<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 21:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 21:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สหายดุช&#039;ผู้คุมคุกตวลสเลงเขมรแดงป่วยตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;quot;กัง เก็ก เอียว&amp;quot; หรือสหายดุช ผู้บัญชาการเรือนจำตวลสเลงของระบอบเขมรแดงในกรุงพนมเปญที่โดนจำคุกตลอดชีวิต สิ้นใจแล้วในวัย 77 ปีเมื่อวันพุธด้วยอาการป่วย ทำให้หลงเหลือผู้นำเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงรายเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัง เก็ก เอียว เป็นสมาชิกระดับนำของระบอบเขมรแดงคนแรกที่โดนดำเนินคดีในศาลพิเศษคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จากการมีส่วนร่วมในการเสียชีวิตของชาวเขมรราว 2 ล้านคนในช่วงเวลา 4 ปีที่รัฐบาลเขมรแดงครองอำนาจระหว่างปี 2518-2522 และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต การตายของเขาทำให้เหลือเพียงเขียว สัมพัน อดีตประธานาธิบดี เป็นระดับผู้นำของเขมรแดงเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์เมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน อ้างคำแถลงของเนต พักตรา โฆษกคณะตุลาการพิเศษเขมรแดง ว่าดุชเสียชีวิตที่โรงพยาบาลมิตรภาพเขมรโซเวียตในกรุงพนมเปญ เมื่อเวลา 00.52 น. แต่เขาไม่ได้เผยรายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาโฆษกผู้นี้บอกกับเอเอฟพีว่า อดีตผู้คุมคุกตวลสเลงรายนี้เข้าออกระหว่างคุกกับโรงพยาบาลในช่วงหลายปีมานี้ เขาเพิ่งถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งในสัปดาห์นี้ เอเอฟพียังอ้างหนังสือของแพทย์ที่ยืนยันการเสียชีวิตของดุชว่า ดุชมีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน นักข่าวเห็นศพของเขาถูกเคลื่อนย้ายไปเผาที่วัดแห่งหนึ่งช่วงบ่ายวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตครูสอนคณิตศาสตร์รายนี้ถูกคณะตุลาการพิเศษขององค์การสหประชาชาติตัดสินเมื่อปี 2553 ว่ามีความผิดฐานสังหารหมู่, ทารุณทรมาน และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่เรือนจำตวลสเลง หรือที่มีชื่อรหัสว่า &amp;quot;เอส-21&amp;quot; ระหว่างที่เขาเป็นผู้บัญชาการเรือนจำที่เป็นโรงเรียนมัธยมเก่าแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สองปีต่อมา ดุชก็ถูกศาลพิเศษแห่งนี้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต หลังจากตุลาการปฏิเสธคำอุทธรณ์ที่ว่าตัวเขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติตามคำสั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเขมรแดงยึดอำนาจเมื่อปี 2518 ดุชได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเรือนจำเอส-21 ที่รับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ชาวกัมพูชาไม่ต่ำกว่า 14,000 คนที่นี่ พวกผู้คุมที่นี่ล้วนแต่เป็นเด็กวัยรุ่นซึ่งดุชเผยว่าง่ายต่อการปลูกฝังความเชื่อเพราะเด็กวัยรุ่นเหล่านี้เหมือนกระดาษเปล่า ผู้คุมเหล่านี้ได้รับคำสั่งให้ทุบตีพวกขายชาติและพวกต่อต้านการปฏิวัติ ซึ่งตามนิยามของระบอบเขมรแดงนั้นเป็นไปได้ทุกคน ตั้งแต่ครู เด็ก หญิงท้องและพวกปัญญาชนที่ดูเอาจากการสวมแว่นตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิก ดันลอป ช่างภาพและผู้เขียนหนังสือที่พบดุชเมื่อปี 2542 ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ใกล้กับชายแดนไทยหลังเขมรแดงล่มสลายเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน กล่าวว่า ไม่มีเรื่องใดที่เกิดภายในเรือนจำแห่งนั้นที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของดุช เขาควบคุมทุกอย่างเบ็ดเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดุชถูกจับกุมเมื่อปี 2542 เวลานั้นคนจำนวนมากสันนิษฐานว่าสหายดุชเสียชีวิตไปแล้ว เขาเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์และทำงานให้สำนักงานบรรเทาทุกข์โดยเปลี่ยนชื่อเพื่อปิดบังตัวตน เขาแสดงความสำนึกเสียใจต่ออาชญากรรมที่เขาก่อและขอโทษต่อเหยื่อทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากดุชและเขียว สัมพัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเขมรแดงอีกเพียงรายเดียวที่โดนจำคุกคือนวล เจีย &amp;quot;พี่ชายหมายเลข 2&amp;quot; ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้วด้วยวัย 93 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76325</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัง เก็ก เอียว, กัมพูชา, คุกตวลสเลง, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, สหายดุช, เขมรแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4fa9bbf3835.