<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 22:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายแสบยอมคืนบ้านให้ป้าบุรีรัมย์ หลังไกล่เกลี่ยสำเร็จแต่ยังอ้างทำถูกกม. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบรรณวิชญ์ มุกดาม่วง (เสื้อขาวสวมหน้ากากอนามัย) ทนายความยอมคืนบ้านและที่ดินให้แก่นางวัฒนา คงงาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทนายแสบยอมคืนบ้านและที่ดิน 14 ไร่ให้ป้าวัย 56 ที่ถูกฟ้องยึดทรัพย์ หลังค้ำประกัน จยย.ให้คนรู้จัก หลังเจรจาไกล่เกลี่ยจบลงด้วยดี โดยให้ป้าซื้อคืนในราคาที่ประมูลจากบังคับคดี 340,000 บาท แต่ป้าต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมโอน&amp;nbsp;พร้อมทำบันทึกข้อตกลงต่อหน้าหลายฝ่ายที่มาร่วมไกล่เกลี่ย ป้ายอมรับไม่รู้ขั้นตอน&amp;nbsp;ด้านทนายโต้ใช้เล่ห์กลไม่ให้ป้าคัดค้านซื้อที่ เตือนสังคมเสพข่าวให้มีสติ ทุกอย่างทำตามขั้นตอน&amp;nbsp;กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค.63&amp;nbsp;-&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่นางวัฒนา คงงาม หรือป้าวรรณอายุ 56 ปี ชาวบ้านบ้านสายโทใต้ 2 ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ถูกทนายของบริษัทขายรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่งในจ.บุรีรัมย์ ฟ้องยึดบ้านและที่ดินรวมเนื้อที่เกือบ 14 ไร่ หลังจากที่นางวัฒนาไปเซ็นค้ำประกันซื้อรถจักรยานยนต์ให้กับคนรู้จัก แต่ผู้เช่าซื้อกลับไม่ชำระค่างวดตามสัญญา จึงถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 82,040 บาท และมีการขายทอดตลาด โดยทนายคนฟ้องเป็นคนประมูลซื้อที่ดินของป้าวรรณ และมีการประกาศจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับป้าคืนในราคา 4 ล้าน พร้อมแจ้งตำรวจดำเนินคดีกับป้าวรรณข้อหาบุกรุก ส่งผลให้ป้าวรรณจึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงานตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดได้มีการนัดคู่กรณีระหว่างนางวัฒนา ผู้ร้องกับนายบรรณวิชญ์ มุกดาม่วง ทนายความ ซึ่งเป็นผู้ถูกร้อง โดยทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดี&amp;nbsp;, ยุติธรรมจังหวัด , สภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ร่วมในการไกล่เกลี่ยครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการไกล่เกลี่ย ทนายความผู้ที่ประมูลซื้อที่ดินยอมขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง คืนให้กับนางวัฒนา ในราคาที่ประมูลจากบังคับคดีคือ 340,000 บาท แต่นางวัฒนาจะต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมในการโอนเอง และจะต้องจ่ายเงินคืนให้กับนายบรรณวิชญ์จำนวนเงินอีก 831,622.37 บาท ที่ได้จ่ายให้กับ ธกส. ระหว่างการไถ่ถอนที่ดิน เนื่องจากที่ดินแปลงนี้นางวัฒนาได้นำไปจำน้องไว้ที่ธนาคารฯก่อนหน้านี้ โดยมีกำหนดให้ชำระภายใน 3 เดือนนับจากวันทำสัญญา&amp;nbsp;รวมถึงค่าธรรมเนียมในการโอนที่ดินกลับคืน นางวัฒนาจะต้องเป็นผู้จ่ายเองทั้งหมด โดยการไกล่เกลี่ยได้มีการทำบันทึกข้อตกลงไว้เป็นหลักฐานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายบรรณวิชญ์และนางวัฒนาจะต้องร่วมกันชี้แจงข้อเท็จจริงกับกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่า นายบรรณวิชญ์ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการเข้าไปประมูลซื้อทรัพย์ที่บังคับคดี โดยได้ซื้อในนามส่วนตัวไม่ได้บังคับขู่เข็ญตามที่เป็นข่าว อย่างไรก็ตามหากนางวัฒนาไม่ชำระตามหนังสือสัญญาคือ ภายใน 3 เดือนก็จะถือว่านางวัฒนาไม่ติดใจอะไรกับที่ดินผืนนี้แล้ว ส่วนการฟ้องเรียกค่าเสียหายบุกรุกและการแจ้งความดำเนินคดีบุกรุก นายบรรณวิชญ์รับปากจะทำการถอนแจ้งความทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายบรรณวิชญ์ มุกดาม่วง ทนายความ กล่าวว่า หลังตกเป็นข่าวทำให้ตนและทนายความใน จ.