<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง ผบ.ตร. ลงดาบ 6 ตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ปรับเพิ่มคำสั่งตั้งคกก.สอบวินัยร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp;พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.64 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ มีบันทึกข้อความด่วนที่สุด ที่ 0001(จตช)/ 292 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2564&amp;nbsp;เสนอ ผบ.ตร. ให้ เรื่องขอให้มีคำสั่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อนประกอบด้วย 1.พ.ต.ต.รวีโรจน์ ดิษทอง สว.สส.สภ.เมืองนครสวรรค์ 2.ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค รอง สวป.สภ.เมืองนครสวรรค์ 3.ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา รอง สว.(ป.)สภ.เมืองนครสวรรค์ 4.ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว ผบ.หมู่(ป).สภ.เมืองนครสวรรค์ 5.ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น ผบ.หมู่(ป) สภ.เมืองนครสวรรค์ และ 6.ส.ต.ต.ปวีกรณ์ คำมาเร็ว ผบ.หมู่(ป.)สภ.ตาคลี จว.นครสวรรค์ จำนวน 6 นาย กรณีร่วมกันกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล ผกก.สภ.เมืองนครสารรค์ ทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาคดียาเสพติดเพื่อเรียกเงินจำนวน 2 ล้านบาท จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต และอ้างเหตุว่าผู้ต้องหาเสพยาเกินขนาด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้งหมดถูกศาลได้อนุมัติออกหมายจับในความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณหดร้ายโดยเจตนา และร่วมด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย จึงถือว่าข้าราชการตำรวจทั้ง 6 นาย&amp;nbsp; มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นข้าราชการตำรวจต้องหาว่ากระทำความผิดคดีอาญา และมีพฤติการณ์อันเป็นความร้ายแรง สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของ ตร. โดยเป็นผู้รักษากฎหมาย แต่กลับกระทำตนละเมิดกฎหมายโดยใช้อำนาจหน้าที่ราชการถ้าคงอยู่ในหน้าที่ราชการต่อไป จะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณา หรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นเป็นกรณีมีมูลเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยที่การสอบสวนพิจารณาทางวินัยและอาญาอาจมีความสลับชับช้อน และการพิจารณาอาจไม่เสร็จสิ้นโดยเร็ว จึงเห็นควรมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจทั้ง 6 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 86, 95 และตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่ง พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547ข้อ 3 (2)(8)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นกรณีที่มีข้าราชการตำรวจกระทำผิดเข้าข่ายวินัยร้ายแรงเพิ่มเติมและเพื่อให้การสอบสวนทางวินัยเป็นไปด้วยความรอบคอบ เรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรปรับเพิ่มคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งตร. ที่ 406/2564 ลง 24 ส.ค.2564 ให้ พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช รอง จตช. เป็นประธานกรรมการ (แทน พล.ต.ต.เอกรัษ์ ลิ้มสังกาศ รอง ผบช.ภ.6), พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตร. (สบ.8) เป็นรองประธานกรรมการ,พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รอง ผบช.ภ.6 เป็นกรรมการ,พล.ต.ต.ภูริวัจซ์ พูลสวัสดิ์ ผบก.กต.6 จต. เป็นกรรมการ,พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.กต.8 จต. เป็นกรรมการ,พ.ต.ท.พงษ์ปกรณ์ พิพัฒนสมพร รอง ผกก.ฝสต.2 กต.8 จต. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ&amp;nbsp; ส่วนรายชื่อคณะกรรมการอื่น ตามคำสั่ง ตร.ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ให้คงไว้ตามเดิมต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114528</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน, ผกก.โจ้, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612336190ac48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไร้เงา &#039;ผู้กำกับโจ้&#039; ตร.บุกค้นบ้านย่านรามอินทรา รถหรูนับสิบคัน แม่บ้านบอกมาเสาร์-อาทิตย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.64 - เวลาประมาณ 06.10 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูนสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.ธีรเดช&amp;nbsp;ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.ปส.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส. , บก.สส.ภ.7 ชุดสืบสวนจากส่วนกลาง ได้ร่วมกันตรวจค้นบ้านเลขที่ 79/898 หมู่บ้านปัญญาอินทรา 1 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม.พบพื้นที่ด้านในมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ บ้าน 2 หลัง รถหรูจำนวน 13 คัน มูลค่ารวมกันนับร้อยล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีน.ส.นาน ซอ เมย์ (สัญชาติพม่า) และ Miss NAN SAY (สัญชาติพม่า) ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ดูแลบ้านหลังดังกล่าว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้นำตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว เพื่อติดตามจับกุม พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีต ผกก.เมืองนครสวรรค์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครสวรรค์ เลขที่ จ. 187/2564 ลงวันที่&amp;nbsp;25 สิงหาคม 2564 ในข้อหา &amp;quot;เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด , ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจกระทำการใดฯ และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบถามลูกจ้าง ทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล&amp;nbsp;โดยผู้กำกับโจ้จะมาพักที่บ้านหลังนี้เฉพาะเสาร์-อาทิตย์ บางครั้งมากับแฟนสาว แต่ส่วนใหญ่จะมาคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการตรวจค้นไม่พบพ.ต.อ.ธิติสรรค์&amp;nbsp;แต่อย่างใด เมื่อตรวจค้นเสร็จสิ้นได้ลง บันทึกประวันเป็นหลักฐานสน.