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2019 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2019 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซูจี&#039; แจงศาลโลก พม่าไม่มีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นางอองซาน ซูจี ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของแกมเบียต่อศาลโลกในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจาเมื่อวันพุธ ยืนยันเมียนมาไม่มี &amp;quot;เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ระหว่างการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮีนจาที่โจมตีสังหารเจ้าหน้าที่เมื่อปี 2560 แต่ยอมรับทหารอาจใช้กำลังเกินกว่าเหตุซึ่งเมียนมากำลังสอบสวนภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอองซาน ซูจี ชี้แจงต่อศาลโลกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 / ANP / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือศาลโลก ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดรับฟังการชี้แจงในคดีที่แกมเบียยื่นฟ้องเมียนมาฐานละเมิดอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แห่งองค์การสหประชาชาติ เป็นวันที่ 2 เมื่อวันพุธที่ 11 ธันวาคม 2562 โดยนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมา เป็นตัวแทนเมียนมาชี้แจงและแก้ข้อกล่าวหาของแกมเบีย ที่แจกแจงต่อศาลไปแล้วเมื่อวันอังคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางซูจี ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2534 ปฏิเสธคำกล่าวหาของประเทศแอฟริกาตะวันตกแห่งนี้ที่ว่าปฏิบัติการทางทหารในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 เป็นความพยายามฆ่าชาวโรฮีนจาให้หมดสิ้นนั้น เป็นคำกล่าวหาที่ &amp;quot;หลงผิดและไม่ครบถ้วน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;น่าเสียใจ แกมเบียนำเสนอภาพของสถานการณ์ในรัฐยะไข่ต่อศาลแห่งนี้แบบหลงผิดและไม่ครบถ้วน&amp;quot; ผู้นำรัฐบาลเมียนมาโดยพฤตินัยวัย 74 ปี กล่าวต่อคณะตุลาการศาลโลก พร้อมกับชี้แจงว่า กองทัพเมียนมาเปิดปฏิบัติการเพื่อตอบโต้ที่นักรบโรฮีนจาหลายร้อยคนโจมตีเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางซูจีย้ำว่า เมียนมากำลังจัดการปัญหาความขัดแย้งด้วยอาวุธภายในประเทศ สถานการณ์ที่รัฐยะไข่มีความซับซ้อนและท้าทายอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของเมียนมา จึงควรระลึกเรื่องนี้ด้วยหากจะประเมินเจตนาของผู้ที่พยายามรับมือกับการก่อกบฏ &amp;quot;แน่นอนว่า ภายใต้สภาพการณ์นี้ เจตนาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่อาจใช้เป็นข้อสันนิษฐานเพียงประการเดียว&amp;quot; นางกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกมเบียในฐานะตัวแทนองค์การความร่วมมืออิสลามยื่นฟ้องต่อไอซีเจเมื่อเดือนพฤศจิกายน กล่าวหาเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮีนจา เมื่อวันอังคาร อาบูบาการ์ ทัมบาดู รัฐมนตรียุติธรรมของแกมเบีย และทนายความของชาวโรฮีนจา แจงต่อศาลถึงพฤติกรรมโหดร้ายป่าเถื่อนของเมียนมาที่ทำให้ชาวโรฮีนจากว่า 740,000 คนอพยพเข้าสู่บังกลาเทศ ซึ่งรายงานการสอบสวนของยูเอ็นเมื่อปีที่แล้วสรุปว่าเทียบเท่ากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางซูจีซึ่งนั่งนิ่งรับฟังคำกล่าวหาเหล่านี้เมื่อวันก่อน ยอมรับว่า อาจมีพลเรือนเสียชีวิตในปฏิบัติการของกองทัพ เช่นการยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ แต่นางย้ำว่าเป็นความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในภาวะความขัดแย้งด้วยอาวุธ กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าทหารอาจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ซึ่งบางกรณีละเลยกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือไม่มีการแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่างกลุ่มติดอาวุธกับพลเรือน แต่เมียนมากำลังสอบสวนว่ามีการก่ออาชญากรรมสงครามหรือไม่ ซึ่งจะต้องถูกดำเนินการโดยระบบยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาไอซีเจเคยตัดสินว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพียงกรณีเดียวเท่านั้นคือการสังหารหมู่ที่หมู่บ้านเซเบรนิกาในบอสเนียเมื่อปี 2538 นางซูจียังโต้แย้งด้วยว่า ในกรณีสงครามบอลข่านยุค 1990 ศาลแห่งนี้ก็ไม่ได้ตัดสินว่าการขับไล่พลเรือนครั้งใหญ่นั้นเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านวิลเลียม ชาบาส ทนายความของเมียนมา ก็พุ่งประเด็นเรื่องการขาดหลักฐานบ่งชี้ถึง &amp;quot;เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากในกฎหมายระหว่างประเทศ และแย้งรายงานของคณะสอบสวนยูเอ็นที่แกมเบียยกมาอ้างอิงว่ามีความ &amp;quot;บกพร่อง&amp;quot; และศาลควรละทิ้งประเด็นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากคดีที่ไอซีเจ เมียนมายังถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในหลายศาล รวมถึงที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) คดีอาชญากรรมสงคราม และการฟ้องนางซูจีต่อศาลอาร์เจนตินา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเฮก, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, พม่า, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, ศาลโลก, อองซาน ซูจี, เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, เมียนมา, แกมเบีย, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191211/image_big_5df0ef82c8b6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2019 21:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักสิทธิโรฮีนจายุทั่วโลกบอยคอตเมียนมาก่อนขึ้นศาลโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชาวโรฮีนจานำ 30 องค์กรใน 10 ประเทศเริ่มการบอยคอตเมียนมา พร้อมเรียกร้องนานาชาติร่วมแคมเปญนี้ก่อนหน้าที่นางอองซาน ซูจี จะขึ้นเป็นตัวแทนเมียนมา ต่อสู้ข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาในศาลโลกที่กรุงเฮกสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเมียนมาชุมนุมสนับสนุนนางอองซาน ซูจี ที่เมืองพะโคเมื่อวันจันทร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมา เดินทางถึงกรุงเฮกประเทศเนเธอร์แลนด์แล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 เพื่อเตรียมตัวต่อสู้คดีในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ที่จะเปิดการไต่สวนระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีการชุมนุมประท้วงประชันกันในกรุงเฮกช่วงวันดังกล่าว ทั้งของกลุ่มผู้รอดชีวิตชาวโรฮีนจาและผู้สนับสนุนชนกลุ่มน้อยมุสลิมเหล่านี้ กับผู้สนับสนุนรัฐบาลเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกมเบีย ประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ยื่นฟ้องเมียนมาต่อไอซีเจเมื่อเดือนที่แล้ว กล่าวหาเมียนมาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาทางอาญาระหว่างประเทศที่ร้ายแรงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดว่าระหว่างการไต่สวนนาน 3 วัน ทีมกฎหมายของแกมเบียจะร้องขอต่อคณะตุลาการศาลโลกที่มี 16 ท่าน ให้ประกาศ &amp;quot;มาตรการชั่วคราว&amp;quot; เพื่อคุ้มครองชาวโรฮีนจาเป็นการชั่วคราวจนกว่าการไต่สวนจะเสร็จสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันจันทร์ว่า องค์กรพันธมิตรโรฮีนจาเสรีเปิดเผยผ่านแถลงการณ์ว่า องค์กรเริ่ม &amp;quot;แคมเปญบอยคอตเมียนมา&amp;quot; พร้อมกับอีก 30 องค์กรจาก 10 ประเทศ และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ, นักลงทุนต่างชาติ, องค์กรด้านอาชีพและวัฒนธรรม ตัดความสัมพันธ์กับเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มสิทธิชาวโรฮีนจากลุ่มนี้อ้างว่า การคว่ำบาตรเมียนมาครั้งนี้มีเจตนาเพื่อกดดันรัฐบาลของนางอองซาน ซูจี และกองทัพเมียนมา ทั้งด้านเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, การทูต และการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจาในบังกลาเทศ ที่ชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่หลายแสนคน บางคนกล่าวว่าพวกเขากำลังสวดภาวนาเพื่อให้ได้รับความยุติธรรม ชายคนหนึ่งอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการไต่สวนคดีของศาลโลกให้กลุ่มคนในนั้นฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชายวัย 65 ปีชื่อนูร์ อาลัม ซึ่งบอกว่าลูกชายของเขาโดนทหารเมียนมายิงตายระหว่างการปราบปรามในรัฐยะไข่ กล่าวว่า นางซูจีเคยเป็นรูปสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ พวกตนเคยคาดหวังไว้มากว่านางจะสร้างความเปลี่ยนแปลงเมื่อได้ขึ้นสู่อำนาจ แต่ตอนนี้นางกลายเป็นรูปสัญลักษณ์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52125</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, บอยคอต, พม่า, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, ศาลโลก, อองซาน ซูจี, เมียนมา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5dee5324c1ebb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2019 20:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2019 20:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อองซาน ซูจี&#039; ไปศาลโลก สู้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมา ออกเดินทางไปกรุงเฮกแล้วเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อทำหน้าที่ตัวแทนประเทศต่อสู้คดีในศาลโลก หลังจากโดนแกมเบียยื่นฟ้องเมื่อเดือนที่แล้ว กล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ป้ายข้อความสนับสนุนนางอองซาน ซูจี / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์และเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 กล่าวว่า นางอองซาน ซูจี ผู้นำเมียนมาโดยพฤตินัยและเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ สร้างความประหลาดใจเมื่อนางประกาศจะเดินทางมาต่อสู้ข้อกล่าวหานี้ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ/ศาลโลก) ในกรุงเฮกประเทศเนเธอร์แลนด์ด้วยตนเอง ทั้งที่เสี่ยงจะทำให้ชื่อเสียงของนางในสายตาชาวโลกเป็นลบยิ่งขึ้นจากเดิมที่แย่อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า นางซูจีมาถึงสนามบินในกรุงเนปยีดอเมื่อวันอาทิตย์ด้วยใบหน้าแย้มยิ้มโดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ ชาวเมียนมาหลายพันคนชุมนุมในเมืองหลวงแห่งนี้เพื่อแสดงความสนับสนุนนางซูจี และจัดพิธีสวดอวยพรให้นางด้วย คาดว่าประชาชนจะมารวมตัวกันอีกในช่วงบ่ายเพื่อส่งผู้สนับสนุนอีกหลายสิบคนที่จะขึ้นเครื่องบินเดินทางไปกรุงเฮกด้วย ศาลโลกนัดไต่สวนคดีระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคมนี้ ซึ่งชาวเมียนมาวางแผนจัดการชุมนุมกันอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกเราภูมิใจที่นางซูจีรับผิดชอบด้วยการเดินทางไปกรุงเฮกเพื่อปกป้องภาพพจน์ของประเทศ&amp;quot; ทิน ลิน อู นักเขียนชื่อดังในเมียนมา กล่าวต่อฝูงชนผ่านไมโครโฟนขณะชุมนุมด้านหน้าป้ายข้อความขนาดใหญ่ที่เขียนว่า &amp;quot;เรายืนหยัดข้างผู้นำของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกมเบีย ประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ยื่นฟ้องเมียนมาต่อศาลโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยกล่าวหาเมียนมาว่าละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แห่งองค์การสหประชาชาติ จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจาระหว่างการปราบปรามอย่างนองเลือดเมื่อปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการไต่สวนนาน 3 วัน แกมเบียจะร้องขอให้คณะตุลาการศาลโลกซึ่งมี 16 คน ประกาศ &amp;quot;มาตรการชั่วคราว&amp;quot; คุ้มครองชาวโรฮีนจาเป็นการชั่วคราวจนกว่าการไต่สวนจะเสร็จสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังกองทัพเมียนมานำการปราบปรามในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 มีชาวโรฮีนจามากกว่า 730,000 คนอพยพหนีข้ามแดนเข้าบังกลาเทศ พร้อมกับคำบอกเล่าความโหดร้าย การเข่นฆ่า, ข่มขืนและวางเพลิง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ยูเอ็นระบุว่าเทียบเท่ากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวเมียนมามองว่าโรฮีนจาเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ ไม่ใช่พลเมืองหรือชนกลุ่มน้อยของเมียนมา กองทัพอ้างว่าปฏิบัติการของกองทัพทำเพื่อกวาดล้างนักรบโรฮีนจาที่โจมตีสังหารเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายนายก่อนหน้านั้น ขณะทางการเมียนมายืนกรานว่าได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนคำกล่าวหาเหล่านั้นแล้ว แต่กลุ่มสิทธิโต้ว่าเป็นความพยายามปกปิดความโหดร้ายที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้าออกเดินทาง เมื่อวันเสาร์นางซูจีได้พบกับหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ซึ่งมาเยือนกรุงเนปยีดอตามคำเชิญของนาง โดยจ้าว หลี่เจียน รองอธิบดีกรมข่าวสาร เผยว่า ทั้งสองประเทศให้คำมั่นว่าจะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ้าวเปิดเผยผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ว่า นางซูจีขอบคุณจีนที่ให้การสนับสนุนและปกป้องอธิปไตยของเมียนมา, คัดค้านการแทรกแซงโดยต่างชาติ และส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การที่จีนเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นซึ่งมีสิทธิวีโต้ข้อมติ ทำให้จีนเป็นชาติพันธมิตรที่มีคุณค่าสำหรับเมียนมาที่กำลังเผชิญการตรวจสอบอย่างละเอียดจากนานาชาติกรณีการปฏิบัติต่อโรฮีนจา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52043</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเฮก, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, พม่า, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, ศาลโลก, อองซาน ซูจี, เมียนมา, โรฮิงญา, โรฮีนจา, ไอซีเจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191208/image_big_5decfd9a9b57a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2019 21:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2019 21:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาคองเกรสผ่านมติชี้ชัด เติร์กฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อาร์เมเนีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกีกริ้วจัด สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติรับรองเป็นครั้งแรกว่าการสังหารชาวอาร์เมเนียโดยจักรวรรดิออตโตมันเติร์กสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็น &amp;quot;การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ขู่จะเอาคืนแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ อาคารรัฐสภาสหรัฐในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีแอร์โดอันของตุรกีแถลงทางโทรทัศน์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตอบโต้การลงมติของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเมื่อวันอังคารว่า &amp;quot;ไร้ค่า&amp;quot; และเป็นการดูถูกชาวตุรกีอย่างรุนแรงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้นรัฐบาลตุรกีเรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงอังการาเข้าพบ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศเมฟลุต คาวูโซลู กล่าวว่า การลงมติของสหรัฐครั้งนี้เป็นการ &amp;quot;แก้แค้น&amp;quot; ที่ตุรกีเปิดปฏิบัติการในตุรกี และได้ลงนามกับรัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลรัสเซีย เพื่อให้มั่นใจว่ากองกำลังชาวเคิร์ดจะถอนตัวพ้นพื้นที่ชายแดนตุรกี-ซีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตุรกียืนกรานปฏิเสธคำกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยอ้างว่ามีทั้งชาวอาร์เมเนียและชาวตุรกีเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น การลงมติของสภาคองเกรสด้วยคะแนน 405 ต่อ 11 เสียงเมื่อวันอังคารเป็นการผ่านข้อมติรับรองเป็นครั้งแรกว่าเหตุการณ์นั้นเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนีย แม้ว่าการเสนอข้อมติที่มีถ้อยคำแบบเดียวกันจะเคยล้มเหลวมาตลอดหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรคเดโมแครต กล่าวว่า นางรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมกับเพื่อนสมาชิกรำลึกการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 เป็นการสังหารอย่างเป็นระบบโดยจักรวรรดิออตโตมัน ที่ฆ่าผู้ชาย, ผู้หญิง และเด็กชาวอาร์เมเนียมากกว่า 1.