<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2019 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2019 20:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตัดสินจำคุกตระกูลดังฟิลิปปินส์ฆ่าหมู่ 57 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลฟิลิปปินส์มีคำพิพากษาคดี &amp;quot;ฆ่าหมู่มากินดาเนา&amp;quot; เมื่อ 10 ปีก่อน ที่มีเหยื่อถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม 58 ศพ รวมถึงนักข่าว 32 คน โดยตัดสินจำคุกจำเลย 43 คน หลายคนเป็นสมาชิกตระกูลอัมปาตวนผู้สั่งการ แต่อีกกว่า 50 คนพ้นผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดาล อัมปาตวน จูเนียร์ (แถวหน้า ซ้าย) พร้อมจำเลยคนอื่นๆ รอฟังคำพิพากษาเมื่อวันพฤหัสบดี&amp;nbsp; / SUPREME COURT - PUBLIC INFORMATION OFFICE / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า เหตุการณ์ฆ่าหมู่ที่จังหวัดมากินดาเนาทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งมีนักข่าวเสียชีวิตด้วย 32 คน เป็นการฆ่าหมู่สื่อมวลชนครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในโลก โดยเหยื่อนอกจากภรรยาและญาติของคู่แข่งทางการเมืองของตระกูลอัมปาตวนและผู้ติดตามแล้ว ยังรวมถึงประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แต่มาติดอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วย 6 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพิจารณาคดีที่ใช้เวลายาวนานเกือบทศวรรษได้บทสรุปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2562 เมื่อศาลในกรุงมะนิลามีคำพิพากษาคดีที่ฟ้องร้องจำเลยรวม 101 คนในคดีฆ่าหมู่มากินดาเนาแล้ว โดยศาลตัดสินว่าจำเลย 43 คน ทั้งที่เป็นตัวการและผู้สมรู้ร่วมคิด มีความผิดฐานฆาตกรรม 57 ศพ แต่ผู้พิพากษายกเลิกข้อหาฆาตกรรมเหยื่อรายที่ 58 เนื่องจากไม่พบศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมาชิกคนสำคัญของตระกูลนี้ 2 คนและจำเลยอีกมากกว่า 50 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจและสมาชิกกองกำลังติดอาวุธของตระกูลนี้ ศาลตัดสินว่าพ้นผิด เนื่องจาก &amp;quot;ยังมีข้อสงสัยที่สมเหตุสมผล&amp;quot; หรืออัยการไม่สามารถหาหลักฐานพิสูจน์ความผิดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกที่ศาลตัดสินว่าผิด นำโดยอันดาล อัมปาตวน จูเนียร์ ซึ่งวางแผนจะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมากินดาเนาแข่งกับเอสมาเอล มังกูดาดาตู พร้อมกับจำเลยอีก 27 คน ซึ่ง 7 คนเป็นญาติของเขา ถูกตัดสินจำคุกรายละไม่ต่ำกว่า 30 ปีโดยไม่มีทัณฑ์บน ส่วนจำเลยอีก 14 คนที่เป็นตำรวจและอีก 1 คนที่เป็นสมาชิกกลุ่มมือปืนของตระกูลนี้ ถูกตัดสินจำคุกตั้งแต่ 8 ปี ถึง 10 ปี ฐานสมรู้ร่วมคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มังกูดาดาตู ซึ่งภรรยาและน้องสาว 2 คนถูกฆ่าตายด้วย กล่าวว่า คำตัดสินนี้ทำให้พวกเขารู้เศร้าและสุขไปพร้อมกัน เพราะผู้ต้องสงสัยคนสำคัญบางคนถูกตัดสินว่ามีความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ใช้เวลาซักพยานหลายปากและมีขั้นตอนเกี่ยวกับเอกสารจำนวนมโหฬาร และถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดทั้งจากภายในและนอกประเทศว่าสถาบันในระบอบประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์สามารถทนต่อแรงกดดันจากอำนาจเงินและอิทธิพลได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตระกูลอัมปาตวนเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองในจังหวัดภาคใต้ที่ยากจนแห่งนี้ และมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับนางกลอเรีย มากาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในขณะนั้น ที่ปล่อยให้พวกเขาสร้างกองกำลังติดอาวุธขึ้นโดยหวังใช้เป็นกันชนต้านกบฏมุสลิมที่ก่อความไม่สงบในภูมิภาคนั้นมายาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการพิจารณาคดี อันดาล อัมปาตวน ซีเนียร์ ผู้นำตระกูลนี้ และจำเลยอีก 7 คน เสียชีวิตลงก่อน ผู้นำตระกูลอัมปาตวนรายนี้เป็นผู้ว่าฯ ในเวลานั้นและต้องการส่งต่ออำนาจให้อัมปาตวน จูเนียน ลูกชายของเขา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมังกูดาดาตู ซึ่งปัจจุบันเป็น ส.