<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107548</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 22:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตทหารคลั่ง ยิงมั่ว!ดับ2ศพ เจอข้อหาหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรรกะวิบัติ! อดีตทหารเกณฑ์มือฆ่าพนักงานเซเว่น-ผู้ป่วยโควิด อ้างแค้นถูกทหารรุ่นพี่ทำร้าย เผยเตรียมจะฆ่าศพที่ 3 ระหว่างทางขับผ่านด่านตำรวจมาถึง 5 ด่าน แต่ไม่มีการตรวจค้นจับกุม ขณะที่ตำรวจตามล่าไปถึงระนอง ส่งกลับ กทม.ก่อน ตร.ปทุมอายัดตัว เจอข้อหาหนัก ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพกพาอาวุธปืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน พ.ต.ต.สวัสดิ์ คงแก้ว สารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งมีเหตุ คนร้ายบุกยิงผู้ป่วยโควิด มีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดภายในโรงพยาบาลสนาม สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิชาติ ทองแพ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าห้องน้ำชั้น 1 โซนผู้ป่วยชาย พบศพชาย 1 ราย สภาพศพนอนคว่ำหน้า สวมชุดผู้ป่วยสีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังพบว่าที่ประตูกระจกด้านหน้าแตกทั้งบาน และพบปลอกกระสุนปืนตกอยู่จำนวนหนึ่ง จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบคนร้ายเป็นชาย 1 ราย แต่งชุดลายพรางคล้ายทหาร ถือปืนบุกเข้ามายิงผู้ตาย โดยมีพยานเห็นว่าคนร้ายมารถกระบะโตโยต้า วีโก้ 4 ประตู สีขาว ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียนเข้ามาทางประตู 1 ก่อนจะขับมาจอดที่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลสนาม ก่อนที่จะลงมาไล่ยิงคนตายจนเสียชีวิต และเดินออกมาขึ้นรถกระบะหลบหนีไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี (ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ เบื้องต้นพอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุบ้างแล้ว พบว่าเป็นอดีตทหารเกณฑ์ คาดว่ามีอาการทางประสาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ก่อนหน้านั้น เวลา 02.50 น. ร.ต.ท.จักรกฤช สุวรรณวงศ์ รอง สว. (สอบสวน) สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงพนักงานร้านสะดวกซื้อเสียชีวิต บริเวณร้านสะดวกซื้อ 7-11 ปากซอยลาดพร้าว 25 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร​ จึงแจ้งผู้บังคับบัญชา​ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์​ มีสวัสดิ์ รอง ผบก.น.2 แพทย์เวร เจ้าหน้าที่กอง​พิสูจน์​หลักฐาน​ และอาสาสมัคร​มูลนิธิร่วมกตัญญู​
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เกิดเหตุภายในร้านสะดวกซื้อ ด้านหลังเคาน์เตอร์​ชงเครื่องดื่ม พบร่างผู้เสียชีวิตคือ นายรัฐวิทย์ สันติคุปตพง อายุ 32 ปี พนักงานประจำร้าน นอนหงายเสียชีวิต สวมเสื้อยูนิฟอร์มร้าน กางเกงสีดำ มีบาดแผลถูกยิงบริเวณด้านหลังทะลุหน้าอก จำนวน 3 นัด นอกจากนี้บริเวณโดยรอบเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนขนาด .38 มม. ตกอยู่หลายปลอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุช่วงประมาณ 22.30 น. ที่ผ่านมา คนร้ายได้เข้ามาซื้อของภายในร้าน รวมทั้งเบียร์จำนวน 1 แพ็ก 3 ขวด แต่ได้ทำขวดเบียร์ตกแตก ก่อนที่จะชำระเงินค่าสินค้า โดยไม่ยินยอมจ่ายค่าเบียร์ที่ตกแตก ทำให้ผู้เสียชีวิตที่เป็นพนักงานไม่พอใจ มีการทะเลาะและมีปากเสียงกัน ก่อนที่จะมีพนักงานคนอื่นที่อยู่ภายในร้านออกมาช่วยพูดจาตกลงกัน โดยให้คนร้ายชำระเฉพาะค่าสินค้าที่ตนซื้อ ไม่ต้องชำระค่าเบียร์ที่แตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นประมาณเกือบเที่ยงคืนครึ่ง คนร้ายได้กลับมาที่ร้านอีกครั้ง พร้อมกับอาวุธปืน เมื่อเข้ามาถึงก็ถามหาผู้เสียชีวิต ก่อนจะกระหน่ำยิงใส่ หลังผู้เสียชีวิตล้มลง คนร้ายได้เดินเข้ามาเหยียบที่บริเวณหน้าอก เพื่อดูให้แน่ใจว่าผู้เสียชีวิตตายจริง ก่อนจะเดินออกจากร้านไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจฝ่ายสืบสวนเร่งติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากเป็นเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด ได้รับแจ้งจากตำรวจฝ่ายสืบสวน จ.ระนอง ว่า คนร้ายรายนี้ได้หลบเข้าไปอยู่ในบ้านญาติพื้นที่ จ.