<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติงบกลาง 869 ล้านบาท หนุนเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ พร้อมต่ออายุโครงการถึงสิ้นปีงบ 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติงบกลางฯ ปี 2564 รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 869.93 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนเกษตรกรของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ปี 2562 ส่วนงบประมาณอีก 47.86 ล้านบาท ให้กรมการข้าวปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2564 นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติขยายระยะเวลาการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ จากเดิมสิ้นสุดปีงบประมาณ 2564 เป็นสิ้นสุดปีงบประมาณ 2565 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์นี้ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้นโยบายการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและรายได้ของเกษตรกรและบริหารจัดการข้าวตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 2560-2564) กรอบวงเงินทั้งสิ้น 9,696 ล้านบาท เพื่อชดเชยรายได้จากการผลิตข้าวที่ได้ผลผลิตลดลงในระยะเริ่มต้นของการผลิตระบบอินทรีย์ต่อเนื่อง 3 ปี ไม่เกินรายละ 15 ไร่ สำหรับผลการดำเนินโครงการในปี 2560 - 2562 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 58 จังหวัด จำนวนทั้งสิ้น 5,818 กลุ่ม เกษตรกรกว่า 1.3 แสนราย รวมพื้นที่ 1.2 ล้านไร่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116679</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, ครม.อนุมัติ, งบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98cf98797.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เคาะงบกลาง 3,851 ล้านบาท ป้องกันน้ำท่วม-บรรเทาภัยแล้ง จำนวน 3,378 รายการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.อนุมัติงบกลางจำนวน 3,851.2251 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัย ปี 2564 และบรรเทาปัญหาภัยแล้งปี 2564/2565 จำนวน 3,378 รายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยรับงบประมาณ คือ 3 กระทรวง 5 ห​ลายน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย 9 จังหวัด (กำแพงเพชร เชียงราย นครศรีธรรมราช พะเยา พัทลุง พิจิตร ยโสธร สระบุรี หนองคาย) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 33 จังหวัด สำหรับรายการโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัย ปี 2564 และบรรเทาปัญหาภัยแล้งปี 2564/2565 อาทิ โครงการ ซ่อมแซมอาคารชลศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำ 1,028 รายการ วงเงิน 1,462.44 ล้านบาท โครงการขุดลอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำ 541 รายการ วงเงิน 540.33 ล้านบาท โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน 334 รายการ วงเงิน 538.59 ล้านบาท โครงการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นทั่วประเทศ 72 โครงการ วงเงิน 33.32 ล้านบาท โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค 120 รายการ วงเงิน 46.88 ล้านบาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงแผนงาน/โครงการ ทั้ง 3,378 รายการว่า ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2564 เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในฤดูฝนเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงแล้งปี 2564/2565 ในพื้นที่เป้าหมายเฝ้าระวังที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยและพื้นที่เฝ้าระวังที่อาจเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ซึ่งแผนงาน/โครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณในครั้งนี้ ต้องสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน และไม่เกินมกราคม 2565 ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116678</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, งบกลาง, อุทกภัย-ภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c9856bd5d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติงบกลาง 2,909 ล้านบาทเสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 3 จำนวน 1,766 โครงการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 7 ก.