<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2018 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2018 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ควิก ควิก -เร่งรีบ-เร่งด่วน&quot; วิถึคนเมืองน่าห่วง นำไปสู่คิดสั้น ปลิดชีพ คนไทยยุค4.0</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ก.ย.61-กรมสุขภาพจิตเผยสถานการณ์ล่าสุดคนไทยพยายามฆ่าตัวตายปีละ 53,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ทำสำเร็จปีละประมาณ 4,000 คน ก่อความสูญเสียปีละกว่า 400 ล้านบาท&amp;nbsp; อายุ10-100ปี เป็นชายมากกว่าหญิง 4เท่า ชี้สภาพวิถีชีวิตของเมืองน่าห่วง&amp;nbsp;คุ้นเคยกับการดำรงชีวิตแบบเร่งด่วน เร่งรีบ หรือที่เรียกว่าควิก-ควิก(Quick-Quick) อาจจะมีผลทำให้มีรูปแบบความคิดแบบเร็วๆ และนำไปสู่ฆ่าตัวตายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระบุปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยพลังสังคมทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ขอให้ช่วยกันอัดฉีดวัคซีน 3 ส.ป้องกันคือสัมพันธ์ดี&amp;ndash;สื่อสารดี&amp;ndash;ใส่ใจกันลงสู่คนในครอบครัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต&amp;nbsp; เปิดเผยว่าวันที่ 10 กันยายนทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก(World suicide prevention day) โดยทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละประมาณ 800,000 คน เฉลี่ย 1คนในทุกๆ 40 วินาที มากกว่าตายจากสงครามและถูกฆ่าตายรวมกัน&amp;nbsp; เกือบร้อยละ80 อยู่ในประเทศรายได้ต่ำ-ปานกลาง&amp;nbsp; องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าจะลดอัตราการเสียชีวิตลงร้อยละ 10 ภายในปีพ.ศ.2563&amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์ของประเทศไทย ทีมวิชาการได้ประมาณการว่าแต่ละปี มีผู้พยายามทำร้ายตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายประมาณ 53,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน กระจายอยู่ทุกชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงาน&amp;nbsp; ในปี 2559 มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จจำนวน 4,131 คน เป็นชายมากกว่าผู้หญิง 4 เท่าตัว อายุต่ำสุด 10 ปี สูงสุด 100 ปี ส่วนใหญ่เป็นโสด ประเทศต้องสูญเสียเศรษฐกิจปีละกว่า 400 ล้านบาท&amp;nbsp; ข่าวการฆ่าตัวตายแต่ละครั้งกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยในจิตใจแต่ละคน โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด ต้นเหตุที่มักพบได้บ่อยที่สุดมาจาก 5 เรื่อง คือ ความสัมพันธ์บุคคล&amp;nbsp; สุรา ยาเสพติด สังคม และเศรษฐกิจ ในผู้ชายมักมีปัจจัยความเสี่ยงมาจากปัญหาโรคทางจิต ดื่มสุรา ใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะการดื่มสุรามากขึ้นจะมีโอกาสลงมือทำร้ายตัวเองมากกว่าผู้หญิงที่มีปัญหาถึง 2 เท่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนในผู้หญิงมักมีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์ได้แก่ น้อยใจ ถูกตำหนิดุด่า ผิดหวังความรัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สภาพวิถีชีวิตของคนไทยขณะนี้น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตเมือง ซึ่งจะเริ่มคุ้นเคยกับการดำรงชีวิตแบบเร่งด่วน เร่งรีบ หรือที่เรียกว่าควิก-ควิก(Quick-Quick) ความเคยชินอาจจะมีผลทำให้มีรูปแบบความคิดแบบเร่งรีบอย่างไม่รู้ตัวตามไปด้วย&amp;nbsp; มักจะบอกว่าไม่มีเวลา ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากไตร่ตรอง ไม่มีทางเลือกแล้ว&amp;nbsp; เมื่อเผชิญกับแรงกดดันความเครียดต่างๆ ผู้ที่มีความคิดแบบนี้ อาจลงมือแก้ปัญหาแบบมุทะลุ หุนหันพลันแล่น&amp;nbsp; มีโอกาสผิดพลาดได้สูง เพราะขาดการไตร่ตรอง&amp;nbsp; ขาดความยั้งคิด&amp;rdquo;&amp;nbsp; อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าปัญหาการฆ่าตัวตายจะเริ่มมาจากปัจเจกบุคคลและมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนก็ตาม แต่ก็ไม่ยากเกินแก้ โดยสังคมทุกภาคส่วนทั้งภาคสาธารณสุขและภาคประชาชนต้องร่วมมือป้องกันแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งหลักฐานทางวิชาการทั่วโลกยอมรับว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยขอให้ร่วมมือกันอัดฉีดวัคซีน 3 ส. ป้องกันปัญหาฆ่าตัวตาย&amp;nbsp; เริ่มจากครอบครัวซึ่งเป็นพลังสำคัญและอยู่ใกล้ปัญหาที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส.ที่1. คือ การมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Connect ) ไม่ห่างเหินและใกล้ชิดจนเกินไป&amp;nbsp; ให้คนในครอบครัวเป็นตัวของตัวเอง&amp;nbsp; มีบทบาทหน้าที่ชัดเจน&amp;nbsp; ส.