ระนอง เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างปิดล้อมพื้นที่และเจรจากับคนร้าย พร้อมกันนี้ขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงให้ระมัดระวังอันตราย และขอให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการของตำรวจอย่างเด็ดขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาทราบชื่อว่าคนร้ายคือ นายกวิน แสงนิลกุล อายุ 23 ปี ขับรถหนีไป จ.ระนอง หลบไปอยู่บ้านย่าซึ่งป่วยติดเตียงในบ้าน ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับ ตร.แล้วหลังจากเกลี้ยกล่อมกันมานานเกือบหลายชั่วโมง โดยนายกวิน ผู้ต้องหารับว่ามีปัญหาทะเลาะกับคนในค่ายทหาร ต้องการให้มาก้มกราบขอโทษ โดยกำลังจะขับรถไปก่อเหตุยิงคนที่ 3 ระหว่างทางขับผ่านด่านตำรวจมาถึง 5 ด่าน แต่ไม่มีการตรวจค้นจับกุม จนขับมาถึงบ้านย่า กระทั่งตำรวจตามมาปิดล้อมและยอมมอบตัว ขณะที่ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.บินด่วน สอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สภ.ปากน้ำระนอง พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดอาวุธปืนซิกซาวเออร์ ตราโล่ และปืนลูกโม่ ของกลางในคดีจำนวน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอาวุธดังกล่าวเป็นของส่วนตัว ไม่ได้เป็นอาวุธของหน่วยงานราชการตามที่มีผู้ตั้งข้อสงสัย โดยหลังสอบปากคำเสร็จสิ้น จะลงบันทึกประจำวัน ที่ จ.ระนอง จากนั้นจะนำตัวกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ไปที่ สน.พหลโยธิน ก่อนประสานงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.ปทุมธานี มาอายัดตัวต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โดยระหว่างคุมตัวออกจาก สภ.ปากน้ำระนอง นายกวินอ้างว่าก่อเหตุเพราะโกรธแค้นทหารในค่าย 2 คน พร้อมระบุชื่อ โดยให้ไปบอกทั้ง 2 คนว่า เป็นต้นเหตุให้ตนเองต้องมาทำแบบนี้ พร้อมระบุว่า มันทำร้ายผม มันเป็นรุ่นพี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นนายกวินถูกดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญา ที่ 985/64 ลงวันที่ 24 มิ.ย.64 ฐาน &amp;ldquo;ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เผยว่าจากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าปัจจุบันผู้ก่อเหตุไม่ใช่กำลังพลของกองทัพบก แต่เคยเป็นทหารเกณฑ์ที่ปลดประจำการไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้ พล.ท.ภูมิพัฒน์ จันทร์สว่าง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเข้ามาเป็นพลอาสา (ทหารเกณฑ์) ระหว่างเดือน พ.ย.2560 ปลดประจำการเดือน พ.ย.2562 โดยเจ้าตัวไม่ได้สมัครอยู่ต่อ สำหรับบุคลิกลักษณะเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง ชอบปืน และชอบดูหนังสงคราม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พ.ท.มงคล ปุริสา ผู้บังคับกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 รักษาพระองค์ (รพศ.3 รอ.) ได้เรียก จ.ส.อ.ยงยุทธ สุขเกษม ครูฝึก มาสอบถามข้อเท็จจริงหลังจากมีการเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของผู้ก่อเหตุว่าไม่พอใจที่ถูกครูฝึกทำร้ายเมื่อช่วงที่อยู่ในค่ายทหาร ซึ่งทางครูฝึกได้ยืนยันว่าไม่เคยทำร้ายร่างกาย ปฏิบัติตามกรอบของการฝึกทหารใหม่ 10 สัปดาห์ โดยอดีตทหารเกณฑ์ดังกล่าวมีผลการฝึกค่อนข้างดี ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับหมวดบรรจุที่กองร้อยที่ 2 ซึ่งครูฝึกก็อยู่กองร้อยดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) จ.ปทุมธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขอแสดงความเสียใจกับผู้เคราะห์ร้ายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทุกคนที่เผชิญเหตุ ซึ่งสถาบันแห่งนี้มีระบบรักษาความปลอดภัย การคัดกรองผู้เข้า-ออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงสาธารณสุขเยียวยาผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่ เบื้องต้นมีการเยียวยาตามมาตรา 41 และเจ้าหน้าที่ได้พูดคุยและให้กำลังใจครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย&amp;quot; รมว.สาธารณสุขกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้แสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือ เยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต สำหรับผู้ก่อเหตุที่จับกุมได้แล้วจะต้องสอบสวนหาสาเหตุและดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้มีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107548</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ตรรกะวิบัติ, ผู้ป่วยโควิด, มือฆ่าพนักงานเซเว่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีตทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d4a1aa465e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 12:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องคดีฆ่า &#039;เต้&#039; ลูกชายพ่อกระโดดตึกศาลดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.64 - ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ&amp;nbsp; อ.1809/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 4 และนางเรวดี ทัฬหสุนทร ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายณัฐพงษ์ เงินคีรี หรือโจ้ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ กรณีวันที่ 15 เม.ย. 2559 นายณัฐพงษ์ จำเลย ได้ใช้อาวุธมีดแทงนายธนิต ทัฬหสุนทร หรือเต้ อายุ 23 ปี อดีตนักศึกษาอุเทนถวาย ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ย่านดินแดง กทม. จำเลยให้การปฏิเสธ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเป็นคดีดังเนื่องจากหลังศาลพิพากษายกฟ้อง นายศุภชัย ทัฬหสุนทร บิดาของนายธนิต ผิดหวังกับผลคำพิพากษาจึงกระโดดจากอาคารศาลอาญาลงมาเสียชีวิต อีกทั้งสาเหตุที่ศาลยกฟ้อง ยังมีกรณีโจทก์ไม่ได้ตัวประจักษ์พยานคือ นายพีรวิชญ์ ปุตตะจินารักษ์ หรือตง มาสืบพยาน ประกอบกับพยานหลักฐานไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงเต้เสียชีวิต ต่อมาอัยการโจทก์ นางเรวดี มารดาผู้ตาย ในฐานะโจทก์ร่วม ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย และศาลชั้นต้นได้สืบพยานนายพีรวิชญ์เพิ่มเติมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ นางเรวดี ญาติ พร้อมทนายความเดินทางมาศาลฟังคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำให้การของนายพีรวิชญ์ยังมีข้อสงสัยเรื่องอาการป่วยทางจิต โดยแพทย์ผู้รักษานายพีรวิชญ์ ระบุว่านายพีรวิชญ์มีอาการป่วยจิตเภท หูแว่ว หวาดระแวง กลัวคนจะมาทำร้าย ซึ่งเป็นอาการที่ไม่สามารถแยกแยะอาการได้ด้วยตาเปล่า แต่ต้องพูดคุยสังเกตอาการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในการเบิกความนายพีรวิชญ์ยังอ้างถึงการได้ยินเสียงกระซิบ และในบันทึกชี้ตัวผู้ต้องหาก็ลงชื่อด้วยชื่อเก่า จึงต้องสงสัยว่านายพีรวิชญ์มีอาการป่วยอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คำให้การของนายพีรวิชญ์ยังไม่สอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์ตามภาพวงจรปิด ซึ่งนายพีรวิชญ์ยอมรับว่าจำเหตุการณ์ไม่ได้แน่ชัด อ้างเพียงเห็นจำเลยดึงอาวุธมีดออกมา แต่ไม่ทราบว่าแทงไปบริเวณใด ขัดแย้งกับพยานอีกหลายปากที่ให้การว่าไม่เห็นจำเลยชัดมีดออกมาแทงผู้ตาย เห็นเพียงจำเลยกระโดดถีบผู้ตาย ก่อนที่จะโดนรุมทำร้ายเท่านั้น ขณะที่ร่องรอยบาดแผลบนตัวผู้ตาย ก็ปรากฎแผลถูกแทงบริเวณไหล่ซ้ายบนเพียงแผลเดียว ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าแผลดังกล่าวเกิดผู้กระทำอีกรายที่มารุมทำร้ายเต้ โดยการกำพวงกุญแจชกเข้าที่ใบหน้าและคอของเต้ ไม่ใช่ฝีมือของจำเลย และโจทก์ไม่มีการนำสืบเกี่ยวกับบาดแผลจากการที่จำเลยกระโดดถีบผู้ตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นปากคำของนายพีรวิชญ์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยใช้มีดแทงเต้จนเสียชีวิต อีกทั้งยังไม่พบพฤติกรรมในลักษณะคบคิดกันเพื่อทำร้ายผู้ตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายกฟ้องจำเลย และยกคำร้องที่ให้จำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังฟังคำพิพากษา นางเรวดี มารดาของเต้ เสียใจน้ำตาซึมทันที อย่างไรก็ตามน้าสาวของเต้ยืนยันว่าครอบครัวจะปรึกษาทนายทางยื่นฎีกาและหาทางต่อสู้คดีต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104344</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ศาลอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210527/image_big_60af2a050f765.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายจับ &#039;ลุงวิศวะ&#039; ยิงโจ๋ดับ หนีฟังคำตัดสินศาลฎีกา สั่งริบเงินประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.64 - ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ได้นัดอ่านคำพิพากษาในชั้นศาลฎีกา ในคดีที่นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 56 ปี วิศวกร เป็นจำเลยในความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเมื่อค่ำวันที่ 4 ก.