ส. ส่งภรรยานำคณะผู้ติดตามรวมถึงนักข่าว 32 คนไปยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งชิงเก้าอี้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการกล่าวว่า กลุ่มมือปืนตั้งด่านปิดกั้นขบวนรถของพวกเขาแล้วจี้บังคับให้ทั้งหมดไปยังเนินเขาใกล้เคียง ซึ่งกลายเป็นแดนสังหารด้วยห่ากระสุนและใช้เป็นหลุมฝังศพเหยื่อทั้งหมดพร้อมกับรถยนต์ของพวกเขา เหยื่อ 6 คนในนี้เป็นชาวบ้านโชคร้ายที่ขับรถผ่านมาแต่มาติดอยู่ที่ด่านและถูกต้อนไปฆ่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรดานักสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศยกย่องคำตัดสินนี้ แต่ก็เตือนว่าญาติของเหยื่อและพยานที่เข้าให้การยังมีความเสี่ยงต่อชีวิต เพราะผู้ต้องสงสัยอีก 80 คนยังลอยนวล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52869</URL_LINK>
                <HASHTAG>57 ศพ, ฆ่าหมู่นักข่าว, ฆ่าหมู่มากินดาเนา, ตระกูลอัมปาตวน, ตัดสินจำคุก, ฟิลิปปินส์, อันดาล อัมปาตวน จูเนียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191219/image_big_5dfb7e69e134b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุ่มมะกันแค้น บุกถล่มโรงพิมพ์ กราดยิงดับ5ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ชายอเมริกันผูกใจเจ็บสื่อท้องถิ่นที่เคยค้าความกันหลายปีก่อน บุกเดี่ยวสาดกระสุนฆ่าหมู่นักข่าวภายในห้องข่าวของหนังสือพิมพ์แคปิตอลกาเซตต์ในเมืองแอนแนโพลิส สังหารเหยื่ออย่างน้อย 5 ราย ตำรวจรุดถึงที่เกิดเหตุรวบตัวได้ทันควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดเหตุโจมตีสื่อมวลชนของสหรัฐอเมริกาครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2561 ตามเวลาท้องถิ่นรัฐแมริแลนด์ของสหรัฐ ซึ่งตรงกับเช้ามืดวันศุกร์ของไทย สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานอ้างคำกล่าวของตำรวจและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ว่า มือปืนรายนี้ใช้ปืนยิงประตูกระจก จากนั้นได้มองหาเหยื่อแล้วสาดกระสุนใส่ห้องข่าวของเครือหนังสือพิมพ์แคปิตอลกาเซตต์แห่งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิลเลียม แครมฟ์ รักษาการผู้บังคับการตำรวจเทศมณฑลแอนน์อารัลเดล เจ้าของพื้นที่ แถลงข่าวภายหลังเหตุการณ์สงบลงแล้วว่า เหตุการณ์นี้คนร้ายตั้งใจมาโจมตีสื่อท้องถิ่นรายนี้ เขาเตรียมตัวมายิงคน โดยมีเจตนาทำร้ายผู้คน ผู้เสียชีวิต 1 ใน 5 รายคือ ร็อบ ไฮอาเซ็น ผู้ช่วยบรรณาธิการวัย 59 ปี ส่วนเหยื่ออีก 4 คนที่เหลือนั้น เป็นนักข่าว 3 คน ได้แก่ เวนดี วินเทอร์ส อายุ 65 ปี, เจอรัลด์ ฟิสช์แมน อายุ 61 ปี และจอห์น แม็กนามารา ซึ่งไม่ทราบอายุ อีกคนเป็นผู้ช่วยฝ่ายขายชื่อรีเบคกา สมิธ อายุ 34 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ตำรวจท้องถิ่นจะยังไม่เปิดเผยชื่อของผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมตัวไว้ แต่แคปิตอลกาเซตต์ และบัลติมอร์ซันซึ่งเป็นเจ้าของกลุ่มสื่อท้องถิ่นรายนี้ รายงานว่า มือปืนคือจาร์รอด รามอส ซึ่งเป็นชายผิวขาวชาวเมืองลอเรล วัย 38 ปี ข้อมูลจากศาลในรัฐแมริแลนด์แห่งนี้ระบุว่า เขาเคยฟ้องร้องอดีตคอลัมนิสต์และอดีตบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เดอะแคปิตอลที่อยู่ในเครือกลุ่มสื่อแห่งนี้เมื่อปี 2555 ฐานหมิ่นประมาท แต่ในปี 2558 