<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับเครือข่ายค้ายาข้ามชาติพร้อมกัญชา 352 กก. แผนสูงเลี้ยงไก่ชนบังหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.63 -&amp;nbsp;พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.สมชาย นุ่มโต รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.มาโนช สุภาพพูล ผบก.สส.ภ.4 เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์จากหน่วยบินตำรวจจังหวัดขอนแก่น กองบินตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มายัง สภ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เพื่อติดตามการขยายผล กรณีกองร้อยทหารพรานที่ 2110 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี บ้านปากห้วยม่วง หมู่ 2 ต.นาเข อ.บ้านแพง จ.นครพนม ตรวจยึดยาบ้าได้จำนวน 4,086,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหาอีก 3 คน แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน กก.สืบสวน 2 และ 4 บก.สส.ภ.4 นำโดย พ.ต.ท.ณรายุทธ ไตรยสุทธิ์ สว.ฯ ร่วมกับตำรวจ กก.สืบสวน ภ.จว.นครพนม พ.ต.อ.จตุรงค์ มหิทธิโชติ ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครพนม และสายสืบ สภ.ท่าอุเทน ฯลฯ ร่วมกับบูรณาการตรวจยึดกัญชาอัดแท่ง จำนวน 352 ก้อน/กก. พร้อมผู้ต้องหา 1 คน ทราบภายหลังว่าชื่อนายเดชา ทีเหง้า หรือช้าง อายุ 42 ปี มีที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเลขที่ 4/1 หมู่ 1 ต.พนอม อ.ท่าอุเทน โดยมีบ้านอีกหลังหนึ่งอยู่เลขที่ 57/2 หมู่ 8 บ้านเหล่าหนาด ต.พนอม ห่างกันประมาณ 2 กม.เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่สายสืบ ทราบว่านายเดชาหรือช้างเบื้องหน้ามีอาชีพรับจ้างเลี้ยงไก่ชนให้กับนายทุน อยู่ในบ้านเลขที่ 57/2 หมู่ 8 บ้านเหล่าหนาด แต่เบื้องหลังมีพฤติกรรมลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประวัติดังกล่าวได้จากการซัดทอดของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ชุดสายสืบจึงเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของนายเดชามาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งสายสืบรายงานว่า นายเดชาได้ลักลอบนำยาเสพติดมาพักไว้ที่บริเวณหลังโรงจอดรถของบ้านเลขที่ 57/2 หมู่ 8 บ้านเหล่าหนาด ต.พนอม ซึ่งใช้เป็นสถานที่เลี้ยงไก่ เจ้าหน้าที่จึงใช้กล้องส่องทางไกลตรวจสอบ พบกระสอบไนล่อนหลากสี จำนวน 11 ถุง วางเรียงรายอยู่ข้างเล้าไก่ คาดว่าภายในต้องเป็นยาเสพติด เพราะก่อนหน้านี้บริเวณดังกล่าวไม่มีกระสอบต้องสงสัยวางอยู่เลย จึงซุ่มโป่งตั้งแต่ตอนกลางคืนของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เพื่อรอดูว่าจะมีผู้ใดเข้ามาขนถุงกระสอบต้องสงสัยทั้ง 11 ถุง หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งรุ่งเช้า เวลาประมาณ 07.00 น. ก็ไม่มีใครเข้ามา เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบบริเวณบ้านของนายเดชา โดยเชิญนายขาน ศรีโสภา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านเหล่าหนาด มาเป็นพยานในการตรวจค้น พร้อมเรียกให้นายเดชาปรากฏตัว และขอตรวจค้นบริเวณเล้าไก่หลังบ้าน พบถุงพลาสติกสีดำบรรจุอยู่ในกระสอบ เปิดออกดูเจอกัญชาแห้งอัดแท่ง ห่อด้วยพลาสติกใส จำนวน 352 ก้อน/แท่ง น้ำหนักประมาณ 352 กก. เจ้าหน้าจึงแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษ ประเภท 5(กัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย นำตัวไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่ สภ.ท่าอุเทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบสวนเบื้องต้นนายเดชาหรือช้างผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่ากัญชาของกลางทั้งหมดเป็นของนายกะลื่ม(ไม่ทราบนามสกุล) ราษฎรบ้านท่าสว่าง แขวงคำม่วน สปป.ลาว นำมาฝากไว้ เมื่อก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 16 ก.พ.&amp;nbsp;หลังจากนั้นนายกะลื่มก็โทรศัพท์มาสอบถามว่า ในหมู่บ้านมีรถยนต์ของเจ้าหน้าที่วิ่งไปมาไหม เพราะเห็นมีรถยนต์มีสัญลักษณ์ของหน่วยงานความมั่นคงวิ่งขวักไขว่ที่บริเวณริมแม่น้ำโขง (ซึ่งทราบภายหลังว่าเหตุที่รถยนต์เจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ริมแม่น้ำโขงจำนวนมาก เพราะสามารถจับกุมยาบ้าได้ 4 ล้านกว่าเม็ด) จึงอาจทำให้นายกะลื่มไม่กล้านำคนมาขนกัญชาที่นำมาฝากไว้ กระทั่งรุ่งเช้าเจ้าหน้าที่ก็เข้าตรวจค้นและจับกุมดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านการข่าวนายเดชา หรือ ช้าง ผู้ต้องหาเข้าไปพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่มีหลักฐานจับกุม โดยอาศัยรับจ้างเลี้ยงไก่ชนบังหน้า ลำพังรับจ้างเลี้ยงไก่ตี คงไม่มีเงินมากขนาดปลูกบ้านได้ถึง 2 หลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57549</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติดข้ามชาติ, จังหวัดนครพนม, ยึดกัญชาอัดแท่ง, สภ.