<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แป๊ะเคลียร์‘วิน’ลงผู้ว่าฯ พท.ไล่ฉะก๊วนทิ้งพรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกต.รับรองนายก อบจ.เพิ่ม 4 แขวนอีก 7 จังหวัด รับทราบมติ ครม.ไฟเขียวเลือกตั้งเทศบาล พท.ยังกั๊กชี้ส่งคนลงสมัครในนามพรรค &amp;quot;อัศวิน&amp;quot; ลั่นฟิตปั๋งพร้อมชิงผู้ว่าฯ กทม. เผย &amp;quot;จักรทิพย์&amp;quot; โทร.ถาม &amp;quot;ลูกพี่เอาไง&amp;quot;&amp;nbsp; &amp;quot;พิชัย&amp;quot; โวยคนออกจากพรรค อย่าเนรคุณตกปลาในบ่อเพื่อไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 13 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณารับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตามที่สำนักงาน กกต.เสนอเพิ่มอีก 11 จังหวัด และมีมติประกาศรับรองผลในส่วนของนายก อบจ.เพิ่ม 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.นครสวรรค์ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์, จ.นครนายก นายจักรพันธ์ จินตนาพากานนท์, จ.กำแพงเพชร นายสุนทร รัตนากร และ จ.ศรีสะเกษ นายวิชิต ไตรสรณกุล ส่วนอีก 7 จังหวัด คือ เชียงราย&amp;nbsp; นครศรีธรรมราช พังงา ประจวบคีรีขันธ์ กาฬสินธุ์ เชียงใหม่ นครพนม มีเรื่องร้องเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนหน้านี้ กกต.ได้มีการพิจารณาเรื่องการรับรองผลการเลือกตั้งนายกและสมาชิก อบจ.ไปแล้ว 57 จังหวัด รวมจนถึงขณะนี้ กกต.พิจารณาไปแล้ว 68 จังหวัด และคาดว่าส่วนที่เหลืออีก 8 จังหวัด จะมีการพิจารณาในการประชุม กกต.วันที่ 14 ม.ค. ก่อนที่กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งตามที่มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น กำหนดไว้ว่า หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน ส่วนจังหวัดที่ กกต.แขวนเอาไว้ คือยังไม่พิจารณาเพราะมีเรื่องร้องเรียน กกต.ยังมีอำนาจในการพิจารณาอีก 30 วัน ซึ่งจะครบกรอบเวลาดังกล่าวในวันที่ 19 ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาเทศบาลที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 12 ม.ค.นั้น ที่ประชุมได้รับทราบ แต่ยังไม่มีการหารือ เนื่องจากยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่า กกต.จะพิจารณาเรื่องการประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งเทศบาล เลือกตั้งเทศบาล การกำหนดวันรับสมัคร และวันเลือกตั้ง ในช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้ ก่อนที่ กกต.จะประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งในช่วงต้นเดือนก.พ. ทั้งนี้ กกต.จะต้องดำเนินการในเรื่องของการแบ่งเขต คำนวณค่าใช้จ่าย และคำสั่งแต่งตั้งกรรมการประจำท้องถิ่นเสร็จสิ้นก่อน ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 กำหนด ซึ่งขณะนี้ในส่วนของการแบ่งเขตยังไม่แล้วเสร็จจำนวน 4 แห่ง ใน 2 จังหวัด คือระนองและประจวบคีรีขันธ์ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเทศบาลไม่น่าจะมีปัญหา เพราะจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีไม่มากเหมือนการเลือก อบจ. โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งเทศบาลมีเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อบจ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมตัวลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ว่าก่อนอื่นต้องถามว่าสื่ออยากให้ลงหรือไม่ ซึ่งวันนี้ยังไม่มีการประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการ ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่เตรียมตัวฟิตร่างกายตลอด ซึ่งประชาชนก็รู้ว่าตนเตรียมตัวอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ด้วยใช่หรือไม่ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า &amp;ldquo;เขาก็โทร.มาหารือผม ถามผมว่าลูกพี่เอาไง ผมบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า ได้พูดคุยกับนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในเรื่องการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.