ศาลอุทธรณ์รัฐแมริแลนด์ยืนคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่ตัดสินว่านักข่าวไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่รามอสยื่นฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตัดสินของศาลกล่าวว่า บทความที่เขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของรามอสที่คุกคามหญิงคนหนึ่งทางเฟซบุ๊กนั้นถูกต้องแล้ว โดยอ้างอิงจากคำสารภาพผิดของเขาและเอกสารของทางราชการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิล เดวิส ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม กล่าวว่า เขาซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะทำงานเหมือนกับพนักงานคนอื่น สภาพภายในห้องข่าวนั้นเหมือนสมรภูมิรบ เขาไม่รู้ว่าทำไมมือปืนจึงหยุดยิง &amp;quot;ไม่มีอะไรน่ากลัวยิ่งไปกว่าการหลบอยู่ใต้โต๊ะทำงานแล้วได้ยินเสียงคนหลายคนโดนยิง และเสียงมือปืนบรรจุกระสุนใหม่&amp;quot; กาเซตต์รายงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการแมริแลนด์กล่าวว่า ตำรวจเมืองแอนแนโพลิสซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐนี้ ไปถึงที่เกิดเหตุภายใน 1 นาทีหลังจากได้รับแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 911 และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ไว้ได้ขณะกำลังซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ ขณะนั้นเขาวางอาวุธปืนไว้ที่พื้นแต่ไม่อยู่ในระยะคว้าถึง ตำรวจยังพบวัตถุต้องสงสัยที่เข้าใจว่าเป็นระเบิดอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่แครมฟ์กล่าวในเวลาต่อมาว่าวัตถุนั้นคือระเบิดควัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของดับเบิลยูเจแซด สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของบัลติมอร์ กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับการสอบสวน และดูเหมือนว่าเขาพยายามกลบเกลื่อนลายนิ้วมือไม่ให้ตรวจสอบได้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวกับรอยเตอร์ว่า ตำรวจกำลังสอบสวนคดีนี้เป็นคดีท้องถิ่นที่ไม่มีความเชื่อมโยงถึงการก่อการร้าย ขณะคำแถลงของแครมฟ์ก็ยังไม่ได้ระบุมูลเหตุจูงใจที่ทำให้คนร้ายพุ่งเป้าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้หรือนักข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคปิตอลกาเซตต์มีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเครือหลายฉบับ โดยเดอะแคปิตอลเป็นหนังสือพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งของสหรัฐ นับย้อนประวัติไปได้ถึงปี พ.ศ. 2427
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การโจมตีสื่อมวลชนครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีของสหรัฐยังทำให้ทางการสหรัฐตื่นตัวเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเมืองบัลติมอร์และนิวยอร์กซิตี รวมถึงสำนักงานของนิวยอร์กไทมส์และสื่ออีกหลายแห่งเพื่อป้องกันไว้ก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้องค์กรสื่อหลายแห่งประณาม รวมถึงองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับรายงานสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ และต่อมาทรัมป์ทวีตแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา รวมถึงขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เข้าไประงับเหตุทุกนาย ส่วนซาราห์ แซนเดอร์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวผ่านทวิตเตอร์เช่นกันว่า การใช้ความรุนแรงโจมตีนักข่าวบริสุทธิ์ที่กำลังทำหน้าที่ของพวกเขาถือเป็นการโจมตีคนอเมริกันทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าหมู่นักข่าว, ผูกใจเจ็บ, รัฐแมริแลนด์, วิลเลียม แครมฟ์, หนังสือพิมพ์, แคปิตอลกาเซตต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b3642c80085a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