ท่าอุเทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200218/image_big_5e4bc1d173d1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปุ๊กกี้&#039;ข้อหาหนัก!เข้าข่ายค้ายาข้ามชาติ สารภาพติดมา10ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย. 62 - ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน บช.ปส.ได้เบิกตัว น.ส.พริสซิลวา จิวเมลลี่ หรือปุ๊กกี้ อดีตนักร้องชื่อดัง ออกจากห้องควบคุม มาสอบปากคำอีกครั้ง หลังถูกจับกุมพร้อมสามีและขบวนกรค้ายาข้ามชาติชาวไต้หวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่า พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.)&amp;nbsp; ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อขยายผลโดยให้ พล.ต ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. เป็นหัวหน้าชุด ซึ่งเบื้องต้น ปุ๊กกี้รับสารภาพว่า ติดยาเสพติดมาประมาณ 10 ปี แต่พยายามจะเลิกแต่ไม่สามารถเลิกได้ จนทำให้ตัวเองเบลอมีผลกระทบต่อชีวิตหลายด้านจนครอบครัวแตกแยก ส่วนศิลปินดาราที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ปุ๊กกี้ยังไม่ซัดทอดถึงใคร แต่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสอบปากคำด้วยดีตลอดมา และยอมรับว่าตนเองเป็นคนเจรจากับผู้ค้าชาวไต้หวันที่ถูกจับกุมมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภายหลังจับกุมตัวปุ๊กกี้&amp;nbsp; ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบทางเทคนิคแล้วพบว่ามีความเชื่อมโยงไปที่ดาราหลายคน แต่ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ อาจจะเป็นการพูดคุยกันในฐานะเป็นเพื่อนดารานักแสดงด้วยกันก็ได้ แต่ถ้ามีพยานหลักฐานไปถึงดาราคนใด ก็จะรวบรวมพยานหลักฐาน ขอให้ศาลออกหมายเรียก&amp;nbsp; ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานไปกับทางการไต้หวันแล้ว เพื่อตรวจสอบบุคคลคนหนึ่ง ที่ได้เดินทางมากับ นายหง เจิ้ง อี้ สัญชาติไต้หวัน ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม&amp;nbsp; โดยมาขอดูยาเสพติดและออกจากห้องไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุม นายหง เจิ้ง อี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา&amp;nbsp;พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผบช.ปส. เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 คนตลอดทั้งคืน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีความเครียดลดลง เพราะสอบสวนเป็นกันเอง โดย &amp;ldquo;ปุ๊กกี้&amp;rdquo; ยอมรับว่าไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก โดยทำมากว่า1ปี โดยใช้วิธีการคล้ายคลึงกับครั้งนี้ ยืนยันจากการสอบสวนขณะนี้ยังไม่มีดาราเข้ามาเกี่ยวข้อง ตามที่มีกระแสข่าว แต่หากเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานไปถึงก็จะไม่ละเว้น ส่วนที่ผู้ต้องหาให้การว่า รับยาเสพติดมาจากย่านโชคชัย 4 จากการตรวจสอบเป็นเครือข่ายของชาวไทย อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นเครือข่ายในพื้นที่ หรือเป็นเพียงจุดนัดรับเท่านั้น นอกจากนี้ยังสั่งการให้ตรวจสอบ Dark Web ที่อ้างว่ามีการเผยแพร่วิธีการนำเบกกิ้งโซดามาผสมกับยาเสพติด เพื่อเพิ่มปริมาณของยาเสพติดด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวถามว่า พฤติการณ์ผู้ต้องหา &amp;ldquo;ปุ๊กกี้&amp;rdquo; เข้าข่ายขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ หรือไม่ พล.ต ท ชินภัทร ตอบว่า เข้าข่ายเป็นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพราะมีชาวต่างชาติเข้าไปเกี่ยวข้องและมีการส่งออกของยาเสพติด ซึ่งเราได้ประสานไปยังทางการไต้หวัน ในเรื่องการติดตามตัวผู้ต้องหาอีก 1 ราย ที่หลบหนีไปได้ก่อน โดยชาวไต้หวันรายนี้มีหน้าที่เป็นคนสั่งซื้อและเป็นนายทุนมาดูของก่อนจะบินกลับไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเส้นทางการเงินของ &amp;ldquo;ปุ๊กกี้&amp;rdquo; มีเงินหมุนเวียนในบัญชีหลัก10 ล้านบาท ที่มีทั้งเงินที่ได้มาจากการทำงานในวงการบันเทิงและค้ายาเสพติดด้วย ซึ่งขณะนี้เรามีการตั้งขณะทำงานขึ้นมา โดยมีพล.