<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2019 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2019 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก37ปี4เดือน!&#039;โก้&#039;มือฆ่าโหด&#039;ไฮโซเชอรี่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ย. 62 - ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีฆ่าไฮโซเชอรี่ หมายเลขดำ อ.3493/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอัศยา หรือโก้ ชัยภา อายุ 34 ปีเศษ ชาว จ.ชัยภูมิ&amp;nbsp; เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288, ทำให้เสียหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น ม.188, ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดหรือชำระสินค้า 269/5, 269/7 และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน
&amp;nbsp;
โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2561 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 &amp;ndash; 27 ก.ค. 2561 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยใช้ไม้เบสบอลเหล็กขนาดยาว 70 ซม. เป็นอาวุธตี ที่ศีรษะ ใบหน้า ลำตัว และสะบักขวา ของ น.ส.ธิติมา หรือไฮโซเชอรี่ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ อายุ 39 ปี นักธุรกิจสาวด้านอสังหาริมทรัพย์ แฟนสาว ที่อวัยวะสำคัญหลายครั้ง ทำให้ น.ส.ธิติมา มีบาดแผลที่ศีรษะ ใบหน้า กราม สะบักขวา กะโหลกศีรษะแตก เลือดคั่งในสมอง กระดูกซี่โครงด้านขวาหักจน ถึงแก่ความตาย หลังก่อเหตุจำเลยได้ลักทรัพย์ของผู้ตาย เป็นรถยนต์เบนซ์, โทรศัพท์มือถือ, เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม ของผู้ตายไป มูลค่า 1,080,000 บาท รวมทั้งเอกสารบัตรเดบิต ธนาคารออมสิน ของผู้ตายไปใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินหรือชำระสินค้าบริการอื่น หลบหนีไปประเทศกัมพูชา เหตุเกิดในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งย่าน ซ.ประดิษฐ์มนูธรรม 19 แขวง-เขตลาดพร้าว กทม. โดยจำเลยให้การรับสารภาพ
&amp;nbsp;
วันนี้ศาลเบิกตัวนายอัศยา จำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมาฟังคำพิพากษา ขณะที่นายอำนวย วิชัยโชติ บิดาของไฮโซเชอรี่ ในฐานะโจทก์ร่วม ก็เดินทางมาฟังคำพิพากษา
&amp;nbsp;
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่าจำเลยใช้ไม้เบสบอล ซึ่งเป็นท่อนเหล็กขนาดใหญ่ตีศีรษะผู้ตาย เป็นอวัยวะสำคัญ จนทำให้กะโหลกศีรษะแตกหลายเสี่ยง ย่อมเล็งเห็นผลมีเจตนาฆ่า ส่วนที่จำเลยอ้างเป็นการบันดาลโทสะ เนื่องจากผู้ตายด่าทอและพาดพิงบิดามารดาจำเลย และที่ผ่านมามีปากเสียงทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง เห็นว่าการบันดาลโทสะต้องเกิดจากการกระทำที่ข่มเหงอย่างร้ายแรงหรือไม่เป็นธรรม ซึ่งในวันเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายอยู่ในห้องด้วยกัน 3 ชั่วโมง เชื่อว่าไม่น่ามีปากเสียงทันทีที่เข้าห้องพักตามที่จำเลยอ้าง กรณีไม่อาจถือว่าผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรง โดยสาเหตุน่าจะมาจากความหึงหวง หรือจำเลยขอเงินผู้ตายไปชำระหนี้พนัน เพราะหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีเข้าบ่อนประเทศกัมพูชา การกระทำของจำเลยไม่ใช่เหตุบันดาลโทสะ ส่วนที่จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบไปซื้อสินค้าและลักทรัพย์ เมื่อจำเลยถูกจับกุมพบมีทรัพย์สินของผู้ตายหลายรายการ และจำเลยก็ให้การว่านำเงินไปใช้จ่ายที่ประเทศกัมพูชา ถือเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง
&amp;nbsp;
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกตลอดชีวิต, ลักทรัพย์ จำคุก 3 ปี และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน แต่การนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 33 ปี 4 เดือน, ลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลย 37 ปี 4 เดือน พร้อมริบของกลาง และให้คืนทรัพย์สินแก่โจทก์ร่วม
&amp;nbsp;
ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ขณะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายอัศยา จำเลยออกจากห้องพิจารณากลับไปคุมขัง นายอัศยาได้ก้มลงกราบ 1 ครั้ง ขอขมานายอำนวย บิดาของไฮโซเชอรี่ที่เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย โดยนายอำนวยมีท่าทีนิ่งเฉย ซึ่งต่อมานายอำนวยเปิดเผยถึงความรู้สึกหลังฟังคำพิพากษาว่า พอใจในคำพิพากษาระดับหนึ่ง แต่อยากให้คนร้ายได้รับโทษหนักกว่านี้ อยากจะอุทธรณ์คดีต่อไป ไม่ให้อภัย เป็นการกระทำที่เกินไป ส่วนความเป็นอยู่ของครอบครัวนั้น ที่ผ่านมาก็พยายามทำใจกับเรื่องที่เกิดมาแล้ว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50255</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก37ปี4เดือน, ฆ่าโหด, ศาลอาญา, โก้, ไฮโซเชอรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dccd2d696e88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฆ่าสาวหมกเก๋ง ทุบหน้า-ถุงคลุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ฆ่าโหดสาวฐานะดี ฆาตกรจับครอบหัวด้วยถุงพลาสติกจนเสียชีวิตเพราะขาดอากาศ ทิ้งศพไว้ในรถเก๋ง ทรัพย์สินติดตัวหายไป เหลือมือถือไว้เครื่องเดียว คาดสาเหตุไม่ชิงทรัพย์ก็หักหลังด้านธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชัชนันต์ พรบุตร ผกก.สภ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ รับแจ้งพบหญิงสาวนอนเสียชีวิตบริเวณที่วางเท้าเบาะหลังคนขับ ในรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ทะเบียน กข 6485 อำนาจเจริญ บนถนนลูกรังริมคลองชลประทาน ห่างหมู่บ้านน้ำท่วม ต.ไร่ขี อ.ลืออำนาจ 1 กม. จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีขาว จอดอยู่ ภายในรถพบศพหญิงสาวนอนเสียชีวิต ที่ศีรษะมีถุงพลาสติกครอบ จึงนำร่างออกจากรถ ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.ดวงจันทร์ ทวีพันธ์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 4 บ้านกุดซวย ต.คำพระ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ จากการชันสูตรพลิกศพ พบบาดแผลถูกทำร้ายที่ใบหน้า กกหู จากนั้นนำศพส่ง รพ.ลืออำนาจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตและนำส่งต่อเพื่อผ่าพิสูจน์ศพที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เพื่อหาสาเหตุการตายในครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชัชนันต์กล่าวว่า เบื้องต้นตั้งสาเหตุการตายไว้ 2 ประเด็น คือ ฆ่าชิงทรัพย์และหักหลังทางธุรกิจ เพราะทรัพย์สินของผู้ตายหาย มีเพียงโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องตกอยู่ในรถ นอกจากนี้ ทราบว่าผู้ตายมีอาชีพปล่อยเงินให้กู้ด้วย ซึ่งจะได้สืบสวนสอบสวนติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ โสภาลุน อายุ 51 ปี พ่อของผู้ตาย เผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 เม.ย. ตนขับรถคันดังกล่าวไปรับลูกสาวที่สนามบินจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนลูกสาวจะแวะกดเงินจำนวนหนึ่ง ไม่ทราบจำนวนแน่ชัด และกลับมาที่บ้าน ต่อมาลูกสาวบอกว่าจะออกไปทำธุระข้างนอก จากนั้นก็หายเงียบไป ติดต่อไม่ได้ จึงต้องประกาศตามหาคนหายผ่านเพจฮักอำนาจเจริญ กระทั่งมีคนมาพบรถและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนเจ้าหน้าที่จะติดต่อตนและครอบครัวให้มาดู ว่าใช่รถของลูกสาวที่หายตัวไปหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวินัย สายสิน อายุ 50 ปี ผู้ใหญ่บ้านน้ำท่วม เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากลูกบ้าน คือนายศรีจันทร์ ปรือทอง อายุ 55 ปี ที่เป็นคนพบรถคันดังกล่าวคนแรก โดยพบว่าจอดตั้งแต่เมื่อช่วงเวลา 15.00 น. กระทั่งถึง 17.00 น. พอนายศรีจันทร์เดินทางกลับถึงบ้านก็เห็นประกาศคนหาย และรถคันที่ประกาศหายตรงตามที่เห็น จึงแจ้งมายังตน ตนจึงแจ้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพิชิต โสภาลุน ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดอำนาจเจริญ เปิดเผยว่า น.ส.ดวงจันทร์เป็นลูกพี่ลูกน้องตน ทำอาชีพธุรกิจส่วนตัว เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ขับรถไปทำธุระแล้วหายไป โทรศัพท์ก็ปิดเครื่อง จึงเป็นห่วงก็เลยประกาศหาผ่านสังคมโซเชียลในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ กระทั่งมีผู้พบรถเก๋งตามที่ประกาศ เชื่อว่าถูกลวงไปฆ่าเพื่อชิงทรัพย์สิน ซึ่งกระเป๋ามีเงินอยู่หลายแสนบาท รวมถึงทองรูปพรรณจำนวนหนึ่งหายไป มูลค่าร่วม 1 ล้านบาท คาดว่าเป็นคนรู้จักกันลวงมาฆ่า โดยถูกทำร้ายจนสลบ และใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะทำให้ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตในที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6567</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าชิงทรัพย์, ฆ่าโหด, ถนนลูกรังริมคลองชลประทาน, นายอนันต์ โสภาลุน, ปล่อยเงินให้กู้, พ.ต.อ.ชัชนันต์ พรบุตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หักหลังทางธุรกิจ, เสียชีวิตเพราะขาดอากาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180405/image_big_5ac62baba213d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