พ. 2560 ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จากเหตุวิวาทเรื่องที่จอดรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายสุเทพมีความผิด ให้จำคุก 15 ปี แต่ลดโทษเหลือ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 10 ปี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้มาจอดที่หน้าร้านขายของฝาก กีดขวางทางออกของจำเลย แล้วมีการโต้เถียงกันนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีถ้อยคำพูดที่ไม่สุภาพจากฝ่ายใดแต่หลังจากที่จำเลยกะพริบไฟใส่รถตู้และบีบแตรหลายครั้ง จำเลยเริ่มใช้คำพูดไม่สุภาพในลักษณะยั่วโทสะของผู้ตาย โดยขณะนั้นจำเลยมีอาวุธปืนของกลางอยู่ใกล้ตัว แสดงว่าจำเลยและภริยามีโทสะและพร้อมที่จะมีเหตุวิวาทกับพวกของผู้ตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จำเลยฎีกา อ้างว่าเหตุการณ์ในขณะนั้นมีปากเสียงกันเพียงเล็กน้อยและจบลงแล้ว จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อพวกของผู้ตายขับรถตู้และรถยนต์เก๋งออกไปแล้ว หากจำเลยมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจอารมณ์ร้อนบ้าง โดยจอดรถรอสักพักหนึ่งก่อน เพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุทะเลาะวิวาทในคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้บีบแตรยาวใส่ แสดงให้เห็นว่าจงใจเจตนายั่วโทสะพวกของผู้ตาย มิใช่การบีบแตรเตือน ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ พฤติกรรมสมัครใจพร้อมจะทะเลาะวิวาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลยังระบุอีกว่า จำเลยขับไปอยู่ด้านหน้า เมื่อพวกของผู้ตายซึ่งขับตามรถจำเลยมาบีบแตรยาว และเปิดไฟสูงใส่รถจำเลย อันเป็นการส่งสัญญาณความไม่พอใจและท้าทาย จำเลยก็ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถ เพื่อให้พวกผู้ตายขับชนท้าย และบีบแตรรถในลักษณะส่งสัญญาณโต้ตอบกลับไป อันเป็นการรับคำท้าทายของฝ่ายผู้ตายกับพวก ทั้งมีเจตนายั่วโทสะฝ่ายผู้ตายให้เพิ่มมากขึ้น และไม่เกรงกลัวจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนี้ เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แสดงให้เห็นถึงนิสัยและพฤติกรรมของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหัน ในลักษณะปาดหน้า และขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายและพวกมาตลอดเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคนก็เริ่มเกิดความกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายและพวกด้วยน้ำเสียงดุดันในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่องหรือให้เลิกแล้วกันไป &amp;nbsp; แม้ฝ่ายผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาไม่ขาดตอนนับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามพฤติการณ์เป็นกรณีจำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท เมื่อจำเลยยั่วโทสะท้าทายจนฝ่ายผู้ตายโต้ตอบและสมัครใจร่วมวิวาทกับจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าฝ่ายผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุและเมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น จำเลยจึงจำต้องชักปืนออกมายิงเพื่อป้องกันชีวิตของจำเลยและคนในครอบครัว อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังรับฟังคำพิพากษา นายสุเทพยื่นประกันตัวเพื่อขอต่อสู้คดีต่อในชั้นศาลฎีกา ด้วยเงินสด 874,000 บาท พร้อมระบุว่า ยอมรับคำตัดสินศาล แต่ต้องการต่อสู้เพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสุเทพ มีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง โดยต้นเหตุเกิดจากที่รถตู้ของพวกผู้ตาย จอดรถหน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางเข้าออกของจำเลย แต่เหตุวิวาทจบลงภายหลังจากที่พวกผู้ตายจับรถตู้และรถเก๋งออกไปโดยไม่ได้ท้าทายจำเลยอีก หากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ เหตุการณ์คงไม่เกิดขึ้น ทั้งภรรยาจำเลยใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพรถเก๋งของผู้ตาย ย่อมเป็นการท้าทายผู้ตายและพวกให้เกิดโทสะเข้ามาวิวาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่จำเลยมีความฮึกเหิมกล้าท้าทาย