ต ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. เป็นหัวหน้าชุด เพื่อขยายผล เพราะเป็นลักษณะของเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตามจะเร่งสอบสวนให้แล้วเสร็จ ซึ่งหากทันจะนำตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลอาญาฝากขังวันนี้ แต่ถ้าไม่ทันก็ส่งพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38925</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติดข้ามชาติ, ปุ๊กกี้, ผบช.ปส., พล.ต.ท.ชินภัทร, ยาเค, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d09da2bcdd10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2019 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกจับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยึดยาเค 162 กิโลกรัมซุกหมู่บ้านดังปทุมธานีเตรียมส่งออกไต้หวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค 62 - พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจโทชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พลตำรวจตรี สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ ผบก.ปส1 และเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด นำกำลังบุกเข้าจับกุมนายฮัง หวัง ชาวไต้หวัน และนายโจ นัง ชาวเมียนมา ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดข้ามชาติ &amp;nbsp;ในหมู่พฤกษ์ลดา คลอง 4 ตำบลลาดสวาย อ.ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วยของกลางเป็น ยาเคตามีน น้ำหนักประมาณ 162 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกล่อง โดยใช้เสื้อผ้าและสินค้าอื่นปิดผ้าอำพรางไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ &amp;nbsp; กล่าวว่าการจับกุมครั้งนี้ตำรวจสืบทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ร่วมขบวนการกับกลุ่มคนไทย ลักลอบนำยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านทางชายแดนภาคเหนือ เข้ามาในประเทศไทย ก่อนลำเลียงมาพักไว้ที่จังหวัดปทุมธานี และบรรจุยาเสพติดเตรียมลักลอบนำยาเสพติดออกไปยังประเทศไต้หวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนผู้ต้องหาชาวไต้หวันให้การรับสารภาพว่า รับจ้างจากนายทุนชาวไต้หวัน ให้เข้ามาในประเทศไทยเพื่อบรรจุยาเสพติดร่วมกับผู้ต้องหาชาวเมียนมาและรอเวลานำออกนอกประเทศ&amp;nbsp; โดยขั้นตอนการบรรจุยาเสพติดจะนำสเปรย์ราคา 150 บาท ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน มาฉีดพ่นป้องกันไม่ให้สุนัขตำรวจพิสูจน์ทราบว่าเป็นของผิดกฎหมาย จากนั้นจึงนั้นบรรจุใส่กล่องปะปนกับเสื้อผ้าและใบชา ส่งออกโดยบริษัทขนส่งทางอากาศยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นเครือข่ายใหญ่ของไต้หวัน ที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เพราะแหล่งผลิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านขณะที่การขยายผลพบความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาชาวไต้หวันที่ถูกจับกุมได้พร้อมเคตามีนชนิดผง กว่า 16 กิโลกรัม ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งการจับกุมผู้ต้องหาชาวไต้หวันพร้อมเคตามีนกว่า 50 กิโลกรัม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพลตำรวจโทชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไต้หวันได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายสำคัญได้จำนวนมาก โดยเฉพาะเครือข่ายนี้ที่น่าจะเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดสำคัญหลายประเทศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35587</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติดข้ามชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190511/image_big_5cd67af5f39ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9994</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะสร้างวินัยแก่เยาวชน กู้วิกฤติคุณธรรมแก่สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาหลายๆ ด้านของประเทศที่ปรากฏเห็นชัดเช่น เช่น ทุจริตคอร์รัปชัน อาชญากรรม การเสพและค้ายาเสพติด ทะเลาะวิวาท ฯลฯ ที่บัดนี้ลุกลามลงมาที่กลุ่มเด็กและเยาวชนไทยอย่างรวดเร็วแล้ว เบื้องต้นประเมินได้ว่าเป็นเพราะขาดการปลูกฝังค่านิยมด้านการสร้างวินัย คุณธรรมและจริยธรรม ที่อาจยังไม่เพียงพอจึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องรีบแก้ไขเร่งด่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม &amp;ldquo;ค่ายเยาวชนปิดเทอมสร้างสรรค์ ตอน เปิดกล่องแห่งการเรียนรู้ ผู้นำคุณธรรม 4.0&amp;rdquo; โดยเลือกตัวแทนของสภาเด็กและเยาวชน 70 จังหวัด และแกนนำเยาวชนจาก 4 ภูมิภาค จำนวน 160 คน เข้าร่วมกิจกรรม จัดขึ้นที่หมู่บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม เมื่อไม่นานนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สุทธิ จันทรวงษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิ จันทรวงษ์ รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน พม. