเลยที่ 2-3 ให้รายละเอียดในคดีเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 4 และนายศักดิ์ชัย มีข้อเท็จจริงที่ตำรวจสืบทราบและวางแผนจับกุมไว้อยู่แล้ว กรณีนี้จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 2-3 ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งเป็นโทษหนักสุด จำคุกจำเลยที่ 1-3 จำคุกคนละ 20 ปี ปรับคนละ 2,000,000 บาท ฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 5 ปี ปรับ 500,000 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน, เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีนผสมรวมกับฟีโนบาร์บิตาลไทรฟลูออโรเมทิล ฟีนีลพิเพอราซีนเมฟีโดรน และเมทิลีนไดออกซีไพโรวาเลนโรนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก จำเลยที่ 2-3 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี ปรับคนละ 600,000 บาท ฐานร่วมกันมี&amp;nbsp;JWH-018&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2-3 คนละ 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จำเลยทั้งสามให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 12 ปี 6 เดือน ปรับ 1,250,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 - 3 คงเหลือจำคุก 38 ปี 9 เดือน ปรับ 1,800,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับ ของกลางให้ริบทั้งหมด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82762</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติด, อาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa23a0649d22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับเมียจ้างฆ่าผัว ขู่แฉค้ายาเสพติด ขอเลิกก็รีดเงินพร้อมรถ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; จับหญิงวัย 27 ปี จ้าง 2 มือปืนฆ่าผัวดับคาสวนยาง พบปมหักกันเองจากธุรกิจค้ายาเสพติดจนถึงไล่ฟันแล้วเมียขอเลิก ผัวยื่นเงื่อนไขต้องจ่าย 7 แสน พร้อมรถยนต์ 1 คัน ไม่เช่นนั้นจะให้ข้อมูลตำรวจ อีกฝ่ายวางแผนนัดไปรับยาบ้าในที่เปลี่ยวแล้วยิงหัวเป็นศพ ล่าสุดถูกจับแล้วยังปฏิเสธ ส่วน 2 มือปืนหนีเตลิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์มีรายงานว่า ขณะนี้ศาลจังหวัดสงขลาได้อนุมัติหมายจับ น.ส.เจนจิรา หรือเจน บุญณะ อายุ 27 ปี ในข้อหา &amp;quot;ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยเป็นผู้ใช้ จ้างวาน&amp;quot; นายศุภณัฐ หรือซัน หวังยีเสน ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันจำเป็นเร่งด่วน และนายกัมปนาท หรือหลี หีมหมัน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันจำเป็นเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เมื่อคืนวันที่ 22 มิ.ย.63 ร.ต.อ.มารุต นิลกศรี ร้อยเวร สภ.สิงหนคร รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนพกสั้น ยิงนายสันติ หรือสอแหละ หีมเห็ม อายุ 29 ปี เสียชีวิตบริเวณแยกริมเขา ซอยกุบบ้านใหม่ หมู่ 1 ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ตรวจสอบพบกระสุนเข้าที่ศีรษะ ในที่เกิดเหตุมีปลอกกระสุนปืนขนาด 11 มม. จำนวน 4 ปลอก และขนาด 9 มม. 1 ปลอก ตกอยู่ นอกจากนี้ยังมีถุงพลาสติกบรรจุยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด อยู่ที่ข้างศพ เจ้าหน้าที่จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ศุภวัฒน์ ทับเคลียว ผบก.สส.ภ.9, พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผบก.ภ.จว.สงขลา ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนภาค 9 ชุดสืบสวนจังหวัดสงขลา นำโดย พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล รอง ผบก.สส.ภ.9, พ.ต.อ.บรรพต เดชมา ผกก.สส.4 บก.สส.ภ.9, พ.ต.อ.ดุสิต พรหมสิน ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา และ พ.ต.ท.ณภพ ธนบุญญะวงษ์ รอง ผกก.สส.สภ.สิงหนคร เร่งติดตามจับตัวคนร้าย ซึ่งหลังจากศาลอนุมัติหมายจับบุคคลทั้ง 3 แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้จับกุมนางสาวเจนจิรา หรือเจน ซึ่งเป็นผู้จ้างวานฆ่า เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่ามีพยานหลักฐานสามารถเอาผิดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสืบสวนทราบว่า นางสาวเจนจิรามีปัญหารุนแรงกับนายสันติ ซึ่งเป็นสามีเก่า และมีลูกด้วยกัน 2 คน โดยล่าสุดทั้งคู่ก่อเหตุวิวาทกันเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.63 เนื่องจาก น.ส.