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีราว 30 ประเทศที่รับรองว่าเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ.2458-2460 เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอร์โดอันกล่าวว่า การลงมติของสภาคองเกรสเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง และขู่ว่า สภาผู้แทนราษฎรของตุรกีจะผ่านข้อมติตอบโต้ เขาไม่ได้ระบุชัดว่าจะเป็นข้อมติเรื่องใด แต่ที่ผ่านมาแอร์โดอันเคยกล่าวสุนทรพจน์ถึงการกระทำทารุณโหดร้ายต่อชนพื้นเมืองอเมริกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศที่มีประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยรอยด่างพร้อยของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และระบบทาส ไม่มีสิทธิจะพูด หรือสอนตุรกี&amp;quot; เขากล่าวเมื่อวันพุธ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49225</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, จักรวรรดิออตโตมัน, สภาคองเกรส, อาร์เมเนีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191030/image_big_5db995d0ca849.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2019 21:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2019 20:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวโรฮีนจา 2 แสนคนชุมนุมรำลึกครบ 2 ปี &#039;ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชาวโรฮีนจาราว 200,000 คนชุมนุมที่ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองในบังกลาเทศเมื่อวันอาทิตย์&amp;nbsp; ในโอกาสครบ 2 ปี &amp;quot;การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; เมื่อกองทัพเมียนมาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศร่วมงานรำลึกครบรอบปีที่ 2 ที่กองทัพเมียนมาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างในรัฐยะไข่ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวโรฮีนจาราว 740,000 คนในรัฐยะไข่ของเมียนมาหลบหนีเอาชีวิตรอดข้ามพรมแดนมาบังกลาเทศในเดือนสิงหาคม 2560 ระหว่างการกวาดล้างของทหารและตำรวจเมียนมา โดยมีผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่อาศัยในบังกลาเทศอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วราว 200,000 คน ขณะนี้พวกเขากระจายกันอยู่ในค่ายลี้ภัยกว่า 30 แห่งในเมืองค็อกซ์บาซาร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศติดกับชายแดนเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม ในโอกาสครบ 2 ปีที่ทหารและตำรวจเมียนมาเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ผู้ลี้ภัยทั้งชายและหญิงพร้อมกับเด็กๆ ร่วมชุมนุมอย่างสงบในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองซึ่งเป็นค่ายผู้ลี้ภัยใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ ชาวโรฮีนจาระบุว่านี่คือการรำลึกถึง &amp;quot;วันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ซากีร์ ฮัสซัน ตำรวจบังกลาเทศประเมินตัวเลขชาวโรฮีนจาที่ร่วมชุมนุมมีราว 200,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทายาบา คาทุน ชาวโรฮีนจา อายุ 50 ปี กล่าวทั้งน้ำตาขณะมาร่วมชุมนุมว่า เขาต้องการมาเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกชาย 2 คนที่ถูกสังหาร และจะเรียกร้องไปจนกว่าลมหายใจสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โมฮิบ อุลเลาะห์ ผู้นำกลุ่มผู้ลี้ภัย กล่าวปราศรัยระหว่างการชุมนุมว่า พวกเขาต้องการเดินทางกลับบ้าน แต่ทางการเมียนมาต้องให้สถานะพลเมืองแก่พวกเขา, รับประกันความปลอดภัยและอนุญาตให้กลับไปตั้งรกรากในหมู่บ้าน พวกเขาเรียกร้องให้มีการเจรจากับรัฐบาลเมียนมาแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ แม้พวกเขาถูกทุบตี ถูกฆ่าและข่มขืนในรัฐยะไข่ แต่ที่นั่นก็ยังเป็นบ้านของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อ 3 วันก่อนความพยายามส่งกลับชาวโรฮีนจาล้มเหลว หลังจากเจ้าหน้าที่บังกลาเทศและยูเอ็นสัมภาษณ์ครอบครัวผู้ลี้ภัยเกือบ 300 ครอบครัว ไม่มีครอบครัวใดที่สมัครใจกลับเมียนมา เพราะกลัวจะถูกส่งตัวไปค่ายลี้ภัยพิเศษสำหรับผู้พลัดถิ่น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44251</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, ผู้ลี้ภัยโรฮีนจา, รัฐยะไข่, รำลึก 2 ปี, เมียนมา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190825/image_big_5d6293606a337.