ก็เนื่องจากจำเลยพกพาอาวุธปืนซึ่งบรรจุกระสุนไว้แล้วติดตัวไปด้วย และเตรียมอาวุธไว้ตั้งแต่ที่หน้าร้านขายของฝาก จำเลยจะอ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับพวกทำร้ายมารดา ภรรยา และหลานที่มากับจำเลย จึงมิอาจอ้างได้ว่าจำเลยยิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของ ผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะมาถึง จำเลยจึงมีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนฯ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยมิได้มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุมตน จำเลยยิงปืนไปเพียง 1 นัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีไปไหน และยอมรับกับเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าเป็นคนยิงผู้ตาย ประกอบกับผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบา ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพกอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 2,000 บาทรวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันนี้นายวันชัย แสงสุวรรณ์ ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิต ได้เป็นตัวแทนฝ่ายโจทย์ผู้เสียหาย ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยในเวลานัดได้นัดไว้เวลา 09.40 น. โดยผู้พิพากษารอทั้งจำเลยและทนายฝ่ายจำเลย จนเวลาล่วงเลยไปเกือบ 10.30 น. &amp;nbsp;ไม่มีวี่แววว่าจำเลยและทนายฝ่ายจำเลย จะเดินทางมาตามนัด และไม่มีท่าทีจะติดต่อกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้พิพากษา จึงทำตามกระบวนการตามกฎหมายคือสั่งยึดริบเงินประกันจำนวน 874,000 บาท พร้อมออกหมายจับนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ หรือ ลุงวิศวะ โดยภายใน 1 เดือนหากจับกุมตัวได้ก็จะคุมตัวมาฟังคำพิพากษา แต่หากยังตามจับกุมตัวไม่ได้ก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในวันที่ 17 มิถุนายน ในเวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102692</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีลุงวิศวะ, ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, จังหวัดชลบุรี, พกพาอาวุธปืน, ศาลจังหวัดชลบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609bae19021b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุ่มลาวสารภาพฆ่าโหด 3 ศพ สำนึกผิดอยากกราบขอขมาศพเมีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.64 - จากกรณีที่มีนายรอน วันเสนา อายุ 38 ปี คนงานสวนยางพารา ชาวลาว ก่อเหตุใช้มีดฆ่านายสรวิทย์ ปกครอง อายุ 43 ปี เสียชีวิต และทำร้ายนายอนุชิน ปกครอง อายุ 31 ปี หลานชาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในสวนยางพาราพื้นที่บ้านสะพานพุทธ ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย หลังจากที่นายสรวิทย์ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือในพื้นที่สวนยางพารา และได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปกับนายอนุชินจะเข้าไปช่วยเหลือแต่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต นายอนุชินต่อสู้ได้รับบาดเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบพื้นที่ในสวนยางพารา ยังพบศพ น.ส.จารุวรรณ โสกาวิน อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 211 หมู่ 11 ต.ท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ภรรยานายรอน และพบศพนายสงกาญจน์ ลุนภูเขียว อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ 2 ต.พระพุทธบาท เจ้าของสวนยางพารา ทั้งสองรายถูกนายรอน วันเสนา คนงานชาวลาวใช้มีดฟันจนเสียชีวิต หลังเกิดเหตุตำรวจได้ไล่ล่าติดตามจับกุมตัวนายรอน จนกระทั่งเช้าวันนี้สามารถจับกุมนายรอนได้ขณะหลบอยู่ในป่าข้างทาง ริมถนนทางเข้าหมู่บ้านกุดดู่-บ้านน้ำทอนใต้ ต.ด่านศรีสุข อ.โพธิ์ตาก จ.หนองคาย ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เวลาประมาณ 13.30 น. พล.ต.ต.กิตติศักดิ จำรัสประเสริฐ ผบก.ภ.จ.หนองคาย, พ.ต.อ.สันติ บุญชู ผกก.สภ.ศรีเชียงใหม่, พ.ต.อ.สุรกิจ ค้วนเครือ ผกก.สส.ภ.จ.หนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่ได้แถลงข่าวการจับกุมนายรอน วันเสนา พร้อมของกลางเป็นอาวุธมีดพร้าที่ใช้ก่อเหตุ รวมทั้งมีดพร้าที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ จำรัสประเสริฐ ผบก.