เจนจิราต้องการที่จะเลิกรา แต่นายสันติไม่ยอม โดยเหตุครั้งนี้นายสันติถูกฟันที่แขนเย็บกว่า 150 เข็ม และได้แจ้งความไว้ที่ สภ.สิงหนคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดนายสันติได้ยื่นคำขาดว่าขอเงินจำนวน 7 แสนบาท และรถยนต์ 1 คัน เพื่อแลกกับการเลิกรา โดยขู่ว่าหากไม่ยินยอมก็จะแจ้งตำรวจว่า น.ส.เจนจิรายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า น.ส.เจนจิราได้ว่าจ้างคนร้าย 2 คนคือ นายศุภณัฐ และนายกัมปนาท เป็นเงิน 200,000 บาท ให้ฆ่านายสันติ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ยึดเงินส่วนหนึ่งที่ใช้ในการว่าจ้างไว้เป็นหลักฐาน และก่อนเกิดเหตุ น.ส.เจนจิราได้โทรศัพท์นัดแนะให้นายสันติผู้เสียชีวิตออกมารับยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด ในจุดเกิดเหตุ พร้อมกับให้มือปืนมายิงจนเสียชีวิต สำหรับผู้ที่รับงานทั้งสอง เบื้องต้นคาดว่าหลบหนีออกจากพื้นที่ไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจระบุด้วยว่า น.ส.เจนจิราและนายสันติเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งหลังจากเกิดคดีฆาตกรรมนายสันติ ก็มีผู้มาติดต่อขอล้มคดีในจำนวนเงิน 2 ล้านบาท แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยินยอมและจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69963</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติด, เมียจ้างฆ่าผัว, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200628/image_big_5ef88aaf97858.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ลุงสุทิน&#039;จัดเต็ม!ตั้งกมธ.ศึกษาม.44 เปลืองน้ำลาย พวกได้รับผลกระทบมีแต่ค้ายา หมิ่นเจ้า นายบ่อน เจ้าของซ่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ธ.ค.62- &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;ldquo;Sutin Wannabovorn&amp;rdquo; ว่า กรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ม.๔๔ มีแต่เปลืองน้ำลายไม่ได้ประโยชน์ใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ได้รับกระทบจากมาตรา ๔๔ เท่าที่เห็นก็มีนายธาริต เพ็งดิษ นักการเมืองและข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้มีอิทธิพล บุกรุกป่าสงวนที่ถูกยึดคืนมาประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ นายบ่อนการพนัน เจ้าของซ่อง ขบวนการค้ามนุษ กลุ่มนิติราษฎร์ กลุ่มชังชาติพยาบาทสถาบัน ครือข่ายต่อต้านมาตรา ๑๑๒ คิวรถตู้ ขบวนการค้ายาเสพติด และอื่นๆที่ละเมิดกฏหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำ ผู้มีสัมมาชีพสุจริตไม่เคยมีใครได้รับผลกระทบใดๆต่อการบังคับใช้มาตรา ๔๔ ดังนั้นการตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบต่อมาตรา ๔๔ ไม่ต่างจากการศึกษาผลกระทบต่อทุจริตชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะศึกษาผลกระทบจากคำสั่งที่ออกโดยคณะปฎิวัติต้องศึกษาไปถึงปี ๒๔๗๕ ที่คณะราษฯออกกฏหมายอาญาพิเศษขึ้นมาเพื่อฆ่าและจำคุกฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกอบกู้ชาติ (ขบถ) กับพระองค์เจ้าวรเดช หรือไม่ตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากมาตรา ๑๗ ที่บังคับใช้ในสมัยจอมพลผ้าขาวม้าแเดง ซึ่งพ่อค้าฝิ่นและผู้มีอิทธิพลอันธพาลได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือไม่ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาผลกระทบบังคัยใช้กฏอัยการศึก การบังคับใช้เคอร์ฟิวในสมัยรัฐบาลหอย กฏหมายคำสั่งต่างๆที่ออกโดย คมช หลังจากยึดอำนาจปี ๔๙ และยังมีอื่นอีกร้อยแปดพันเก้า ถ้าตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาผลกระจากยึดอำนาจและคำสั่งที่ออกโดยองค์รัฐาธิปัตย์ ต้องตั้งกรรมาธิการขึ้นมา ๑๘ คณะ ใช้เวลาศึกษาอย่างน้อย ๘๕ ปี ถึงจะครบถ้วนกระบวนความทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้าคิดศึกษาผลกระทบเฉพาะคำสั่งที่ออกโดย คสช ก็เท่ากับหาเรื่องพูดให้เปลืองน้ำลายไม่เกิดประโยชน์โพชผลใดๆเพราะกว่าจะได้ตั้งกรรมาธิการทำนายว่าพรรคอนาคตไหม้ตายไปแล้วเกิดใหม่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51683</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ. ศึกษาผลกระทบคำสั่ง ม.44, ค้ายาเสพติด, นายสุทิน วรรณบวร, นิติราษฎร์, ม.112, หมิ่นเจ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dca395de5c61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