บางชัน และจะได้ดำเนินการสืบสวนติดตามตัวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114508</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน, ผกก.โจ้, พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล, สภ.เมืองนครสวรรค์, ออกหมายจับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_612601f0cb4c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 11:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต&#039;ไอซ์ หีบเหล็ก&#039;ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานทารุณโหดร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ม.ค.64 - ที่ศาลอาญาธนบุรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีผ่านระบบ VDO Conference ไปยังเรือนจำ คดีหมายเลขดำ อ.585/2563 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด, น.ส.ศึกษาพร ไชยเชษฐ กับพวกรวม 2 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอภิชัย หรือเอก หรือไอซ์ องค์วิศิษฐ์ ฉายาไอซ์ หีบเหล็ก เป็นจำเลย ในคดีฆาตกรรมหญิงสาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 4-6 ส.ค. 2562 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขัง น.ส.วรินทร์ธรณ์ หรือกุ๊กกิ๊ก ไชยเชษฐ ผู้ตาย ไว้ในห้องพักของจำเลย แล้วจำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยกับพวกร่วมกันขุดหลุมและฝังศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายและเป็นการทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพ โดยไม่มีเหตุอันสมควร เหตุเกิดที่แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 289, 310, 366/3 ริบของกลาง ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.201/2563, อ.1140/2563 เเละ ย.1831/2563 ของศาลนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายและข้อหาร่วมกันทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพ&amp;nbsp; ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าทำร้ายร่างกายผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยบันดาลโทสะ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ
ระหว่างพิจารณา มารดาและบุตรของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 310, 366/3 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมทั้งสองเรียกสูงเกินควร เป็นค่าสินไหมทดแทนในอนาคตที่ไม่แน่นอน และผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดเหตุ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ขอให้ยกคำร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยแล้ว เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายและข้อหาร่วมกันทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพ กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคแรก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยทำร้ายผู้ตายและนำผู้ตายใส่ในกล่องเหล็กทึบจนเสียชีวิต แต่มีพยานที่รู้เห็นและเบิกความยืนยันพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุที่จำเลยทำร้ายผู้ตาย โดยใช้ท่อนเหล็กทุบศีรษะและลำตัว ทั้งใส่กุญแจมือที่ข้อมือและข้อเท้าและบังคับให้ผู้ตายเข้าไปนอนในกล่องเหล็กทึบ และพฤติการณ์หลังจากที่ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่รับว่าทำร้ายผู้ตายและบังคับผู้ตายให้นอนในกล่องเหล็กทึบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยอ้างว่าทำร้ายผู้ตายโดยบันดาลโทสะ เพราะผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยและกลับไปหาสามีผู้ตายนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงไม่ใช่การกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่จำเลยอ้างว่าจับผู้ตายเหวี่ยงไปถูกชั้นวางของทำให้ดัมเบลที่วางอยู่บนชั้นตกใส่ผู้ตายก็ไม่น่าจะมีน้ำหนักกระแทกรุนแรงถึงขนาดทำให้เสียชีวิต ประกอบกับรายงานการตรวจศพที่แพทย์สรุปสาเหตุการตายว่า มีเลือดออกในช่องอกขวาจากทรวงอกได้รับบาดเจ็บรุนแรง ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ พฤติการณ์ที่จำเลยรีบนำศพผู้ตายไปลักลอบฝังแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าตนกระทำผิดร้ายแรงและประสงค์จะปกปิดความผิดดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักเพียงพอที่ชี้ชัดว่า จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายใช้ท่อนเหล็กทุบตีทำร้ายผู้ตายจนได้รับบาดเจ็บรุนแรงมีเลือดออกในช่องอกแล้วบังคับให้ผู้ตายลงไปนอนขดตัวภายในกล่องเหล็กทึบ ขนาดความกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร สูงประมาณ 45 เซนติเมตร และปิดฝากล่องคล้องด้วยกุญแจไว้ โดยผู้ตายอยู่ในสภาพนอนขดตัวงอเข่าชิดอกจนไม่สามารถขยับตัวหรือหายใจได้โดยสะดวก ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมานขณะอยู่ภายในกล่องเหล็กทึบ แม้ผลการตรวจสภาพศพของแพทย์ไม่สามารถชี้ชัดว่าผู้ตายขาดอากาศหายใจ เนื่องจากศพมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากเสียชีวิตเป็นเวลานานทำให้อวัยวะภายในเสื่อมสลายก็ตาม การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้ตายอาจถึงแก่ความตายได้ ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง และเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และการที่จำเลยบังคับให้ผู้ตายลงไปนอนขดตัวภายในกล่องเหล็กทึบขนาดเล็กจนผู้ตายถึงแก่ความตายในกล่องดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคดีส่วนแพ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นมารดาและบุตรของผู้ตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199,366/3 ประกอบมาตรา 83 มาตรา289 (5), 310 วรรคสอง เมื่อเพิ่มโทษและลดโทษจำเลยตามกฎหมายแล้ว คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.201/2563, อ.1140/2563 เเละย.1831/2563 ของศาลนี้ ริบของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,700,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และเป็น 1,200,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91372</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน, ศาลอาญาธนบุรี, ไอซ์ หีบเหล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_601390b3ab523.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
