<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนปฏิรูปตำรวจเรียกร้อง&#039;บิ๊กตู่&#039;สั่งสอบสวนฆาตกรรมอำพราง 20 ศพในจังหวัดกาฬสินธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.61 -&amp;nbsp;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) รวมกับสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) แถลงการณ์ เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขอให้พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเร่งปฏิรูปงานสอบสวนให้พนักงานอัยการ และฝ่ายปกครองร่วมตรวจที่เกิดเหตุสอบสวนคดีสำคัญ และผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ สืบเนื่องมาจากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp;๒๕๖๑&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยกฟ้องกลุ่มตำรวจฝ่ายสืบสวนจังหวัดกาฬสินธุ์ ๖ คนที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษจับกุมกรณีร่วมกันฆ่าแขวนคออำพรางศพนายเกียรติศักดิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถิตย์บุญครอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อปี ๒๕๔๗ และอัยการได้สั่งฟ้องนำสืบพยานจนศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาประหารชีวิตและจำคุกจำเลยแต่ละคนตามพฤติการณ์กระทำผิดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจและองค์กรสิทธิมนุษยชนเห็นว่า คำพิพากษายกฟ้องที่สร้างความสะเทือนใจให้กับญาติพี่น้องของนายเกียรติศักดิ์ฯ และประชาชนผู้รักความยุติธรรมทั่วประเทศดังกล่าว ได้สะท้อนถึงจุดอ่อนของระบบตำรวจและกระบวนการยุติธรรมอาญาไทยที่ต้องได้รับการปฏิรูปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนตามที่มีเสียงเรียกร้องตลอดมาอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจาก การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง ๖ คนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นการยืนยันว่า คดีมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าตำรวจกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันฆ่าและอำพรางศพนายเกียรติศักดิ์ฯ จริงอย่างปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุผลว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คดีมีพยานเพียงปากเดียวและไม่น่าเชื่อถือ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเหตุอันควรสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทุกคนนั้น แม้จะเป็นการให้เหตุผลตามหลักกระบวนการยุติธรรมสากลในเรื่องที่จำเลยจะไม่ถูกลงโทษโดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นผู้กระทำผิด แต่การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษโดยยึดมาตรฐานการพิจารณาเช่นเดียวกับศาลฎีกา&amp;nbsp;&amp;nbsp;ย่อมหมายความว่า ทั้งสองศาลแน่ใจว่าจำเลยทั้ง ๖ คนกระทำความผิด&amp;nbsp;&amp;nbsp;หากแต่ศาลฎีกามีความเห็นแตกต่างว่ายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอโดยปราศจากข้อสงสัย
&amp;nbsp;
แม้คำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถือว่าถึงที่สุดแล้วจะทำให้จำเลยซึ่งเป็นตำรวจทั้ง ๖&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ต้องรับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;และกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ไปทันที&amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถรับราชการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้รักษากฎหมายได้ตามปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่รัฐบาลก็ต้องมีคำตอบต่อผู้เสียหายและครอบครัวรวมทั้งประชาชนว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ใครเป็นคนฆ่านายเกียรติศักดิ์ฯ และนำไปแขวนคออำพรางศพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และจะมีกระบวนการใดในการสืบสวนสอบสวนนำตัวกลุ่มคนร้ายผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไปอย่างไร&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งเร่งสอบสวนคดีฆาตกรรมอำพรางกว่า ๒๐ ศพในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งบางศพเป็นการฆ่าแขวนคอลักษณะเดียวและช่วงเวลาเดียวกันอีก ๒ - ๓ ศพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งคดีฆาตกรรมอำพราง ๒,๕๐๐ ศพ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงเวลาการปราบยาเสพติดปี ๒๕๔๗ และยังอยู่ในอายุความด้วย ปัญหาการฆาตกรรมอำพรางดังกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยังได้สะท้อนถึงปัญหาตำรวจและกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีจุดอ่อนสร้างความเดือดร้อนร้ายแรงต่อประชาชนอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื่องจากรัฐไม่สามารถควบคุมตำรวจจำนวนมากมิให้กลายเป็นผู้ร้ายก่ออาชญากรรมเสียเองตามที่ปรากฏเป็นข่าวมากมายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เมื่อเกิดการกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นการประทุษร้ายต่อชีวิตและสิทธิเสรีภาพของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ก็เป็นเรื่องยากที่ผู้เสียหายหรือแม้แต่รัฐจะสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนำไปพิสูจน์ให้ศาลลงโทษอย่างปราศจากข้อสงสัยได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุ ก็ไม่มีหน่วยราชการอื่นแม้แต่อัยการผู้มีหน้าที่ฟ้องคดีสามารถเข้าไปตรวจสอบรวมรวมพยานหลักฐานได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;แม้แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็มีอำนาจสอบสวนหลังจากเกิดเหตุนานหลายปี