ย. 2564 อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นประจำปีงบประมาณ 2564&amp;nbsp;เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 3&amp;nbsp; จำนวน 1,766 โครงการ วงเงินรวม 2,909 ล้านบาท ดำเนินการ ใน10 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดแพร่&amp;nbsp;พิษณุโลก ตาก สุโขทัย ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อำนาจเจริญ อยุธยา ปราจีนบุรี และ สระแก้ว ใน 4 กลุ่มโครงการ ประกอบด้วยกลุ่มพัฒนาสินค้า ท่องเที่ยวบริการ และการค้า, กลุ่มยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร, กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และ กลุ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชน ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม &amp;ndash;ธันวาคม 2564 คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 29,765 คน และมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 3.54 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ครม.ยังได้เห็นชอบในหลักการสำหรับโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 4&amp;nbsp; จำนวน 1,434 โครงการ&amp;nbsp;วงเงินรวม 3,753 ล้านบาท ดำเนินการใน 14 จังหวัด ประกอบด้วย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ เลย นครพนม บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ลพบุรี อ่างทอง สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครนายก และยะลา ซึ่งหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้จัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอขอรับงบประมาณจาก ครม. ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ครม. มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามข้อสั่งการคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้อย่างเคร่งครัด และในกรณีที่เป็นโครการก่อสร้าง ปรับปรุงและซ่อมแซมถนนหรือเสริมผิวทางด้วยยางพารา ให้สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสม เหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการเป็นรายเส้นทางอีกครั้ง เนื่องจากโครงการลักษณะดังกล่าวมีงบประมาณดำเนินการค่อนข้างสูง เพื่อให้การใช้จ่ายเกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115930</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบกลาง, มติครม., เศรษฐกิจฐานราก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613751aeded4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 12:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;เผยที่ประชุมครม.อนุมัติงบฯกลาง1.2หมื่นล้านให้สธ.แก้ปัญหาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 &amp;nbsp;ส.ค.64-&amp;nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ 10 ส.ค.64 ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 12,669,218,318 บาท ให้กระทรวงสาธารณสุข จากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระยะการระบาดระลอกเมษายน 2564 ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ค่าตอบแทนเสี่ยงภัย ค่าล่วงเวลา (OT) และอื่นๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 4,543,574,263 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ค่าใช้สอย จำนวน 1,542,027,703 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินการต่าง ๆ อาทิ โรงพยาบาลสนามทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ การค้นหาเชิงรุก ค่าฉีดวัคซีนและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ค่าจ้างเหมาบริการอื่นๆ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ค่าวัสดุ จำนวน 6,367,645,590 บาท เป็นค่ายาฟาวิพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์ เวชภัณฑ์ วัสดุวิทยาศาสตร์ ร่วมถึงวัสดุสำหรับ อสม. เพื่อใช้ในการป้องกันโรค &amp;nbsp;ยาสมุนไพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 4.งบลงทุน ครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จำนวน 215,970,762 บาท โดยมีระยะเวลาการใช้จ่ายตั้งแต่เดือนก.ค.-ก.ย. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สำหรับยาฟาวิพิราเวียร์ ขณะนี้มีจำนวน 15.1 ล้านเม็ด และได้ให้องค์การเภสัชกรรมจัดหาเพิ่ม โดยทยอยส่งมอบในเดือนส.ค. &amp;ndash; ก.ย. 120 ล้านเม็ด และในเดือนต.ค. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 มีแผนจัดหาและส่งมอบอีกเดือนละ 100 ล้านเม็ด &amp;nbsp;และได้กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งรัดดำเนินการเบิกจ่าย ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะค่าตอบแทนเสี่ยงภัย ค่าล่วงเวลา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทุ่มเทปฏิบัติงาน ทั้งการดูแลรักษาผู้ป่วย การคัดกรองค้นหาผู้ติดเชื้อ การป้องกันควบคุมโรค รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณต่าง ๆ ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113063</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบกลาง, อนุทิน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210812/image_big_6114b04dd2962.