ที่ 2 ได้แก่ การสื่อสารที่ดีต่อกัน ( Communication)&amp;nbsp; โดยบอกความรู้สึกตัวเองอย่างจริงจัง&amp;nbsp; มีภาษาท่าทางที่เป็นมิตรต่อกัน&amp;nbsp; เช่น สบตา ยิ้ม โอบกอด และการสัมผัส&amp;nbsp; จะช่วยให้คนในครอบครัวเกิดพลังที่เข้มแข็ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และส.ที่3 คือใส่ใจรับฟัง (Care) คือมีเวลาให้คนในครอบครัว&amp;nbsp; ทำกิจกรรมร่วมกัน และดูแลช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งกรมสุขภาพจิตตั้งเป้าลดอัตราการฆ่าตัวตายให้เหลือ 6.0 ต่อแสนประชากรภายในปี 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านนายแพทย์ณัฐกร&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ และศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ กรมสุขภาพจิตกล่าวว่า การพยายามฆ่าตัวตาย เป็นตัวบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นไม่สามารถหาทางออกได้ในสถานการณ์ที่กดดันทางอารมณ์อย่างรุนแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำเป็นต้องเข้าไปให้การช่วยเหลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงขอให้ญาติหรือผู้ที่ดูแลผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายแล้วแต่ไม่สำเร็จซึ่งมีปีละกว่า 48,000 คน ไม่ว่าจะรู้สึกโกรธหรือผิดหวังในตัวผู้กระทำแค่ไหนก็ตาม ควรให้อภัย หลีกเลี่ยงการตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง&amp;nbsp; ขอให้เข้าไปพูดคุยซักถามถึงความคิดฆ่าตัวตาย ด้วยท่าทีที่อ่อนโยน จริงใจ จะช่วยผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายคลายความกังวล รู้สึกผ่อนคลายและเข้าใจตัวเองดีขึ้น จะเป็นการป้องกันการฆ่าตัวตายซ้ำได้ จากการศึกษาของกรมสุขภาพจิตพบว่าจะสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายได้มากถึงปีละ 400 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; การดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอย่างสม่ำเสมอ รับฟัง ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีกำลังมีปัญหาอย่างใสใจ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถช่วยคนให้พ้นจากห้วงของความทุกข์ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเรียนมาทางด้านนี้ก็ได้&amp;nbsp; หากยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ แนะนำให้โทรปรึกษาขอความช่วยเหลือได้ที่&amp;nbsp; สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนสามารถประเมินภาวะเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองพร้อมแนวทางการช่วยเหลือได้ที่แอพพลิเคชั่นสบายใจ ( Sabaijai) ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบ android และ ios &amp;rdquo; นายแพทย์ณัฐกรกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสัญญานเตือนของผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตาย มี 9 สัญญาณ เมื่อพบต้องเข้าไปพูดคุยทันที ได้แก่ 1. ชอบพูดเปรยๆหรือระบายความรู้สึกผ่านสังคมออนไลน์ว่าอยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครรัก ไร้ค่า ไม่มีใครสนใจ 2. เดินทางไปเยี่ยมคนรู้จักโดยที่ไม่เคยทำมาก่อนเหมือนไปบอกลา 3. แยกตัวไม่พูดกับใคร สีหน้าเศร้าหมอง ซึมเศร้า&amp;nbsp; 4. มีการแจกจ่ายของรักของหวง พูดจาฝากฝังคนข้างหลัง ทำพินัยกรรมในเวลาที่ยังไม่สมควร&amp;nbsp; 5.ติดเหล้าหรือใช้ยาเสพติดหนักในช่วงนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6. ทรมานจากการเจ็บป่วยเรื้อรังจนต้องพึ่งยารักษาเป็นประจำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.&amp;nbsp; นอนไม่หลับติดต่อกันเป็นเวลานานๆ&amp;nbsp; 8. ประสบปัญหาชีวิตเช่น ล้มละลาย สูญเสียคนรักกะทันหัน&amp;nbsp; เป็นโรคเรื้อรัง&amp;nbsp; พิการจากอุบัติเหตุ และ9. มีอารมณ์ดีขึ้นอย่างกะทันหันตรงกันข้ามกับที่ผ่านๆมา ซึ่งเป็นช่วงอาจแสดงว่าเขารวบรวมความกล้าและตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะฆ่าตัวตาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้แก่ ผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มสุราและเสพสารเสพติด&amp;nbsp; ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคจิตเภท ผู้ที่เคยฆ่าตัวตายมาแล้ว&amp;nbsp; ผู้ที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดนี้มีเสี่ยงสูงกว่าประชนทั่วไปตั้งแต่ 4 เท่า -100 เท่าตัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17150</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสุขภาพจิต, คนไทยพยายามฆ่าตัวตายปีละ, ฆ่าตัวตายเฉลี่ยชั่วโมงละ6 คน, นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b59a4f61957b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