บุรีรัมย์ได้รับความเดือดร้อน เพราะผู้เสพข่าวยังไม่เข้าใจถึงกระบวนการทางกฎหมาย ยอมรับว่าตนเป็นทนายที่ว่าจ้างจากบริษัทจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฟ้องตามกฎหมาย หลังจากศาลมีคำสั่งจนคดีสิ้นสุด ทนายก็หมดหน้าที่ของความเป็นทนาย ส่วนการประมูลทรัพย์ ตนก็ไปประมูลตามระเบียบ ไม่คิดอยากได้ที่ดินแปลงนี้ แต่เห็นผ่านการประมูลมาแล้ว 4-5 ครั้งยังไม่มีคนซื้อ ตนจึงประมูลเอาด้วยความสุจริต&amp;nbsp; ส่วนกรณีที่มีให้ข่าวว่าตนใช้เล่ห์กลเพื่อไม่ให้ป้าคัดค้านซื้อที่ดินนั้นก็ไม่เป็นความจริง และจึงอยากฝากถึงสังคมหรือผู้ที่ติดตามข้อมูลข่าว ได้ใช้สติในการเสพข่าวศึกษาข้อกฎหมายให้เข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางวัฒนา หรือป้าวรรณ บอกว่าหลังจากทนายยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาประมูลก็ดีใจและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ กรณีที่เกิดขึ้นยอมรับว่าไม่รู้ขั้นตอนกฎหมายและการประมูลซื้อขายทรัพย์ แต่หลังจากได้ฟังการชี้แจงจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า กรณีดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ขอโทษทนายที่ให้ข้อมูลข่าวไปแบบนั้นเพราะด้วยความที่ไม่เข้าใจในกฎหมายเท่าที่ควร แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ใครเสื่อมเสีย แต่กรณีที่เกิดขึ้นก็จะเป็นบทเรียนสำหรับตนเองในการเซ็นค้ำประกัน หรือเซ็นเอกสารมอบอำนาจต่างๆก็จะระมัดระวังมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่า แม้การไกล่เกลี่ยจะจบลงแล้ว แต่ดีเอสไอจะตรวจสอบถึงขั้นตอนการมอบอำนาจจนถึงการขายทอดตลาดทรัพย์นั้นเป็นไปโดยชอบกฎหมายหรือไม่ เพื่อใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นบทเรียนเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54673</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ำประกัน, จังหวัดบุรีรัมย์, ทนายจังหวัดบุรีรัมย์, ทนายหลอกยึดบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200115/image_big_5e1f30ed29c5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาวใหญ่วอนช่วยถูกทนายหลอกยึดบ้าน-ที่ดิน14ไร่ แค่เซ็นค้ำประกันรถ จยย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าวัย 56 ปีขึ้นป้ายขอความช่วยเหลือจากนายกฯ หลังถูกจับและฟ้องขับไล่ออกจากบ้านตัวเอง เพียงเพราะค้ำประกันรถ จยย. 8 หมื่นบาทให้กับคนรู้จักต่างหมู่บ้าน จนโดนยึดบ้าน-ที่ดิน 14 ไร่ขายทอดตลาดได้ราคา 3.4 แสน ป้าขอเจรจาซื้อบ้านคืนกลับถูกทนายบริษัทตั้งราคาสูงลิ่ว 4 ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค.63 - ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านบ้านสายโท 2 ใต้ ตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ว่ากำลังประสบปัญหาเดือดร้อนหนัก และอยากขอความช่วยเหลือ กรณีถูกแจ้งจับฐานบุกรุกและฟ้องขับไล่ให้ออกจากบ้านตัวเอง จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ยังบ้านหลังดังกล่าว พบว่าเป็นบ้านของนางวัฒนา คงงาม หรือ ป้าวรรณ อายุ 56 ปี โดยบริเวณหน้าบ้านได้มีการขึ้นป้ายข้อความว่า &amp;ldquo;ท่านนายกฯ ลุงตู่ ช่วยชาวบ้านด้วย ค้ำประกันรถมอเตอร์ไซค์ 80,000 บาท ยึดที่ดิน 14 ไร่ ถูกจับขังคุก ไม่มีที่ยืนในสังคมแล้ว เดือดร้อนมากจริงๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบถาม นางวัฒนา เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2558 คนรู้จักกันต่างหมู่บ้าน ขอให้ช่วยค้ำประกันซื้อรถจักรยานยนต์กับบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.