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาคนสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามยุทธศาสตร์ชาติ &amp;nbsp;20 ปี ได้กำหนดสมรรถนะคนไทยในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะคุณลักษณะของคนในประเทศที่มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม จะมีส่วนสำคัญที่จะฝ่าวงล้อมวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ จึงวางเป้าหมายพัฒนาให้คนไทยมีคุณธรรมที่พึงประสงค์ 5 ประการคือ ความพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา และรับผิดชอบ โดยเฉพาะเครือข่ายสภาเด็กและเยาวชน และแกนนำกลุ่มเยาวชนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงคุณธรรม 4.0 ให้เห็นผลในกลุ่มเครือข่ายเยาวชน เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน และประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิกล่าวต่อว่า ตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนโดยสร้างคุณลักษณะพึ่งประสงค์ เช่น คนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัย และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ขณะที่ประเทศมาเลเซียได้กำหนดคุณลักษณะของคนในชาติไว้ใน &amp;ldquo;พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ชาติมาเลเซีย&amp;rdquo; หรือ Malaysia Blueprint ที่เน้นความสามัคคีของคนในชาติ โดยกำหนดวิสัยทัศน์ 2020 ไว้ว่า เสริมสร้างความสามัคคี และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเป็นระบบ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ที่กำหนดคุณลักษณะของคนในชาติในแผนการศึกษาชาติไว้ว่า &amp;ldquo;โรงเรียนนักคิด ชาติแห่งการเรียนรู้&amp;rdquo; ดังนั้นการสร้างคนของประเทศให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนาให้ประเทศเจริญก้าวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า จากการสำรวจความคิดเห็นสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย โดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระหว่างวันที่ 1-20 สิงหาคม 2559 จำนวน 2,166 คน พบว่า ปัญหาวิกฤติด้านคุณธรรมที่มีความรุนแรงในสังคมไทย อันดับ 1 คือ ปัญหาความซื่อสัตย์ สุจริต การทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 20.73 อันดับ 2 ปัญหาขาดความสามัคคี เกิดความขัดแย้งในสังคม ร้อยละ 19.3 อันดับ 3 ปัญหาจิตสำนึกสาธารณะ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ร้อยละ 14.69 อันดับ 4 ปัญหาขาดระเบียบวินัย ไม่เคารพกติกา กฎหมาย ร้อยละ 12.51&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคุณธรรมที่เยาวชนไทยควรได้รับการปลูกฝัง 5 อันดับ พบว่า ร้อยละ 76.59 เป็นเรื่องระเบียบวินัยมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 75.35 ความซื่อสัตย์ สุจริต ร้อยละ 57.94 น้ำใจ/เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ร้อยละ 52.82 ความกตัญญูกตเวที และร้อยละ 47.51 ความขยันหมั่นเพียร ผลการสำรวจสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดใหม่ของคนไทย โดยสร้างคุณลักษณะพึงประสงค์ 5 ข้อ รวมถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างผู้นำในสภาเด็กและเยาวชน เพราะเชื่อในพลังของเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ หรือเป็น Change Agent ที่สำคัญ โดยนำแนวคิดและรูปแบบที่ได้จากค่ายจะเป็นตัวอย่างกิจกรรมในการขยายผลต่อเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ และเป็นการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในช่วงปิดเทอมต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ศตวรรษ จันทร์รักษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านน้องก๊อต-ศตวรรษ จันทร์รักษ์ อายุ 19 ปี รองประธานสภาเด็กและเยาวชน จังหวัดพัทลุง บอกว่า ตนเองมีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม &amp;ldquo;ค่ายเยาวชนปิดเทอมสร้างสรรค์ ตอน