<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งบ 3.2 ล้านล้านบาท  บทพิสูจน์ฝีมือ “สมคิด”  ในวันไม่ power full เหมือนเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความชัดเจนแล้วว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาล นั่นก็คือ ร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 ในวาระแรก เนื่องจากตามกรอบเวลา ทางสภาฯ จะปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 ก.ย.ที่จะถึงนี้ แต่กระบวนการขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 รัฐบาลและสำนักงบประมาณส่งสัญญาณมาแล้วว่าจะให้นำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 เข้าสู่ความเห็นชอบของที่ประชุม ครม.ในวันอังคารที่ 6 ส.ค.นี้ ทำให้ตามขั้นตอน รัฐบาลไม่สามารถส่งร่างไปที่สภาก่อน 18 ก.ย.ได้ จึงต้องมีการเปิดสภาสมัยวิสามัญตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2563 เป็นการจัดทำงบประมาณภายใต้กรอบวงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท โดยเป็น งบประมาณขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท ส่วนประมาณการจัดเก็บรายได้ในปีงบฯ 63 ตั้งเป้าไว้ที่ 2.75 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตามขั้นตอนหลังจาก ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ดังกล่าววันอังคารนี้ จากนั้นทุกหน่วยงานภาครัฐจะต้องส่งคำของบประมาณในวันที่ 9 ส.ค. ส่วนตัวร่างรัฐบาลจะส่งไปที่สภาเพื่อให้สภาพิจารณาเห็นชอบในขั้นรับหลักการหรือวาระที่ 1 ในวันที่ 17 ต.ค. โดยสภามีวาระการพิจารณากรอบเวลา 105 วัน และ ส.ว. 20 วัน รวม 125 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คาดว่าจะผ่านสภาในวาระที่ 2-3 ประมาณต้นเดือนมกราคม 2563 จากนั้นจึงเสนอวุฒิสภาพิจารณาประมาณกลางเดือนมกราคม 2563 และคาดว่าจะสามารถนําร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายประมาณปลายเดือนมกราคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ ก่อน ครม.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 ในวันอังคารที่จะถึงนี้ ทางรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดย พลเอกประยุทธ์ ระบุตอนหนึ่งในการประชุมเพื่อมอบนโยบายกับผู้เกี่ยวข้องกับการจำทำงบประมาณไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;การจัดทำงบประมาณต้องทำให้สอดคล้องกับปัจจัยทั้งภายในและภายนอก โดยจะรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณและการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่าย คือเครื่องมือสำคัญของรัฐบาล ในการทำให้นโยบาย-โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลได้เคยหาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เพราะหากไม่มีงบประมาณ สิ่งที่หาเสียงไว้ก็ย่อมทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่เต็มที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนกับการใช้ชีวิตของคนเรา หากไม่มีเงินในกระเป๋า ก็ย่อมทำให้ชีวิตติดขัด ไม่สามารถจับจ่ายซื้อของ ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้ หรือบริษัทห้างร้าน หากไม่มีเงินในบัญชีบริษัท ก็ทำให้กิจการมีปัญหา ไม่มีเงินจ่ายแม้แต่ค่าน้ำ-ค่าไฟ ก็ต้องเลิกกิจการไป ดังนั้น เงิน ที่ในภาครัฐ ก็คือ งบประมาณรายจ่าย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ต่อการทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลสามารถเดินหน้าไปได้ รวมถึงสามารถผลักดันโครงการ-นโยบาย ที่จะเป็นจุดขายสำคัญทางการเมืองให้รัฐบาลนำไปหาเสียง-ประชาสัมพันธ์ได้ว่าเป็น ผลงานรัฐบาล เพื่อผลทางการเมืองในวันข้างหน้าของพลเอกประยุทธ์และพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรค ที่กำกับดูแลกระทรวงต่างๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 2 แม้จะมีจุดแข็ง-ผลงานบางด้าน ที่สามารถนำไปหาเสียงประชาสัมพันธ์ได้ว่า เป็นผลงานของรัฐบาล แต่ จุดอ่อน-ข้อตำหนิ ที่สำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 1 ก็คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ปัญหาเศรษฐกิจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่ถูกโจมตี ดิสเครดิตมาตลอด โดยเฉพาะซีกการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล คสช. จนถึงรัฐบาลประยุทธ์ 2 ในเวลานี้ที่ก็จะพบว่า ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา ประชาชนเดือดร้อน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ค่าครองชีพทุกอย่างปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนร้องระงมว่ารัฐบาลสอบตกในเรื่องเศรษฐกิจ เสียงสะท้อนเหล่านี้ได้ถูกฝ่ายค้านนำมาอภิปรายดิสเครดิตรัฐบาลกลางที่ประชุม จนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจประยุทธ์ 1 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนากฯ ต้องลุกขึ้นชี้แจงเรื่องเศรษฐกิจกลางที่ประชุมรัฐสภาถึงสองรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลุกขึ้นพูดกลางที่ประชุมรัฐสภาสองรอบดังกล่าวของ สมคิด ที่รอบนี้ก็กลับมาเป็น หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 2 อีกครั้ง เพราะแม้รัฐบาลจะมีรองนายกฯ ที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองอีกสองคนที่คุมกระทรวงเศรษฐกิจ คือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ควบรองนายกฯ-รมว.พาณิชย์ โดยมีเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ปชป. เป็น รมว.เกษตรฯ ขณะที่ ภูมิใจไทย ทางอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เป็นรองนายกฯ โดยมีคนในพรรคคือ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็น รมว.คมนาคม และพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.การท่องเที่ยวฯ อีกทั้งมติ ครม.เมื่อวันอังคารที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบให้มีการตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ก็คือ ครม.เศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยมีพลเอกประยุทธ์เป็นประธาน แต่สมคิดก็ยังเป็น รองประธานกรรมการคนที่ 1 ซึ่งในความเป็นจริง สมคิด ก็คือ กัปตันทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล อยู่ดี เพียงแต่การให้พลเอกประยุทธ์เป็นประธาน ก็เป็นการจัดทัพที่ต้องการให้พลเอกประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจในรัฐบาลผสม 19 พรรคการเมือง เพื่อจะได้ทำให้การขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะเวลาแก้ปัญหาเร่งด่วนต่างๆ หรือต้องมีการตัดสินใจบางเรื่อง ที่อาจมีผลทางการเมืองสูงตามมา การให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานหัวโต๊ะรับรู้และเป็นผู้นำการตัดสินใจก็ย่อมทำให้ได้รับความเกรงใจจากรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองอื่นที่อยู่ใน ครม.เศรษฐกิจ แต่คนที่เป็นกัปตันทีมเศรษฐกิจจริงๆ ที่จะแสดงฝีมือให้เห็นว่ารัฐบาลประยุทธ์ 2 สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นได้ แข็งแกร่งขึ้น แก้ปัญหาประชาชนในด้านต่างๆ ได้ โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ ทั้งหมดก็อยู่ที่การนำพาของ สมคิด ในวันที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หลังก่อนหน้านี้สมคิดถูกปรามาสว่า ขนาดรัฐบาล คสช.