&amp;nbsp;
จุดอ่อนในระบบงานสอบสวนที่ถูกผูกขาดและขาดการตรวจสอบจากภายนอกดังกล่าว ทำให้คนไทยต้องอยู่กันอย่างหวาดผวาจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของตำรวจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการจับกุม ควบคุมตัว และการสอบสวนที่ถูกบิดเบือนทำลายพยานหลักฐานได้ ผู้คนไม่มีความเชื่อมั่นว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจะสามารถเป็นหลักประกันคุ้มครองความปลอดภัยในสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนทุกคนได้อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
จึงขอเรียกร้องให้พลเอก ประยุทธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และนายกรัฐมนตรีเร่งแก้ปัญหาตำรวจและกระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วนดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับการสอบสวน
๑.๑ ให้พนักงานอัยการ นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้ได้รับมอบหมายมีอำนาจตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีสำคัญหรือเมื่อได้รับการร้องเรียน&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยพนักงานสอบสวนมีหน้าที่รายงานให้พนักงานอัยการและนายอำเภอทราบทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ
๑.๒&amp;nbsp;&amp;nbsp;การแจ้งข้อหาหรือเสนอศาลออกหมายจับต้องให้พนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานและให้ความเห็นชอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมั่นใจว่า เมื่อแจ้งข้อหาแล้ว จะสามารถสั่งฟ้องพิสูจน์ให้ศาลพิพากษาลงโทษได้เท่านั้น&amp;nbsp;
๑.๓&amp;nbsp;&amp;nbsp;กรณีที่มีปัญหาตำรวจไม่รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษสามารถแจ้งให้พนักงานอัยการดำเนินการสอบสวนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และระเบียบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย รักษากฎหมายและปกครองตำรวจในจังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายหัวหน้าสถานีและสั่งเลื่อนเงินเดือนตำรวจในจังหวัดเมื่อได้รับความเห็นของ กต.ตร.จังหวัด โดยเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;คณะกรรมการกิจการตำรวจจังหวัด&amp;rdquo; แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีจะให้ความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาในกระบวนการยุติธรรมอันสำคัญ ปฏิรูปตำรวจ และการสอบสวนนี้อย่างจริงจัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้วยสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและหลักสากล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19762</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน, คป.ตร., ฆ่าตัดตอน, ปฏิรูปตำรวจ, ปราปปรามยาเสพติด, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b9898b5ca373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมามันฆ่าน้องเอ๊กซ์!ญาติเหยื่อฆ่าตัดตอนโพสต์หลังฎีกาพลิกยกฟ้อง6ตร.กาฬสินธุิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12ต.ค.61-นางพิกุล พรหมจันทร์ อาของนายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ถูกฆ่าอำพรางแขวนคอ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ศาลฎีกายกฟ้องบอกตำรวจไม่ได้ฆ่า ก็แสดงว่าหมาและได้ชาติหมามันฆ่าน้องเอ๊กซ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายเกียรติศักดิ์ หรือ&amp;quot;เอ๊กซ์&amp;quot;เสียชีวิตในช่วงสงครามปราบปรามยาเสพติดเมื่อปี2547 ถูกนำไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม.5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด ต่อมามีการยื่นฟ้องตำรวจสภ.เมืองกาฬสินธุิ์ 6 ราย กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่11ต.ค.ที่ผ่านมาศาลฎีกาได้พิพากษากลับยกฟ้องตำรวจ6รายทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง บิดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา อายุ 54 ปี, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง อายุ 49 ปี, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ อายุ 48 ปี, พ.ต.ท.สำเภา อินดี อายุ 57 ปี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อายุ 68 ปี อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อายุ 51 ปี อดีตรอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดมียศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกานางพิกุลบอกว่า &amp;quot;พูดไม่ออก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นางพิกุล ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาประทับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2561
......
ก่อนจะมีหมายศาลนัดคู่ความทั้งสองฝ่ายมารับฟังการอ่านคำพิพากษานั้น น่าจะมีการลงชื่อครบแล้ว
จึงทำการออกหมายศาลนัดอ่านคำพิพากษา
.......
แต่วันนี้หลังจากได้คัดสำเนาคำพิพากษามาแล้ว
ปรากฎว่า นางอารยา วิชิตชลชัย ไม่ได้ลงชื่อใน คำพิพากษา ซึ่งผู้พิพากษาลงชื่อมาเพียง 2 คน
และนางอารยา วิชิตชลชัย เสียชีวิตไปตั้งแต่
วันที่ 1 กรกฎาคม 2561และ โดยตรรกะแล้ว
การทำงานของศาลสูงคือศาลฎีกา น่าจะมีระบบ
ระเบียบดีงามอยู่แล้ว ลงชื่อครบองค์ประชุม
และน่าจะลงชื่อไว้ก่อนเสียชีวิต 1 กรกฎาคม
........
หากวันนั้น 6 กันยายน 2561 คำพิพากษาออกมา
เช่นวันนี้ ...จำเลยที่ 5 จะหนีการอ่านครั้งแรกเพื่อ?
แต่ ผ่านมา 30 วัน นัดอ่านคำพิพากษาครั้งที่ 2 ในวันนี้ จำเลยหน้าระรื่นมาขึ้นศาล และญาติพี่น้องของจำเลยมารอต้อนรับจำเลย เสมือนรู้ว่า วันนี้... คำพิพากษาจะออกมาเช่นนี้
......
จำเลยเก่งมาก ประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำ
ยิ่งกว่านักกฎหมายเนติ ฯ เกียรตินิยมอันดับ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19734</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าตัดตอนจ.กาฬสินธุิ์, ฆ่าตัดตอน, นางอารยา วิชิตชลชัย, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ, พิกุล พรหมจันทร์, เกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bbff1eae1161.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2018 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2018 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายจับ&#039;อดีต ผกก.กาฬสินธุ์&#039; เบี้ยวฟังคำพิพากษาฏีกาคดีฆ่าแขวนคอหนุ่มวัย 17 เหยื่อฆ่าตัดตอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.6 1 &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฆ่าแขวนคอ หมายเลขดำ อ.3252/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง บิดาผู้เสียชีวิต เป็นโจทก์และโจทก์ร่วมยื่นฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา อายุ 54 ปี, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง, อายุ 49 ปี, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ อายุ 48 ปี, พ.ต.ท.สำเภา อินดี อายุ 57 ปี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อายุ 68 ปี อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อายุ 51 ปี อดีต รอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดเป็นยศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22- &amp;nbsp;23 ก.ค. 2547 จำเลยที่ 1-3 และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ &amp;nbsp;ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ขณะนำตัวออกจาก สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ด้วยการบีบรัดคอจนเสียชีวิต จากนั้นจึงร่วมกันปิดบังเหตุการณ์ตายโดยย้ายศพผู้ตายจากท้องที่เกิดเหตุ ไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม. 5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด โดยจำเลยที่ 4- 6 ได้ร่วมกันข่มขู่พยานเพื่อให้การอันเป็นเท็จ จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2555 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ส่วนจำเลยที่ 6 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ขณะที่จำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก 7 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาอัยการโจทก์, โจทก์ร่วม และจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ 4 ปาก สอดคล้องเชื่อมโยงกัน แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่าได้ปล่อยตัวผู้ตายไปแล้ว แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีอื่นและถูกคุมตัวอยู่ในห้องขัง สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ให้การว่า พบเห็นจำเลยที่ 1-3 พาผู้ตายออกไปจากห้องขังในช่วงเย็นวันเกิดเหตุ และไม่พบผู้ตายอีกเลย สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่นที่พบเห็นจำเลยที่ 2 พาผู้ตายขึ้นไปห้องสืบสวน นอกจากนี้พยานปากที่เคยถูกจำเลยที่ 5 ข่มขู่เพื่อให้การเป็นประโยชน์ต่อพวกจำเลยนั้น