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 19:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 19:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติงบกลางให้ สธ. 12,669 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนเสี่ยงภัย-โอที ค่าใช้สอยและบริการอื่นๆ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10&amp;nbsp;ส.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจำนวนเงิน 12,669,218,318 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าตอบแทนเสี่ยงภัย ค่าล่วงเวลา (OT)&amp;nbsp;ค่าตอบแทนคณะทำงาน/ผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษา/บุคคลภายนอก&amp;nbsp;ค่าใช้สอยและค่าจ้างเหมาบริการอื่นๆ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (5 พฤษภาคม 2564) อนุมัติกรอบวงเงินจำนวนเงิน 12,576,629,322 บาท&amp;nbsp;ซึ่งเดิมกำหนดระยะเวลาการใช้จ่ายตามแผนการใช้จ่ายไว้เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เดือนเมษายน-มิถุนายน 2564) แต่เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขยังมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่อง&amp;nbsp;จึงจะขอขยายระยะเวลาปฏิบัติงานในโครงการ/กิจกรรมเดิม และการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 งบกลาง รายจ่ายค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 ระยะการระบาดระลอกเมษา 2564 ออกไปเป็นระยะเวลา 6 เดือน คือเมษายน- กันยายน 2564 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112868</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, งบกลาง, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e43e53578d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานกมธ.ติดตามงบฯ ผุดไอเดียจัดงบกลางกระจายทั่วประเทศ หยุดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ส.ค.64- นายไชยา พรหมา ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เสนอรัฐบาลจัดสรรงบกลางจากการปรับลด 1.6 หมื่นล้านบาท กระจายทุกจังหวัดตามความรุนแรงของการระบาด โดยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ศบค.ระดับจังหวัดบูรณาการร่วมกันกับทุกส่วนราชการ ตาม พรบ.โรคติดต่อ เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดโดยเร็ว ตลอดจนการดูแลประชาชนให้ปลอดภัย จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเร่งด่วน จัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นช่วงการกักตัวของผู้ติดเชื้อ ตลอดจนการสร้างโรงพยาบาลสนามหรือศูนย์พักคอยผู้ติดเชื้อรอเตียง (Community Isolation) โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองตลอดจนองค์กรภาคประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบ เสนอแนะ การใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการแก้ไข เยียวยา การระบาดของโควิคในระดับจังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ในภาวะปกติ ต้องยอมรับความจริงว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการกลับคืนถิ่นของประชาชนจากการล็อกดาวน์ ส่งผลต่อภาคแรงงานคืนถิ่นทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งผู้ติดเชื้อต้องการกลับมาภูมิลำเนาเพื่อใกล้ชิดครอบครัว จนทำให้เกินขีดความสามารถของโรงพยาบาลในพื้นที่ ดังนี้ การแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ทั่วประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาเพราะรัฐบาลไม่ได้เตรียมงบประมาณส่วนนี้ในงบประมาณ ปี 2565 เลย การกระจายงบประมาณงบกลาง 1.6 หมื่นล้านบาท ควรคำนึงถึงตัวเลขการแพร่ระบาดจากกระทรวงสาธารณสุขและความรุนแรงของการระบาดโดยจัดลำดับตามพื้นที่สีต่างๆ ประกอบการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไชยากล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามงบ เราจะใช้กลไกของการตรวจสอบตามระบบรัฐสภาติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอให้ความมั่นใจว่า ไม่ได้ทำงานคนเดียว คณะกรรมาธิการมาจากทุกพรรคการเมือง ดังนั้นปล่อยให้ประชาชนล้มตายเพราะไม่ได้รับการรักษาไม่ได้ จะปล่อยให้ประชาชนนอนตามท้องถนนเพราะกลัวโควิดไปติดคนในครอบครัวต่อไปอีกไม่ได้ แม้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่ใจดำพอที่จะค้านทุกเรื่อง แล้วปล่อยให้ประชาชนต้องมาล้มตายไปต่อหน้าได้อีกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112376</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ติดตามงบฯ, งบกลาง, นายไชยา พรหมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610c9f2871cdc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ๋อย&#039;ร่ายยาวนายกฯคนนี้ไม่น่าไว้วางใจ แล้วงบ 1.63 หมื่นล้าน ควรไปไว้ที่ไหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ส.ค.64-นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Chaturon Chaisang หัวข้อ เพราะนายกฯ คนนี้ไม่น่าไว้วางใจ&amp;nbsp; แล้วงบ 1.63 หมื่นล้าน ควรไปไว้ที่ไหน ? มีเนื้อหาดังนี้
.