ภ.จ.หนองคาย กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บ 1 คน เบื้องต้นจากการสอบปากคำ นายรอน ผู้ต้องหาได้ยอมรับสารภาพว่าลงมือก่อเหตุจริงเนื่องจากเหตุผลการโกรธแค้นส่วนตัวบางอย่าง ซึ่งตำรวจขอสงวนในรายละเอียดไว้ประกอบสำนวนคดี หลังก่อเหตุได้หลบหนีและเจ้าหน้าที่ได้ติดตามอย่างกระชั้นชิดรวมถึงได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่ช่วยสอดส่องจนทำให้สามารถจับกุมตัวนายรอนไว้ได้ และนายรอนก็ยอมให้จับกุมแต่โดยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้นายรอน มีสภาพอิดโรย และค่อนข้างสำนึกผิดในการกระทำของตนเอง อยากจะไปขอกราบขอขมาศพภรรยาของตัวเองที่ตกเป็นเหยื่ออารมณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากการตรวจสอบปัสสาวะไม่พบสารเสพติดปนเปื้อน และผู้ต้องหาเองก็ระบุว่าไม่ได้ใช้สารเสพติด ไม่ได้ดื่มสุรา แต่มูลเหตุจูงใจอาจจะเกิดจากความเข้าใจผิดในประเด็นบางอย่าง โดยได้ลงมือฆ่านายสงกาญจน์ เจ้าของสวนยางพารา ซึ่งเป็นนายจ้าง ว่าจ้างให้มาตัดหญ้าในวันเกิดเหตุ ก่อนจะฆ่าภรรยาตัวเองที่เห็นเหตุการณ์ และขณะจะหลบหนีมาพบกับลุงและหลาน กลัวว่าจะถูกจับกุม จึงลงมือฆ่านายสรวิทย์ ผู้เป็นลุง รวม 3 ศพ ส่วนนายอนุชิน ซึ่งเป็นหลานได้ต่อสู้ทำให้ได้รับบาดเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , พยายามฆ่าผู้อื่น และพกพาอาวุธมีดไปในที่ชุมชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97776</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อหาพยายามฆ่า, ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, จังหวัดหนองคาย, พกพาอาวุธมีด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062e47b06804.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการฟ้องแล้ว &#039;ผู้กองบอย&#039; ทำปืนลั่นใส่หัวเมียดับ ผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เจ้าตัวสู้คดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 9 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง หรือผู้กองบอย อายุ 29 ปี รอง สว.สส.สน.วังทองหลาง เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดจำเลยสรุปว่า&amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2563 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้มีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยบังอาจใช้อาวุธปืนพกสั้น ขนาด .45 &amp;nbsp;หมายเลขทะเบียน กท. 54289016 ซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยตามกฎหมาย จ่อกดไปที่ศีรษะของ น.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มใสย์ หนือน้องนิ่ม อายุ 30 ปี ภรรยาซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เพื่อข่มขู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากกระสุนปืนลั่นออกมาจะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ จึงเป็นเหตุให้มือของผู้ตายไปถูกอาวุธปืนดังกล่าวและทำให้อาวุธปืนดังลั่นออกมา 1 นัด เป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกที่ศีรษะของ น.ส.พิมชฎาพร ถึงแก่ความตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีบาดแผลทางเข้ากระสุนปืนบริเวณขมับข้างซ้าย ห่างแนวกลางศีรษะ 8 เซนติเมตร ต่ำจากส่วนบนศีรษะ 7.5 เซนติเมตร แผลฉีกขาดขอบรุ่งริ่งหลายแฉกรูปดาว ขนาดพื้นที่ 6x4.2 เซนติเมตร พบคราบเขม่าดินปืน ติดภายในบาดแผลและเนื้อเยื่อรอบๆ ลักษณะยิงประชิดปากกระบอกปืนกดกับผิวหนัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระสุนปืนทะลุเข้ากะโหลกศีรษะขนาดรูทางเข้า 2.5x1.4 เซนติเมตร ทะลุผ่านสมอง และทะลุเข้าช่องอก ผ่านกระดูกสะบักข้างขวาเข้าไปฝังในกล้ามเนื้อ วิถีกระสุนจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง หน้าไปหลัง มีบาดแผลฟกช้ำบริเวณหัวตาข้างซ้ายขนาด 3.2x0.8 เซนติเมตร พบรอยช้ำใต้หนังศีรษะ บริเวณด้านบน ขนาด 5x4.5 เซนติเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กะโหลกศีรษะบริเวณทางเข้าแตกร้าวตามรอยประสานถึงด้านข้างขวา กระสุนปืนทะลุสมองกลีบข้างซีกซ้าย ผ่านกะโหลกแอ่งกลางซีกซ้าย มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นในทั้งสองข้าง กระสุนปืนทะลุผ่านกล้ามเนื้อลำคอด้านหลังกระดูกสันหลังเฉียงมาทางข้างขวา พบเลือดในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวา 500 ซีซี. และกระสุนปืนทะลุกระดูกซี่โครงด้านขวาซี่ที่ 2 ถึง 4 ด้านหลังหัก และทะลุปอดขวากลีบบนและกลีบกลาง ทะลุสะบักข้างขวาเข้าไปฝังในกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาฆ่าของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุเกิด ทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 128 แยก7 หมู่บ้านเสนาวิลล่า ถ.