เปิดกล่องแห่งการเรียนรู้ ผู้นำคุณธรรม 4.0&amp;rdquo; เนื่องจากสะดุดใจตั้งแต่ชื่อค่าย ซึ่งเป็นเรื่องของคุณธรรมที่ทางภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ให้การรณรงค์กันอยู่ จึงอยากเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้นำที่มีคุณธรรม แล้วนำความรู้ไปถ่ายทอดในพื้นที่และส่งต่อให้กับน้องๆ แกนนำสภาเด็กและเยาวชนในจังหวัดของเราเพื่อขยายผลต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสิ่งที่อยากจะปลูกฝังให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ก็คือเรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน หากแก้ไขการสร้างคนให้เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ ประเทศของเราก็จะพัฒนาขึ้นได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กชกร รุ่งสว่าง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่น้องแบม-กชกร รุ่งสว่าง อายุ 23 ปี ประธานสภาเด็กและเยาวชน จังหวัดนครนายก บอกว่า ในเรื่องของผู้นำคุณธรรมถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก การที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายครั้งนี้จึงอยากนำความรู้จากผู้จัดกิจกรรมอย่าง สสส.และ พม.ในการถ่ายทอดองค์ความรู้นำไปต่อยอดในพื้นที่ชุมชนของตนเอง โดยสิ่งที่ตนอยากจะปลูกฝังให้กับเยาวชนก็คือ เรื่องของวินัย และความพอเพียง เพราะสังคมของเราปัจจุบันนี้มีสิ่งยั่วยุมาก ดังนั้นหากเรามีวินัยในตัวเอง และรู้จักอยู่อย่างพอเพียง ก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น มีความรับผิดชอบต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น และจะไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเด็กและเยาวชนได้รับการสร้างวินัย คุณธรรมและจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าจะเป็นผู้นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญทางด้านวัตถุและจิตใจอย่างแน่นอน.&amp;nbsp;

ห้องเรียนพ่อแม่สัญจร&amp;nbsp;
กระตุ้นเลี้ยงลูกเชิงบวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิ เครือข่ายครอบครัว จัดกิจกรรม &amp;ldquo;ห้องเรียนพ่อแม่สัญจร ตอน เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ&amp;rdquo; โดยมีครอบครัวเข้าร่วมถึง 50 ครอบครัว จัดขึ้นที่โรงแรมพาวิลเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันนี้พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่ต้องทำงานนอกบ้าน ทำให้เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเทคโนโลยี อาทิ โทรทัศน์ เกม คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต หรือฝากการดูแลรับผิดชอบเรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการของลูกไว้กับสถาบันพัฒนาการเด็ก สสส.เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพในเด็ก โดยเฉพาะตั้งแต่วัยแรกเกิดถึงอายุ 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่เด็กจะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ มีทักษะและพัฒนาการด้านต่างๆ อย่างเต็มศักยภาพ โดยจัดกิจกรรม &amp;ldquo;ห้องเรียนพ่อแม่สัญจร ตอน เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ&amp;rdquo; สนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัยของรัฐบาล สามารถสร้างความเชื่อมั่นและสร้างแรงกระตุ้นให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง โดยเน้นการสร้างวินัยเชิงบวก โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก ได้แก่ รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สสส.จัดกิจกรรมห้องเรียนพ่อแม่ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมแล้วกับการเดินทางต่อ โดยจัดกิจกรรม &amp;ldquo;ห้องเรียนพ่อแม่สัญจร ตอน เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ&amp;rdquo; ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ 1.ภาคตะวันตก ที่ จ.กาญจนบุรี 2.ภาคใต้ ที่ จ.สงขลา 3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.อุบลราชธานี 4.ภาคตะวันออก ที่ จ.ชลบุรี และ 5.ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อขยายฐานความรู้ความเข้าใจเรื่องพัฒนาการลูกไปยังพ่อแม่ทั่วประเทศ รวมถึงสร้างแรงกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญของการเลี้ยงลูกเชิงบวก และกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับลูก ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2561&amp;rdquo; นางเบญจมาภรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า พัฒนาการที่ดีเริ่มต้นที่พ่อแม่และผู้ปกครอง จึงไม่อยากให้กังวลว่าการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีจะต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนมากหรือมีเวลาที่มาก แต่มีจุดเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ด้วยกิจกรรมธรรมดาที่เติมความรัก ความเข้าใจ ความเอาใจใส่และความสม่ำเสมอ อาทิ เล่นกับลูก อ่านกับลูก ชวนลูกพูดคุย พาลูกท่องเที่ยว ซึ่งแฝงความมหัศจรรย์ที่ช่วยให้สมองและพัฒนาการของเด็กในหลายด้านถูกกระตุ้นอย่างที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการคงอยู่ของสิ่งต่างๆ ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการสื่อสารระหว่างกัน ฝึกการจดจำข้อมูล และเกิดสายสัมพันธ์ความผูกพันในหัวใจของลูก เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง การสบตา การใช้เสียงสูงต่ำ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทำให้ถักทอสายสัมพันธ์ในครอบครัว ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โทรศัพท์ 0-2933-9750 หรือ www.thaihealth.or.th.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9994</URL_LINK>
                <HASHTAG>กชกร รุ่งสว่าง, ค้ายาเสพติดข้ามชาติ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ทะเลาะวิวาท, ทุจริตคอร์รัปชัน, ศตวรรษ จันทร์รักษ์, สสส., สุทธิ จันทรวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b07e90b08d72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับ2ชายไทยลักลอบขนจากเสพติดจากพ่อค้ายาชาวลาวที่แฝงตัวเป็นคนหาปลา!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 &amp;nbsp;พ.ค.6 1- ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 237 ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม &amp;nbsp;พ.ต.อ.สิปปนันท์ สรณ์คุณแก้ว ผกก.ตชด.23 &amp;nbsp;มอบหมายให้ พ.ต.ท.ทวี ภาน้อย ผบ.ร้อย ตชด.237 &amp;nbsp;ร่วมกับชุดปฏิบัติการปราบรามยาเสพติด แถลงผลงานการกวาดล้างจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติตามแนวชายแดน หลังเพิ่มมาตรการเข้มในการสกัดกั้นปราบปราม ทั้งผู้เสพและผู้ค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งสายสืบรายงานว่า &amp;nbsp;นายศรีไพ สิทธินันท์ อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 63 หมู่ 5 บ้านโนนสูง ต.หนองแวง อ.บ้านแพง จ.นครพนม &amp;nbsp;เคยถูกจับในข้อหาเสพยาบ้า ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน เพิ่งพ้นโทษเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่หลาบจำโดยมีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ลักลอบนำยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาขายให้ลูกค้าฝั่งไทย และมีเพื่อนร่วมแก๊งที่รู้จักกันในคุกคือ นายสมยศ บุญทศ อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 169 หมู่ 19 บ้านสายปัญญา ต.เซกา อ.เซกา จ.บึงกาฬ &amp;nbsp;โดยทั้งสองมักจะไปไหนด้วยกัน จึงร่วมกันวางแผนติดตามจับกุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่เข้าไปล่อซื้อจากผู้ต้องสงสัยทั้งสอง จนมีการนัดส่งมอบยาบ้ากันที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง พื้นที่บ้านนาพระชัย ต.หนองแวง อ.บ้านแพง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของนายศรีไพเท่าไหร่ กระทั่งคนทั้งคู่ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอด แล้วไปเปิดห้องพัก 1 ห้อง จากนั้นก็โทรศัพท์ให้สายสืบมารับยาบ้า เจ้าหน้าที่ซึ่งซุ่มโป่งอยู่บริเวณนั้น จึงกรูกันเข้าไปยังห้องดังกล่าว ตรวจค้นพบของกลางยาบ้าจำนวน 3,977 เม็ด &amp;nbsp;ควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นทั้งนายศรีไพและนายสมยศ รับสารภาพว่าได้ร่วมกันรับจ้างจากนายทุนชาวลาว ครั้งละ 10,000 &amp;ndash; 15,000 บาท &amp;nbsp;โดยนายทุนจะแฝงตัวเป็นคนหาปลา ใช้เรือหางยาวเป็นพาหนะ นำยาบ้ามาวางไว้ริมตลิ่งแม่น้ำโขง จากนั้นก็จะโทรให้ตนทั้งสองไปนำมาพักไว้ เพื่อรอส่งต่อให้ลูกค้าที่มาติดต่อซื้อ ไม่คิดว่าจะโดนเจ้าหน้าที่จะสวมรอยเป็นพ่อค้ามาล่อซื้อจนถูกจับดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ต้องหาทั้งสองอ้างว่าหลังพ้นโทษก็ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จึงชักชวนไปรับจ้างส่งยาบ้า ซึ่งทางตำรวจจะได้สอบสวนขยายผล ติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดี &amp;nbsp; และเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบคัดกรอง สกัดกั้นปราบปรามในพื้นที่ตามแนวชายแดน เนื่องจากปัจจุบันมีการลักลอบขนยาบ้ามาขายแบบกองทัพมดมากขึ้น จึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8404</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ายาเสพติดข้ามชาติ, นครพนม, พ.