เห็นการโต้แย้งในเรื่องการโยกงบประมาณ 1.63 หมื่นล้านบาทที่คณะกรรมาธิการตัดลดได้ไปไว้ที่งบกลาง
ผมก็ทวีตข้อความไปว่า &amp;ldquo;ผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณมาหลายครั้ง แต่ไหนแต่ไรมา (ไม่นับช่วงที่พิจารณาใน สนช.) กรรมาธิการจะไม่โยกงบที่ตัดได้ไปไว้ที่งบกลางอย่างที่ทำกันคราวนี้ ที่แปลกเป็นพิเศษ คือมีฝ่ายค้านร่วมสนับสนุนด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นผมก็ตอบคำถามและแลกเปลี่ยนความเห็นไปอีกบ้าง
ก็คิดว่าได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ไปตามสมควรแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผอิญมีการวิจารณ์หรือโต้แย้งความเห็นของผมที่ยกมาข้างต้น แต่ไม่ได้โต้แย้งในหลักการหรือเหตุผล มีแต่บอกว่าผมไม่เคยทำงานตามรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่รู้จักมาตรา 144 ในรัฐธรรมนูญปัจุบัน
เลยคิดว่าต้องแสดงความเห็นเพิ่มเติมอีกหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่คือกรรมาธิการตัดงบจากหน่วยงานต่างๆ ได้ 1.63 หมื่นล้านบาท แล้วจะจัดสรรวงเงินนี้อย่างไร ให้ตรงประเด็นที่สุดก็คือควรโยกไปไว้ที่งบกลางหรือไม่เพราะเหตุใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปกติที่คณะกรรมาธิการตัดงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ก็เพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นหรือจำเป็นน้อย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอีกหลายหน่วยงานที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณ แต่กลับไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ คณะกรรมาธิการจึงรู้ดีว่ามีหน่วยงานไหนที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในเรื่องอะไรที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การโยกงบประมาณที่ตัดได้ไปไว้ที่งบกลาง กลายเป็นมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดกลับไปที่นายกรัฐมนตรี บรรดาข้อมูลที่คณะกรรมาธิการได้มาตลอดการทำหน้าที่ จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรในการจัดสรรงบประมาณ
แต่ไหนแต่ไรมา เป็นที่รู้กันดีว่างบกลางเป็นงบประมาณที่ตรวจสอบยาก การตั้งงบกลางมากหรือน้อยจึงต้องดูความจำเป็นและประสิทธิภาพในการใช้ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกประยุทธ์ นิยมใช้งบกลางมาตั้งแต่เป็นนายกฯ สมัย คสช.แล้ว ทั้งโอนงบจากหน่วยงานต่างมาไว้ที่งบกลาง งบเหลือจ่ายแทนที่จะโอนเข้าคลังก็โอนมาที่งบกลาง และการใช้งบกลางในช่วงนั้นก็ทำแบบตามอำเภอใจ เพราะไม่มีใครตรวจสอบได้ จนเคยตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ยังได้แก้ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ เพื่อเพิ่มอำนาจแก่ตนเองเป็นว่า &amp;ldquo;...ในกรณีที่มีความจําเป็นผู้อํานวยการโดยอนุมัตินายกรัฐมนตรีจะโอนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการใดรายการหนึ่งไปเพิ่มรายการอื่น ๆ ในงบกลางด้วยกันก็ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้งบกลางของพลเอกประยุทธ์ ตลอดมาถึงปัจจุบันเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีอะไรเป็นมรรคเป็นผล จำนวนมากไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงไม่ควรโยกงบประมาณที่คณะกรรมาธิการตัดได้ไปไว้ที่งบกลาง เพราะนายกฯ อาจจะเอาไปใช้ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์อีกเช่นเคย แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตไว้ว่าให้ใช้งบกลางจำนวนนี้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นายกฯ ก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะโยกไปใช้อย่างอื่นได้อยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดอีกแบบก็คือ เพราะนายกฯคนนี้ไม่น่าไว้วางใจ
ถามว่าแล้วจะโยกงบนี้ไปไว้ที่ไหน ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมาธิการและ ส.ส.ไม่สามารถเสนอแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณให้แก่หน่วยงานต่างๆ ได้ กติกาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 นี้ใช้มาหลายสิบปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเขียนขึ้นใหม่
แต่คณะกรรมาธิการก็สามารถนำเอาคำของบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ที่ขอกันมาเป็นแสนล้านมาพิจารณาคัดเลือกรายการที่เห็นว่าจำเป็นและเป็นประโยชน์ได้
การดำเนินการแบบนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องแบบนี้ ถึงแม้ไม่เคยเป็น ส.ส.หรือกรรมาธิการภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 แต่ก็พอจะหาความรู้และทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ส่วนจะเห็นตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112368</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.งบประมาณ65, งบกลาง, จาตุรนต์  ฉายแสง, ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610c7dc9f089d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