บ้านกรวด ตนก็ไม่ขัดเพราะเห็นเป็นคนรู้จักกัน จากนั้นตนก็ใช้ชีวิตตามปกติ ต่อมาเมื่อปี 2560 เจ้าของบริษัทรถจักรยานยนต์ มาแจ้งกับตนว่าผู้เช่าซื้อรถไม่ได้ส่งงวด จึงได้มาทวงถามกับตนเองในฐานะคนค้ำประกัน และให้ไปร่วมไกล่เกลี่ยที่บริษัท แต่ตอนนั้นตนไปไม่ได้เพราะป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นก็ได้รับการประสานจากทนายความมาว่า ถ้าไปไม่ได้ให้เซ็นใบมอบอำนาจไปให้ ก็ไม่ได้เอะใจอะไรก็เซ็นไปให้ จนกระทั่งมีป้ายมาติดที่บ้านว่าโดนยึดทรัพย์ขายทอดตลาด เป็นบ้านและที่ดินจำนวน 14 ไร่ ที่ตนเองอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ก็แปลกใจมาก เพราะเป็นเพียงแค่คนค้ำประกัน จนมาทราบภายหลังว่าทางบริษัทให้ทนายฟ้องเรียกเงินค่าผิดสัญญาจำนวน 82,040 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นทนายคนเดิมให้ตนไปร่วมประมูลทรัพย์ โดยทนายคนดังกล่าวก็กระซิบบอกตนว่า &amp;quot;ป้าไม่ต้องคัดค้านอะไรนะ ไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวผมจะช่วยเอง&amp;rdquo; จนกระทั่งมีการเคาะประมูลทั้งบ้านและที่ดิน 14 ไร่ เป็นเงิน 340,000 บาท โดยทนายคนดังกล่าวเป็นคนประมูลซื้อไป ด้วยความที่ตนเองไม่รู้ขั้นตอนของกฎหมายเขาบอกให้ทำอะไรก็ทำ จากนั้นจึงได้ไปขอเจรจาซื้อบ้านและที่ดินคืนจากทนายในราคา 500,000บาท แต่ทนายกลับบอกว่าไม่ได้ ถ้าจะซื้อคืนจะขายในราคา 4 ล้านบาท ตนถึงกับเข่าอ่อนไม่รู้จะทำยังไง เครียดมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ทนายคนดังกล่าวได้ให้ตำรวจ สภ.บ้านกรวด มาเชิญตัวไปโรงพัก เมื่อไปถึง ตำรวจก็แจ้งข้อกล่าวหาว่าตน &amp;ldquo;บุกรุก&amp;rdquo; และนำตัวส่งศาลจังหวัดนางรอง จึงขอให้ผู้ใหญ่บ้านไปช่วยประกันตัวที่ศาล โดยใช้เงินสดยื่นประกัน 5,000 บาท ทั้งนี้ทนายยังได้ฟ้องขับไล่ให้ป้าวัฒนาย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าว ภายในวันที่ 27 ก.พ.นี้ พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายช่วงที่อาศัยในบ้านอีก 3 แสนบาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตนก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะไม่รู้กฎหมายเลย ประกอบกับฐานะก็ยากจนไม่รู้จะหันไปพึ่งพาใคร ส่วนบ้านของตนก็ถูกขับไล่ให้ออกนั้นเป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่ หากถูกขับไล่ออกก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน หากเรื่องคดีหรือกฎหมายตนเองยอมรับว่าคงไม่มีอะไรไปสู้เขาได้ แต่อยากจะวิงวอนให้ทนายคนที่ฟ้อง ได้เมตตาให้ตนเองได้ไถ่บ้านและที่ดินคืนในราคา 500,000 บาท จากที่ทนาย ประมูลมาในราคา 340,000 บาทด้วย ซึ่งตนก็จะพยายามไปหยิบยืมญาติพี่น้อง มาเป็นค่าไถ่ถอนบ้านคืน ก็อยากจะขอความเห็นใจ เพราะตนเองคงไม่มีปัญญาหาเงิน 4 ล้านบาทมาซื้อบ้านคืนแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54190</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ำประกัน, จังหวัดบุรีรัมย์, ชาวบ้านร้องทุกข์, ทนายหลอกยึดบ้าน, ยึดบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200109/image_big_5e170add0e8d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2019 21:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2019 21:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้องสาว&#039;เหม&#039;เผยเพิ่งรู้พี่ชายมีปมหนี้ 15 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานสวดพระอภิธรรม ของ ฮาฟ หรือ เหม-ภูมิภาฑิต นิตยารส ณ ศาลา 12 วัดลาดปลาเค้า นักแสดงหนุ่มผู้ล่วงลับ เป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดย เมย์-ณัฐนพิน นิตยารส น้องสาวของหนุ่มฮาฟหรือเหม เผยถึงครอบครัวว่ายังทำใจไม่ได้กับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก ส่วนเรื่องพี่ชายเป็นโรคซึมเศร้าพอทราบมาบ้าง เพราะเจ้าตัวเคยเล่าให้ฟังว่าตนเองป่วย พร้อมยืนยันไม่ทราบรายละเอียดการค้ำประกันเงินกู้ของพี่ชาย 15 ล้าน ที่หลายฝ่ายคิดว่าเป็นชนวนที่ทำให้อีกฝ่ายคิดสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เมย์พอทราบมาบ้างว่าเขาป่วย เขาเคยพูด 2-3 ครั้งว่าไปหาหมอมาและได้ยามากิน แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่ค่อยพูด เราก็ไม่คิดว่าเขาจะตัดสินใจแบบนี้ ส่วนใหญ่เวลาคุยกับที่บ้าน เขาก็จะคุยเรื่องปกติทั่วไป ไม่ค่อยเล่าถึงปัญหาเท่าไหร่ &amp;nbsp;ส่วนปัญหาเรื่องการเงินของเขาเมย์ทราบเรื่องตั้งแต่ตอนที่เขามีข่าว เราก็คิดว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องเล็กน้อยวันหนึ่งก็คงจะผ่านไปได้ ไม่คิดว่าเขาจะตัดสินใจอะไรแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับเรื่องที่เขาไปค้ำประกันให้เพื่อนจนเป็นหนี้ 15 ล้าน อันนี้เมย์ก็เพิ่งทราบเรื่องเหมือนกัน เมย์ทราบแค่ว่าเขามีเรื่องหนักใจ แต่เรื่องอะไรบ้าง เมย์ไม่ทราบจริงๆ ว่าเป็นเรื่องเพื่อนหรือเรื่องอะไร วันนี้เพื่อนเขามาหลายคน แต่ก็ไม่ได้ถาม อย่างที่บอกว่าเมย์ไม่ค่อยได้คุยกับฮาฟเท่าไหร่ ตัวเขาไม่ค่อยพูด เราก็ไม่ค่อยพูด ที่บ้านไม่ทราบจริงๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องหนี้ 15 ล้าน ก็เพิ่งทราบ &amp;nbsp;เรารู้แค่เรื่องปัญหาค่าเช่า แค่นั้นจริงๆ เมย์ไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจของฮาฟเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินหรือเปล่า แต่เมย์คิดว่าคนเราทุกคนมีปัญหากันหมด ไม่ว่าจะเครียดแค่ไหน ถ้าเขาไม่ป่วยจริงๆ คงไม่มีใครอยากเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แฟนสาวของฮาฟ เมย์มีโอกาสได้คุยกับเขาแล้ว เขาไม่ได้เล่าอะไรมากมาย เพราะยังช็อคอยู่ ส่วนจดหมายลาตาย เมย์ทราบและได้เห็นแต่ไม่ได้อ่าน ลบไปแล้ว เลยไม่รู้ว่ารายละเอียดในจดหมายเป็นยังไง เขาส่งเป็นรูปมาแล้วเราก็โทรไปคุย บอกเขาว่าอย่าทำแบบนี้ คือถ้ารู้เราก็จะพยายามรั้งเขาตลอด ไม่มีใครอยากให้เกิด เขาส่งสัญญาณมาเรื่อยๆ เราเห็นแต่ก็มองข้าม คิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะเราเป็นคนปกติไม่ได้คิดอะไร ด่าหรือบ่นก็จบ แต่สำหรับเขา เขาเก็บจริงๆ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยด่าใคร เลยไม่คิดว่าเขาจะตัดสินใจแบบนี้อีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสภาพจิตใจพ่อกับแม่แย่ค่ะ เราก็ให้กำลังกันด้วยการกอด พูดอะไรมากไม่ได้นอกจากบอกว่าสู้ๆ สำหรับเมย์ฮาฟคือพี่ชายที่แสนดี ถึงเขาจะอารมณ์ร้ายบ้าง ตอนเด็กๆ ทะเลาะกันตามประสาพี่น้องบ้าง แต่โดยรวมแล้วดีค่ะ เมย์อยากจะบอกเขาว่าไม่ต้องห่วงและเป็นกำลังใจให้เมย์ด้วย เขาไม่มีอะไรให้ต้องห่วงแล้ว หลังจากนี้เมย์จะเป็นเสาหลักแทนให้ &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม @hem_ppd&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46715</URL_LINK>