ต.อ.สิปปนันท์ สรณ์คุณแก้ว, ยาบ้า, ยาเสพติด, ลักลอบค้ายาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aea818569d25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 19:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 19:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่ทัพภาค 4 ยัน จยย.บอมบ์เมืองโก-ลก ฝีมือผู้มีอิทธิพล แก๊งค้ายาเสพติด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.61- &amp;nbsp;พลโทปิยวัฒน์ &amp;nbsp;นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 &amp;nbsp;พร้อมด้วย พล.ต.สมพล ปานกุล ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส นาวาเอกนิวัฒน์ ทากุดเรือ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ และคณะ &amp;nbsp;เดินทางไปยัง ตึกประชารัฐ &amp;nbsp;โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อตรวจเยี่ยม อาการ อส.ทพ.สุริยะ พรหมช่วย อายุ 28 ปี &amp;nbsp;สังกัดร้อยทหารพรานที่ 4611 กรมทหารพรานที่ 46 ซึ่งถูกคนร้ายดักซุ่มยิงได้รับบาดเจ็บ ขณะปฎิบัติหน้าที่ บริเวณหน้าจุดตรวจตรวจ 3 ฝ่ายบ้านปลายนา ม.2 ต.รือเสาะออก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางแพทย์ประจำโรงพยาบาลนราธิวาส ได้ให้ข้อมูล ผู้บาดเจ็บ ว่าอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระยะนี้ และตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สภาพร่างกายกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว &amp;nbsp;ในการนี้ทางแม่ทัพภาคที่ 4 มอบกระเช้า และมอบเงินช่วยเหลือ ให้กับ อส.ทพ. สุริยะ พรหมช่วย ผู้บาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.ปิยวัฒน์ ได้ชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร กำลังพลกองทัพภาคที่ 4 โดยเฉพาะผลงานการจับกุม ยาเสพติดที่ ที่ถูกลำเลียงส่งมาจากภาคอื่น เข้ามาในพื้นที่ จ.ชายแดนภาคใต้ หลายครั้ง &amp;nbsp;และการปะทะกับคนร้าย สามารถวิสามัญ คนร้ายผู้ก่อเหตุความไม่สงบ ประวัติโชกโชน ได้ จำนวน 2 คน คือ นายซอบือรี เจะหะ กับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยูโซ๊ะ เจ๊ะหลง พร้อมอาวุธปืน &amp;nbsp;ที่บ้านระแว้ง ตำบลระแว้ง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี &amp;nbsp;(เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.61) &amp;nbsp;ในส่วนมาตรการ รักษาความปลอดภัยพื้นที่ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ ประสานทุกฝ่าย ไม่ประมาทต่อสถานการณ์โดยเด็ดขาด และเพิ่มความเข้มงวดกวดขัด ในระยะนี้เป็นกรณีพิเศษ &amp;nbsp;เพราะจะเข้าช่วงสงกรานต์ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน &amp;nbsp;ในการเล่นสงกรานต์อย่างมีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวอีกว่า การก่อเหตุของคนร้าย ใช้รถจักรยานยนต์บอมบ์ ในพื้นที่เมืองสุไหงโกลก เหตุเมื่อวันที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;9 เมษายน 61 ที่ผ่านมา เป็นการทำของกลุ่มผู้มีอิทธิพล และเกี่ยวข้องผู้ค้ายาเสพติด ซึ่งก่อนหน้าจะเกิดเหตุระเบิด ในวันเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ได้สามารถจับกุมยาเสพติดจำนวนมากในพื้นที่ จนสร้างความไม่พอใจ และนำสู่การก่อเหตุสร้างสถานการณ์.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6944</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มผู้มีอิทธิพล, ค้ายาเสพติดข้ามชาติ, จักรยานยนต์บอมบ์, พลโทปิยวัฒน์  นาควานิช, สุไหงโกลก, แม่ทัพภาคที่ 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5ace011f7ad47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2018 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต &#039;ไซซะนะ&#039; พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 &amp;nbsp;มี.ค. 61 - เวลา 9.30 น. ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อย.1642/2560 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายไซซะนะ แก้วพิมพา (Mr.Xaysana Keopimpha) อายุ 42 ปี นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาว สปป.