ที่มีอำนาจมากมาย ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาล มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่พร้อมจะผ่านร่างกฎหมายสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกฉบับ แถมพลเอกประยุทธ์เวลานั้นยังมีมาตรา 44 อยู่ในมือ แต่เศรษฐกิจยังมีปัญหา ประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว ทีมเศรษฐกิจของสมคิดยังล้มเหลว แล้วมารัฐบาลประยุทธ์ 2 ที่สมคิดไม่ได้ power full เหมือนเดิม จะไม่ยิ่งหนักกว่าเดิมหรือ ทั้งหมดก็อยู่ที่ สมคิด แล้วว่าจะลบคำปรามาสได้หรือไม่ โดยตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ สมคิดและทีมเศรษฐกิจรัฐบาล สามารถนำทีมเศรษฐกิจแก้ปัญหาต่างๆ และพากลไกเศรษฐกิจของประเทศแต่ละด้าน ทั้งการส่งออก-การผลิต-การลงทุน-การท่องเที่ยว-การเงินการธนาคาร เดินหน้าไปได้ก็คือ เม็ดเงินในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 ที่จัดสรรไว้ที่ 3.2 ล้านล้านบาท ที่หลายเม็ดเงินจะถูกนำไปใช้เพื่อผลักดันโครงการ-นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐเคยหาเสียงไว้ โดยจะถูกจัดสรรไว้ในงบกระทรวงต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนทิศทางด้านเศรษฐกิจของไทยต่อจากนี้จะเดินหน้าไปทางไหน ต้องบอกว่าไม่ต้องไปอ่านเอกสารนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาหลายสิบหน้าให้เสียเวลา หลายคนบอกว่าแค่ไปหาคลิปในโซเชียลมีเดียเพื่อเปิดฟังการลุกขึ้นชี้แจงของ สมคิด กลางที่ประชุมรัฐสภาตอนแถลงนโยบาย ก็เห็นเข็มทิศเศรษฐกิจประเทศไทยตลอดอายุรัฐบาลชุดนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เช่น แนวคิดการผลักดันนโยบายโครงการ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่รัฐบาลประยุทธ์ 1 ชูว่าคือผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล โครงการ EEC ก็ได้รับการการันตีว่าจะเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อเป็นจุดแข็งในการลงทุนของประเทศไทย ตามการชี้แจงของสมคิดกลางที่ประชุมรัฐสภาดังกล่าวตอนหนึ่งดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;EEC ผมเรียนท่านตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ถ้าท่านไม่มี EEC ท่านจะเอาอะไรไปขายสู้กับเวียดนาม เรามีอะไร ค่าแรงแพงกว่าเขาครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;EEC มันถึงเกิดขึ้นมา พยายามทำให้มันเป็นเบ้าหลอมของการนำเข้า-ส่งออก และเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีมูลค่า และให้มันเป็น Hub ของภูมิภาคนี้ โครงการมันก็เลยออก จริงอยู่โครงการเหล่านี้มันก็ต้องอาศัยเงิน ก็พยายามคิดว่า หนึ่ง งบประมาณ จะเซฟงบประมาณได้อย่างไร เซฟการกู้ได้อย่างไร ก็ออก Future Fund ออกมา Infra Fund ออกมา มันก็สำเร็จไปแล้ว 1 โครงการ เซฟเงินรัฐบาลไปได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท นี่เพียงแค่โครงการเดียว เราเน้น PPP การร่วมลงทุนกับเอกชน เซฟเงินรัฐบาลได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โครงการรถไฟ 3 สนามบินที่ EEC รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเลย เอกชนเขาหาพวกมาสู้กัน ประมูลแข่งกัน เขาชนะ เขาต้องทำให้เมืองไทย สิ่งเหล่านี้จะบอกว่าเฉพาะแค่ 3-4 วัน ได้ประโยชน์ได้อย่างไร เพราะเมื่อมี EEC แล้ว อุตสาหกรรมใหม่ๆ มันก็เกิดขึ้นที่นั่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วันนี้ 5 โครงการใหญ่ คือ แหลมฉบัง มาบตาพุด รถไฟ สนามบินอู่ตะเภา 4 โครงการนี้มันเริ่มเดินหน้าแล้ว เหลือแค่ MRO ศูนย์ซ่อมที่ยังไม่เดินหน้า ซึ่งจะต้องไปเร่งให้มันดีขึ้น ฉะนั้น EEC มันต้องเกิด เพราะว่าสร้างจุดขายใหม่ให้ประเทศไทย สร้างแรงดึงดูดให้กับประเทศไทย&amp;rdquo;.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42580</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, งบ 3.2 ล้านล้านบาท, งบ 3.2 ล้านล้านบาท  บทพิสูจน์ฝีมือ “สมคิด”  ในวันไม่ power full เหมือนเดิม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d444d3023b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