ได้ให้การใหม่กับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า จำเลยที่ 1-3 พาผู้ตายออกมาจากห้องขังไปยังห้องสืบสวนบนชั้น 2 ของ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ &amp;nbsp;และสามารถชี้ตัวยืนยันจำเลยที่ 1-3 ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ประกอบกับพยานไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าน่าจะเบิกความไปตามจริง สอดคล้องกับที่ญาติได้รับโทรศัพท์จากผู้ตายให้มารับกลับบ้าน แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบผู้ตายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลต่อไปว่า และเมื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยพบว่าจำเลยที่ 1-3 ได้โทรศัพท์ไปยังบ้านในบ้านหลังหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุที่พบศพผู้ตาย และผู้ตายยังเคยเป็นสายลับให้กับจำเลยอื่นในคดียาเสพติด ซึ่งอาจจะกุมความลับของจำเลยไว้ ส่วนจำเลยที่ 4 แม้ไม่ได้มีหน้าที่ในการทำคดีดังกล่าว แต่กลับยื่นปล่อยชั่วคราวผู้ตาย ถือเป็นการฝ่าฝืนนโยบาย มีการหลอกลวงให้คนไปรับญาติผู้ตาย และหลอกลวงว่าผู้ตายได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว จำเลยที่ 4 จึงมีเจตนาร่วมกันวางแผนให้ผู้ตายได้รับการปล่อยตัว แต่จริงๆ แล้วผู้ตายกลับไม่ได้รับการปล่อยตัวไป บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1-3 วางแผนฆ่าผู้ตายโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จึงมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและปิดบังซ่อนเร้นสาเหตุการตายด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนจำเลยที่ 5 - 6 แม้พยานโจทก์อ้างว่าเห็นจำเลยที่ 5-6 อยู่ในการสอบปากคำด้วย แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5-6 ได้ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ 1-4 ฆ่าผู้ตาย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่จำเลยที่ 5 - 6 ได้มีการข่มขู่พยานเพื่อให้การเท็จช่วยเหลือจำเลยที่ 1-4 ไม่ให้ต้องได้รับโทษทางอาญา การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นอัยการโจทก์, โจทก์ร่วม และจำเลยต่างยื่นฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-3 มาจากเรือนจำบางขวาง ส่วนจำเลยที่ 4 และ 6 ซึ่งได้รับการประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท เดินทางมาศาล แต่ พ.ต.อ.มนตรี จำเลยที่ 5 ที่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน และนายประกันไม่มาศาล นอกจากนี้ยังมีญาติและคนใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตและของจำเลยเดินทางมาศาล รวมถึงนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อศาลออกนั่งบัลลังก์ ได้สอบถามทนายความจำเลยที่ 5 แล้ว ทนายความแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อกับจำเลยที่ 5 ได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พ.ต.อ.มนตรี จำเลยที่ 5 ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาล ถือว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับ ปรับนายประกันเต็มตามจำนวน 1 ล้านบาท และเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นวันที่ 11 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลัง นางพิกุล พรหมจันทร์ อาของนายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง ผู้เสียชีวิต ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้รอฟังผลคำพิพากษาวันที่ 11 ต.ค. ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร กังวลว่าครั้งหน้าจำเลยจะมาครบหรือไม่ และหวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัยของตน เพราะจำเลยชั้นสัญญาบัตรได้รับการประกันตัว 3 คน ยังมีอำนาจหน้าที่ราชการตำรวจตำแหน่งสูงขึ้นกว่าเดิม คือ พ.ต.ท.สำเภา อินดี จากเดิมก่อนพิพากษาอุทธรณ์เป็นรองผู้กำกับอำเภอรอบนอกของ จ.