ลาว เป็นจำเลย ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันนำเข้ายาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 และ 100/1 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 4 - 5, 8, 14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยกับพวกซึ่งอยู่ที่ สปป.ลาว รวมกันทำหน้าที่จัดหายาเสพติด รวมทั้งรถยนต์สำหรับซุกซ่อน และรถยนต์นำทางในการขนลำเลียงยาเสพติด โดยมีพวกของจำเลยที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาไว้แล้วรวม 6 คนร่วมกระทำผิดในการทำหน้าที่ขับรถรับยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งต่อ พวกจำเลยได้มีการขับรถนำทางและสำรวจเส้นทางเพื่อตรวจสอบว่ามีด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ก่อนที่จะประสานติดต่อกันเพื่อส่งมอบยาให้กับเครือข่ายยาเสพติดทางภาคใต้ของไทยและประเทศมาเลเซียต่อไป โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2559 จำเลยกับพวกที่ถูกยื่นฟ้องแล้ว และอีกหลายคนที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันนำยาบ้าจำนวน 1.2 ล้านเม็ดจาก สปป.ลาว ซุกซ่อนในช่องลับใต้หลังคารถยนต์ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย เข้ามาในไทย โดยตำรวจสามารถจับกุมเครือข่ายจำเลย พร้อมยึดยาของกลางได้ กระทั่งขยายผลการจับกุมพวกจำเลยอีกส่วนที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีไว้แล้ว ก่อนจะจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2560 เหตุเกิดที่ สปป.ลาว, ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย, ด่านตรวจยาเสพติดสีคิ้ว จ.นครราชสีมา, ด่านตรวจยาเสพติดบ้านพละ จ.ชุมพร และลานจอดรถโรงแรมคริสตัน จ.สงขลา ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวนายไซซะนะจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางมาฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลย ซึ่งให้การปฏิเสธในชั้นศาลแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความตามลำดับจากการปฏิบัติหน้าที่ ไม่รู้จักและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพยานโจทก์เบิกความตามจริง แต่คดีต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย โดยนายทรรศพล พลธี, นายไพฑูรย์ ทองเสม, น.ส.เกศญาณัฐฐ์ ธงวาด และนายนิอุสมัน ปะจู จำเลยที่ 1-4 ในคดีหมายเลขดำ อย.5837/2559 ของศาลนี้ ได้เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ในการขนยาเสพติดโดยใช้รถตู้ที่นายทรรศพลเป็นผู้ขับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สะกดรอยตามและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ จากการสอบสวนนายทรรศพลให้การว่าจำเลยเป็นพี่ใหญ่ในการสั่งการขนยาเสพติด พร้อมชี้ภาพยืนยัน มีนายไพฑูรย์ขับรถตรวจเส้นทาง การให้การของนายทรรศพลไม่ใช่เป็นการซัดทอดให้พ้นผิด และให้การโดยละเอียดยากแก่การปั้นแต่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์และไลน์ของจำเลยพบว่ามีการติดต่อกับพวกเรื่องการขนยาเสพติดและการโอนเงินเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ติดต่อกับขบวนการค้ายาเสพติดหลายกลุ่ม ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พยานหลักฐานมีน้ำหนักมั่นคงว่าจำเลยกระทำผิดจริง ส่วนที่จำเลยปฏิเสธว่ามีเบอร์โทรศัพท์ของลาวเบอร์เดียว ไม่ได้มีโทรศัพท์ 5 เครื่องที่เป็นของกลางนั้น จำเลยกลับยอมรับว่าเบอร์อื่นที่ใช้ในไลน์เป็นของจริง ไม่ใช่ข้อพิรุธของโจทก์ และที่อ้างว่าเจ้าหน้าที่ให้ลงนามในเอกสารแล้วจะได้รับการปล่อยตัวนั้นเป็นการอ้างลอยๆ ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่สถานทูตอยู่ด้วยก็ไม่ได้ทักท้วงใดๆ การให้การในชั้นสอบสวนจึงเป็นการให้การโดยสมัครใจ เป็นการให้การหลังถูกจับกุมไม่มีเวลาปรุงแต่งเรื่อง จึงเชื่อว่าเป็นการให้การตามจริง อีกทั้งมีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นคนไทย จำเลยจึงต้องรับโทษในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำหน่ายยาเสพติด และนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทสูงสุดฐานนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5387</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mr.Xaysana Keopimpha, ค้ายาเสพติดข้ามชาติ, จำคุกตลอดชีวิต, ยาเสพติด, ไซซะนะ แก้วพิมพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180320/image_big_5ab088d06d08f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