อัศวินตอบว่า วันนี้ไม่ได้คุยกันเรื่องการเมือง คุยเเต่เรื่องการสำรวจการก่อสร้างอาคารรัฐสภาเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งระดับเทศบาลว่า พรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้พูดคุยกันเรื่องนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่เนื่องจาก กกต.ยังไม่ได้ประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจนออกมา จึงยังไม่ได้มีมติว่าจะส่งผู้สมัครในนามพรรคหรือไม่อย่างไร เพราะต้องขอประชุมพูดคุยกันก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยเข้มแข็งและแข็งแกร่ง ไม่ได้ปั่นป่วน ส่วนกระแสความสับสนน่าจะเกิดมาจากการสร้างกระแสของกลุ่มคนที่ออกจากพรรคไปแล้ว โดยอยากขอเตือนไปยังผู้ที่ออกจากพรรคไปและพยายามสร้างความปั่นป่วนให้กับพรรค ทั้งที่พรรคได้ให้โอกาส และเคยได้รับการสนับสนุนจากพรรคจึงไต่เต้าขึ้นมาได้ อย่าได้คิดอกตัญญูโดยการให้ร้ายพรรค เพราะจะสะท้อนภาพลักษณ์ที่แย่ไปหากลุ่มคนเหล่านั้นเอง ที่ผ่านมาปัญหาของพรรคเกิดจากภาวะผู้นำและยุทธศาสตร์การบริหารที่ผ่านมาไม่สร้างความหวังให้กับประชาชน ความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีตกต่ำอย่างสุดๆ แล้ว แต่กลับไม่สามารถทำตัวเองให้เป็นทางเลือกของประชาชนได้ พรรคจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้น เพื่อให้เป็นความหวังของประชาชนได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากให้ยึดหลักศาสนาพุทธ ที่ต้องรู้จักกตัญญูรู้คุณ และต้องมีหิริโอตตัปปะ หรือการละอายและการเกรงกลัวต่อบาป อย่าปากพูดอย่าง แต่กลับมีการกระทำอีกอย่าง อย่าทำตัวเป็นก้อนหินถ่วงพรรค ออกไปแล้วก็ควรเอาเศษหินออกไปด้วย พรรคจะได้ขับเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่มีอุปสรรค ถ้าหวังดีกับพรรคจริงก็ควรจะออกไปด้วยกันโดยดี จากกันด้วยดี อย่าคิดจะมาตกปลาในบ่อของพรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าละอายอย่างมาก และขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการแตกสาขาไปพรรคอื่น และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยหลักคิดและแนวทาง ประกอบกับประวัติศาสตร์ของพรรคที่พัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนมาตลอด มีนโยบายที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และจะมีนโยบายที่โดนใจประชาชนต่อเนื่องไปถึงอนาคต ที่เป็นจุดแข็งของพรรค ประกอบกับภาวะการบริหารประเทศที่ย่ำแย่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยจะชนะอย่างถล่มทลายแน่นอน&amp;quot; นายพิชัยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในบริบทของพรรคเพื่อไทยมีการพัฒนามาจากพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงพรรคเพื่อไทย วันนี้ในสถานการณ์โควิดเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรต้องมีการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับต้นไม้ที่ผลิใบใหม่อยู่ทุกปี พรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน คนรุ่นเก่าออกไป คนรุ่นใหม่ก็เข้ามาแทนที่ ความคิดล้าหลังก็ต้องหมดไป ความคิดใหม่มาแทนที่ ที่สำคัญที่สุดพรรคเพื่อไทยมีจุดแข็ง 2 เรื่องคือ จุดยืนเรื่องประชาธิปไตยที่มั่นคง และผู้ใหญ่ของพรรคมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจและความรู้รอบด้าน จึงมีคำถามว่า การนำที่ผ่านมาก่อนการเปลี่ยนแปลงล่าสุดนั้น พรรคเป็นอย่างไร เดินไปข้างหน้า อยู่กับที่หรือถอยหลัง เชื่อว่าหลายคนคงมีคำตอบในใจ ดังนั้นพรรคจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทั้งการนำของคน นำบุคลากรของพรรคที่มีความน่าเชื่อถือและมีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่บริหารพรรคเพื่อนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างแน่นอน คนที่ออกไปไม่สามารถนำพรรคไปสู่ชัยชนะได้ ต้องยอมรับให้คนอื่นที่มีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทน และเมื่อออกไปแล้วขอให้คิดถึงอดีตว่าพรรคเพื่อไทยเป็นบ้านที่เคยอยู่ อย่าหันกลับมาทำร้ายพรรค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89771</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., งนายก อบจ., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลือกตั้งเทศบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5fff064973e29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