แฮปปี้แลนด์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.2325/2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นศาลได้สอบคำให้การ ร.ต.อ.ทรงกลด จำเลย ซึ่งได้รับการประกันตัววงเงินประกัน 5 แสนบาท ระหว่างฝากขัง โดยอ่านและ อธิบายคำฟ้องให้ฟังจนเข้าใจ แล้วสอบถาม ปรากฏว่า จำเลยแถลงให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายวันที่ 19 ต.ค.นี้ เวลา 13.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้กองบอยขณะนี้ทาง บช.น.มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนและอยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77509</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ผู้กองบอย, ร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง, รองสารวัตร, สน.วังทองหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200621/image_big_5eef0581eff02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.ต.อ.สารภาพแล้วทะเลาะกับเมีย! นครบาลแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 63 -&amp;nbsp; ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง รอง สว.สส. สน.วังทองหลาง ตกเป็นผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธปืนยิง น.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ อายุ 30 ปี ภรรยาจนเสียชีวิตภายในบ้านพักว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาครอบครัว แม้คดีนี้จะไม่มีประจักษ์พยาน แต่จากการสอบปากคำพยานแวดล้อม และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุการตายไม่ได้เกิดจากการฆ่าตัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ตนได้เรียกตัว ร.ต.อ.ทรงกลด มาสอบปากคำเบื้องต้น เขาก็ให้การภาคเสธ ยอมรับว่ามีการถืออาวุธปืนลงมาเคลียร์ปัญหากับภรรยา ซึ่งในวันนี้พนักงานสอบสวนจะได้มีการแจ้งข้อหา &amp;quot;ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา&amp;quot; แก่ ร.ต.อ.ทรงกลด ตามพยานหลักฐานที่มีในเบื้องต้นก่อน ส่วนพยานหลักฐานอื่นๆ อยู่ระหว่างรวบรวม แม้ก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.ทรงกลดจะให้การว่าภรรยาฆ่าตัวตาย ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้ แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และผลการชันสูตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหน้าที่การงานของเขา เมื่อถูกแจ้งข้อหาก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา และดำเนินการทางวินัย สำหรับการให้ออกจากราชการต้องให้ต้นสังกัดพิจารณาขึ้นมา เพราะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาอยู่ว่า จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือจะทำให้การสอบสวนล่าช้าหรือไม่ ถ้าต้นสังกัดยืนยันมาแบบนั้น ก็ต้องให้ออกจากราชการ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตามยืนยันว่าดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน หากไม่มีหลักฐานชัดเจนคงไม่แจ้งข้อกล่าวหา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69386</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ทะเลาะ, พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา, ร.ต.อ., สน.วังทองหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef062056972f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2020 19:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2020 19:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำแผนเจ้าอาวาสโหด! ก่อเหตุขับรถพุ่งชน-อีโต้ฟันซ้ำหญิงท้อง​ 8 เดือน​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี&amp;nbsp;พระอุ่ม หรือนายอุ่ม อายุ 59 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองบัว ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง&amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ ขับรถตู้พุ่งชนรถยนต์กระบะของนายธรรมปพณ&amp;nbsp;และนางลำไพ สองสามีภรรยา&amp;nbsp;จนด้านหน้ารถพังเสียหายและได้รับบาดเจ็บ&amp;nbsp;จากนั้นนางลำไพ ผู้เป็นภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน ได้เปิดประตูลงจากรถ พยายามจะวิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านใกล้จุดเกิดเหตุ แต่อดีตเจ้าอาวาสได้ถือมีดอีโต้ที่พกใส่ในรถตู้มาด้วยไล่ตามไปฟันนางลำไพเข้าที่บริเวณศีรษะ และข้อมือด้านขวา เป็นแผลฉกรรจ์จนเสียชีวิตคาที่พร้อมลูกในท้องอย่างโหดเหี้ยม โดยอ้างว่าแค้นที่ถูกนางลำไพ ข่มขู่ขอเงินหากไม่ให้จะแฉความสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (15 มิ.