                <HASHTAG>15 ล้าน, ค้ำประกัน, นักแสดง, ผูกคอตาย, เป็นหนี้, เหม-ภูมิภาฑิต นิตยารส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8cc64463121.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2019 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2019 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาใจพี่วิน บสย.จับมือ ธพว. ผุดโครงการปล่อยกู้-ค้ำประกันซื้อมอเตอร์ไซด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค. 2562 - นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. ตั้งเป้าหมายค้ำประกันสินเชื่อในปี 2562 ไว้ที่ &amp;nbsp;1.07 &amp;nbsp;แสนล้านบาท เน้นตั้งรับการทำงานของรัฐบาลยุคดิจิทัล และช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน โดยได้ร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) จัดทำโครงการ &amp;ldquo;รัก...พี่วิน&amp;rdquo; เพื่อสนับสนุนสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อให้วินมอเตอร์ไซด์ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก, พนักงานส่งเอกสาร, ไลน์แมนส่งอาหาร ให้สามารถกู้ขอสินเชื่อได้รายไม่เกิน 5 หมื่นบาท เพื่อเอาไปซ่อม ปรับปรุงรถ ซื้อหมวกกันน็อก เบื้องต้นได้หารือกับ ธพว.แล้ว โดยถือเป็นโครงการต่อเนื่องจาก โครงการฮัก TAXI เสริมแกร่งแท็กซี่ไทย ที่ช่วยให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงสินเชื่อไม่ต้องไปกู้เงินจากลิสซิ่งที่คิดดอกเบี้ยสูง 36%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในกรุงเทพฯ มีวินมอเตอร์ไซด์ 6 พันวิน คิดเป็นคนที่มีอาชีพขับวินฯ 1 แสนกว่าราย และในปริมณฑล 4 จังหวัด คาดว่ามีอีก 5 หมื่นราย รวมแล้ว 1.5 แสนราย ที่จะมีโอกาสได้เข้าถึงสินเชื่อ ซึ่ง บสย. พร้อมที่จะค้ำให้กับทุกธนาคารที่จะปล่อยกู้ให้วินมอเตอร์ไซด์&amp;quot; นายรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีโครงการเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีกลุ่มที่เป็นหนี้ด้อยคุณภาพ และพวกที่ต้องการฟื้นฟูกิจการ คนเคยล้มมาก่อนซึ่งมีอยู่ราว 1 แสนราย ได้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อย &amp;nbsp;(ไมโครเอสเอ็มอี) กลุ่มลูกค้า S-curve และสตาร์ทอัพ, กลุ่มผู้ประกอบการในโครงการสินเชื่อประชารัฐ เช่น ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรักษ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเป้าหมายการทำงานของ บสย. ปี 2562 คือ ช่วยผู้ประกอบการใหม่เพิ่มขึ้น 8.26 หมื่นราย จากปีที่ผ่านมาช่วยได้กว่า 7.78 หมื่นราย รวมทั้งจะเพิ่มสัดส่วนเรื่องการค้ำประกันตรง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากหลักประกันเดิมให้ได้ 3 หมื่นล้านบาทในปีนี้ และตั้งเป้าจัดเก็บหนี้ให้ได้ 550 ล้านบาทหรือกว่า 3 พันราย เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งเก็บหนี้ได้ 380 ล้านบาท หรือกว่า 2 พันราย รวมทั้งจะยกระดับการทำงานเพิ่มจากทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อ จะพยายามเป็นแบงก์กิ้งเอเย่นต์ &amp;nbsp;ช่วยคัดกรองลูกค้ารายที่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท เพื่อส่งให้สถาบันการเงินพิจารณา ช่วยลดการปฎิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินได้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงการรัก...พี่วิน โดยเบื้องต้นจะปล่อยกู้เฉลี่ยรายละ 5 หมื่นบาท -1 แสนบาท เพราะปัจจุบันราคามอเตอร์ไซค์บางรุ่นก็มีราคาแพง โดยรูปแบบสินเชื่อจะคล้ายกับโรงการฮัก...TAXI เสริมแกร่งแท็กซี่ไทย ที่แบ่งใช้วงเงินจากโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ที่ครม.อนุมัติมา 3 หมื่นล้านบาท คิดดอกเบี้ย 0.42% ต่อเดือน หรือ 2.5% ต่อปี พร้อมกับมีมาตรการยกระดับคุณภาพชีวิต &amp;nbsp;สนับสนุนผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ ได้รับประโยชน์การคุ้มครอง การเข้าถึงสวัสดิการจากภาครัฐ การหารายได้จากแอปพลิเคชันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกุล ประธานกรรมการ บสย. เปิดเผยถึง ผลดำเนินงานปี 2561 ว่า มีการอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อรวม 8.88 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;คิดเป็นวงเงินสินเชื่อที่สถาบันการเงินอนุมัติจากการค้ำประกันสินเชื่อ รวม 1.33 แสนล้านบาท หรือ 1.5 เท่า ของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท หรือเทียบเท่า 3% ของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) &amp;nbsp;โดยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้รับอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อรวม 7.78 หมื่นราย เทียบกับผลดำเนินงานในปี 2560 มีการอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ &amp;nbsp;8.66 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลงานที่โดดเด่นของ บสย. ในปี 2561 คือการสร้างความร่วมมือในการค้ำประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินของรัฐ ทำให้กลุ่มสถาบันการเงินของรัฐ ช่วยขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐสร้างการเติบโตให้กับเอสเอ็มอี และมีศักยภาพ ส่งผลให้มียอดค้ำประกันสินเชื่อในกลุ่มสถาบันการเงินของรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14% หรือเท่ากับ 4.25 หมื่นล้านบาท เทียบกับยอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อปี 2560 มีวงเงิน &amp;nbsp;3.73 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ำประกัน, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม, บสย., รักษ์ วรกิจโภคาทร, วินมอเตอร์ไซด์, “รัก...พี่วิน”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190110/image_big_5c36b342b5314.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2018 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2018 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บสย.โชว์ค้ำประกันเอสเอ็มอีไตรมาสแรก 2.3 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บสย. เปิดผลงานไตรมาสแรก ปี 2561 ลุยค้ำประกันสินเชื่ออุ้มผู้ประกอบการ 2.33 หมื่นล้านบาท &amp;ldquo;ธุรกิจบริการ&amp;rdquo; ครองแชมป์ยอดค้ำประกันสูงสุด 5.44 พันล้านบาท เดินเครื่องขอคลังลุยโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS7 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ท และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Non Bank คาดเริ่มให้บริการได้ในไตรมาส 3 พร้อมดึงเทคโนโลยีช่วยหนุนแผนอนุมัติค้ำประกันจบภายใน 1 วันทำการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนิภารัตน์ พิสิฐพิทยเสรี รักษาการแทนผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานการค้ำประกันสินเชื่อในช่วงไตรมาส 1 ปี 2561 ว่า ยอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ อยู่ที่ 2.33 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 95% จากเป้าหมายที่ 2.45 หมื่นล้านบาท โดยมีจำนวนหนังสือค้ำประกัน อยู่ที่ 3.17 หมื่นฉบับ โดยจากตัวเลขการอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อสูงสุด 5 หมวดธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการ 5.44 พันล้านบาท คิดเป็น 23% 2. ธุรกิจผลิตสินค้าและการค้าอื่น ๆ 2.71 พันล้านบาท คิดเป็น 11% 3. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 2.31 พันล้านบาท คิดเป็น 9% 4. ธุรกิจเกษตรกรรม 2.16 พันล้านบาท คิดเป็น 9% และ 5. ธุรกิจเหล็ก ผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร 2.02 พันล้านบาท คิดเป็น 8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป้าหมายการค้ำประกันสินเชื่อในปี 2561 อยู่ที่ 1.1 แสนล้านบาท โดยจากสถิติที่ผ่านมา พบว่า ยอดการค้ำประกันสินเชื่อจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ในเดือน มี.ค., พ.ค., มิ.ย. และ ก.ย. เป็นหลัก และเชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะสามารถค้ำประกันสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปัจจุบันอยู่ที่ 13.4% หรือ 4.8 หมื่นล้านบาท&amp;rdquo; นางนิภารัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บสย. เปิดเผยว่า แผนงานในไตรมาสา 2 ของ บสย.ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS7 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยเงื่อนไขจะมีการปรับจากเดิมเล็กน้อย คือ จะฟรีค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก หลังจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี ทวีทุน (PGS6) ปรับปรุงใหม่ วงเงิน 8.1 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ยังมีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ รองรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกอีก 2.6 หมื่นล้านบาท โดยโครงการจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บสย. ยังได้เตรียมเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Micro Entrepreneur ระยะที่ 3 วงเงิน 1.5 หมื่นลานบาท หลังจากโครงการในระยะที่ 2 วงเงิน 1.35 หมื่นล้านบาท เหลือวงเงินให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอีกเพียง 600 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนความคืบหน้าของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Non Bank นั้น ปัจจุบันมี 2 ธนาคารให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการนี้ โดยเบื้องต้นคาดว่าทั้ง 3 โครงการใหม่นี้จะสามารถดำเนินการได้ในไตรมาสที่ 3 ปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุฤทธิ์ จันทรกานต์ รองผู้จัดการทั่วไป บสย. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการค้ำประกันสินเชื่อ และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รองรับแผนงานการอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อให้เร็วขึ้นจาก 3 วัน เป็น 1 วันทำการ โดยเบื้องต้นจะเริ่มดำเนินการร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในเดือน มิ.ย. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7836</URL_LINK>
                <HASHTAG>SME, ค้ำประกัน, นิภารัตน์ พิสิฐพิทยเสรี, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม, บสย., สินเชื่อเอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180425/image_big_5ae02fd7a7b04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