กาฬสินธุ์ หลังศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาไม่กี่เดือนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้กำกับสืบสวนสอบสวน ภาค 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนเรื่องการขอคุ้มครองพยานนั้น นางพิกุล กล่าวว่า ตนยื่นเรื่องคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม บอกไม่เข้ามาตรการทั่วไป แต่ตามกฎหมายบัญญัติว่าหากจำเลยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน ตนไม่ได้รับการคุ้มครองตั้งแต่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาจนถึงวันนี้ ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ ถึงมีกองทุนยุติธรรมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้แต่บาทเดียวกรมคุ้มครองสิทธิฯ ก็ไม่เคยช่วยเหลือ ตนจึงไปยื่นฟ้องอธิบดีและรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ฐานงดเว้นและเลือกปฏิบัติ ต่อศาลปกครอง อยู่ระหว่างรอฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางพิกุล ยังเผยด้วยว่า ตนเคยถูกคุกคาม มีกลุ่มคนอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรวม 3 นาย ขับรถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ติดฟิล์มทึบทั้งคันบุกไปที่บ้าน บอกว่าจะนำตนไปพบผู้กำกับ มีภาพวงจรปิด ตนขอดูคำสั่งว่าจากไหนที่มาตรวจเยี่ยม เขาบอกว่าถ้าอยากดูต้องไปพบผู้กำกับเอง พอตนบอกจะไปเองเขาก็บอกว่าผู้กำกับไม่ว่าง ต้องไปพร้อมกับพวกเขา ตนก็เรียก รปภ.มาอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งสุดท้ายตนก็ไม่ไป ใช้เวลาเจรจาอยู่นาน ส่วนวันนี้ก็ยังกังวล ตามที่เห็นแล้วว่าจำเลยที่ 4 มีอำนาจสืบสวนสอบสวนของภาค 4 ที่มาศาลวันนี้ก็มีลูกน้องทีมสืบของภาค 4 มาจำนวนมาก 5-6 คนขึ้นไป ไม่ได้มาฟังคำพิพากษา แต่มาอยู่หน้าห้องมองหน้าโจทก์ ตนจึงรอเวลาให้จำเลยกลับแล้วถึงลงมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพิกุล กล่าวช่วงท้ายว่า ยังมีพยานปากสำคัญฝ่ายตนเสียชีวิตปริศนาที่โรงพยาบาล อายุ 22 ปี ขาดอากาศหายใจที่เตียงทั้งที่แค่เป็นหวัดไอหอบ เสียชีวิตก่อนได้ขึ้นเบิกความต่อศาล แม่มาเบิกความแทนลูกแล้วชี้หน้าจำเลยถามว่าใครที่ซ้อมลูก หลังคำพิพากษาแล้ว พยานปากสำคัญหลายคนก็หายตัวไป แล้วก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาล บางคนจนทุกวันนี้ยังไม่กล้ากลับ จ.กาฬสินธุ์ เลย เพราะรู้ว่าตำรวจกลุ่มนี้ยังรับราชการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีรายงานถึงที่มาของคดีนี้ว่า ในช่วงปี 2544-2549 รัฐบาลมีนโยบายประกาศทำสงครามยาเสพติด เกิดคดีฆ่าตัดตอนกว่า 2,500 ศพ และในช่วงเวลาดังกล่าวมีประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก โดยหนึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว คือ นายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง ซึ่ง กสม.ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและได้มีรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2549 โดย กสม.มีข้อเสนอให้รัฐบาลเยียวยาความเสียหายจากการเสียชีวิตของนายเกียรติศักดิ์ อันเนื่องมาจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ให้แก่ครอบครัวของนายเกียรติศักดิ์ ทั้งนี้ สภาทนายความได้แต่งตั้งคณะทำงานในการให้ความช่วยเหลือกรณีกลุ่มประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ที่เสียชีวิตและถูกอุ้มหายช่วงระหว่างปี 2546-2548 เพื่อทำหน้าที่ในการเป็นทนายความให้แก่โจทก์ร่วมในคดีนี้ และทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)ได้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานดังกล่าวด้วย ในปี 2548 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติให้กรณีการเสียชีวิตของนายเกียรติศักดิ์เป็นคดีพิเศษ และเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหก นับเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 14 ปี ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง การรวบรวมพยานหลักฐาน และการพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลจนกระทั่งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16952</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง, ฆ่าตัดตอน, ด.ต.อังคาร คำมูลนา, พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ, สงครามยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6969a7391c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