ย.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด​ เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ร.ต.อ.สุริยา ลีนุรัตน์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง&amp;nbsp;พร้อมเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 10 นาย ได้ควบคุมตัวพระอุ่ม หรือนายอุ่ม &amp;nbsp;ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุบนถนนถนนในหมู่บ้านใหม่เจริญสุข&amp;nbsp;หมู่ 19 ต.ตูมใหญ่ &amp;nbsp;อ.คูเมือง โดยทันทีที่มาถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจกันไม่ให้ชาวบ้านที่มาเฝ้ารอดูการทำแผน เข้าใกล้เพราะเกรงจะเกิดความชุลมุนวุ่นวาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นก็นำตัวผู้ต้องหาลงจากรถ ไปชี้จุดที่ขับรถตู้พุ่งชนรถกระบะของผู้ตายและสามี&amp;nbsp;ก่อนจะพาเดินไปชี้จุดที่สองใช้มีดอีโต้ฟันนางลำไพ&amp;nbsp;หญิงท้อง 8 เดือนเสียชีวิต ซึ่งอยู่บริเวณหน้าบ้านของชาวบ้านห่างจากจุดแรกที่ขับรถชนเพียงประมาณ 30 เมตร โดยใช้เวลาทำแผนไม่ถึง 5 นาทีก็รีบนำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถกลับไปโรงพักทันที เพราะเกรงหากใช้เวลานานญาติผู้เสียชีวิตจะเข้ามารุมประชาทัณฑ์ เพราะบ้านผู้ตายซึ่งกำลังจัดงานศพอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุที่มีการทำแผนเพียง 100 เมตรเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะทำแผนผู้ต้องหามีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ&amp;nbsp;เพียงให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนในเบื้องต้นว่า ก่อเหตุฆ่านางลำไพ จริง โดยอ้างบันดาลโทสะหลังถูกผู้ตายโทรศัพท์ขู่ขอเงินหลายครั้ง หากไม่ให้จะแฉความสัมพันธ์ลับและยอมรับว่าก่อนบวชเคยรู้จักสนิทสนมกับผู้ตายจริงเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่​ ชาวบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกเสียใจที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในหมู่บ้าน โดยเฉพาะคนก่อเหตุก็เป็นถึงเจ้าอาวาสที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ส่วนผู้ตายก็กำลังตั้งท้องอยู่ ไม่คาดคิดว่าอดีตเจ้าอาวาสจะก่อเหตุฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมแบบนี้ได้ เพราะตอนที่เป็นพระและเป็นเจ้าอาวาส ก็เป็นพระที่สำรวมพูดจาดี และบูรณะพัฒนาวัดมาตลอดไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอดีตเจ้าอาวาสกับผู้ตายนั้น ชาวบ้านก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่แต่พอมาเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น&amp;nbsp;ก็เลยคิดว่าน่าจะมีชนวนเหตุที่รุนแรงถึงได้ก่อเหตุได้ขนาดนี้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องว่าไปตามกฎหมายถึงแม้จะเป็นเจ้าอาวาสก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพระอุ่ม หรือนายอุ่ม ได้บวชเป็นพระอยู่ในหมู่บ้านปะคำสำโรงมาเกือบ 10 ปีแล้ว จากนั้นได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบ้านหนองบัวได้ประมาณ 5 ปี&amp;nbsp;เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหานายอุ่ม &amp;ldquo;ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ,พกพาอาวุธมีดไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณโดยไม่มีเหตุอันควร&amp;rdquo; &amp;nbsp;และเตรียมฝากขังศาลจังหวัดบุรีรัมย์พรุ่งนี้ (17 มิ.ย.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68880</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, จังหวัดบุรีรัมย์, สภ.หินเหล็กไฟ, เจ้าอาวาสวัดหนองบัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee8bd78b59e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