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 21:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐห้าม &#039;พล.อ.มิน อ่อง หล่าย&#039; เข้าประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐประกาศห้ามพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.เมียนมา และนายพลอีก 3&amp;nbsp; คน พร้อมครอบครัวของนายทหารเหล่านี้เดินทางเข้าสหรัฐ สืบเนื่องจากบทบาทของนายพลทั้ง 4 ในการ &amp;quot;กวาดล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ชาวมุสลิมโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2562 ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอ้างว่าใช้มาตรการลงโทษนายพลเมียนมาทั้ง 4 คนในครั้งนี้ หลังจากมีหลักฐานน่าเชื่อถือว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเมื่อ 2 ปีก่อน ที่ทำให้ชาวโรฮีนจาประมาณ 740,000 คนหนีข้ามพรมแดนเข้าสู่บังกลาเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันอังคารว่า การสั่งห้ามบุคคลเหล่านี้เข้าสหรัฐ ทำให้รัฐบาลสหรัฐเป็นรัฐบาลแรกในโลกที่ดำเนินการอย่างเปิดเผยกับผู้นำระดับอาวุโสที่สุดของกองทัพเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรายังคงกังวลว่ารัฐบาลพม่าไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อนำตัวบุคคลที่ต้องรับผิดชอบต่อการล่วงละเมิดและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาลงโทษ และยังคงมีรายงานต่อเนื่องด้วยว่ากองทัพพม่าก่อเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนและล่วงละเมิดทั่วประเทศ&amp;quot; ปอมเปโอกล่าวในแถลงการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาแล้ว อีก 3 คนได้แก่ พลเอกโซ วิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลจัตวาถั่น อู และพลจัตวาอ่อง อ่อง รวมไปถึงครอบครัวของนายพลทั้งสี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปอมเปโอซึ่งออกแถลงการณ์ครั้งนี้ระหว่างการประชุมกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนา ตอกย้ำผลการสอบสวนเมื่อปี 2560 ของเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐว่า การเข่นฆ่าชาวโรฮีนจาในพม่าเป็น &amp;quot;การกวาดล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; โดยเขาเลี่ยงใช้คำ &amp;quot;ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ตามที่ผู้แทนสอบสวนขององค์การสหประชาชาติเรียกขานเหตุการณ์ที่เกิดในรัฐยะไข่ของเมียนมา ขณะที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ได้เริ่มการไต่สวนเบื้องต้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแซงก์ชันของสหรัฐไม่ส่งผลถึงนางอองซาน ซูจี แต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อบอกว่า&amp;nbsp; สหรัฐหวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลพลเรือนแข็งแกร่งขึ้น และลดความชอบธรรมของผู้นำกองทัพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอริน เมอร์ฟี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่เคยทำงานใกล้ชิดด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเมียนมา กล่าวว่า คำสั่งห้ามเข้าสหรัฐแม้จะไม่กระทบพวกนายพลโดยตรงเท่าใดนัก แต่จะส่งผลถึงลูกหรือหลานของพวกเขาที่ต้องการเดินทางมาสหรัฐเพื่อท่องเที่ยวหรือศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้นแม้เธอจะเห็นว่าการห้ามเข้าสหรัฐเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่ามันจะเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อชาวโรฮีนจาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41246</URL_LINK>
                <HASHTAG>กวาดล้างเผ่าพันธุ์, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย, สหรัฐ, ห้ามเข้าประเทศ, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f23e6d25a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
