<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต. ประกาศขยายระยะเวลาจัดทำและส่งงบการเงินของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค. 2564 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่สามารถจัดประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อรับรองงบการเงินได้ ก.ล.ต. จึงออกประกาศสำนักงาน เรื่อง การผ่อนผันเกี่ยวกับการจัดทำและส่งสำเนางบการเงินและรายงานการสอบบัญชีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี พ.ศ. 2563 เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จะขยายระยะเวลาในการจัดทำและส่งสำเนางบการเงินและรายงานการสอบบัญชีดังกล่าวต่อสำนักงาน จากเดิมที่กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 240 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี เป็นให้สามารถดำเนินการได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวข้างต้นจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113723</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., งบการเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611ca614d5561.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2018 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ปัดผู้บริหารไม่ได้รับค่าจ้าง 60 ล้านบาทต่อปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท.ปัดผู้บริหารไม่ได้รับค่าจ้าง 60 ล้านบาทต่อปี แต่ค่าจ้างดังกล่าว รวมของบอร์ด 5ชุด กว่า 42 ตำแหน่ง ย้ำพยายามลดค่าใช้จ่ายโดยตลอด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงถึงกรณีเอกสารค่าใช้จ่ายผลตอบแทนผู้บริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าการขึ้นไปและคณะกรรมการชุดต่างๆ ตาม พ.ร.บ.ธปท. จำนวน 61 ล้านบาท ในปี 2560 และ 62 ล้านบาท ในปี 2559 ตามที่ ไทยโพสต์ได้นำเสนอในข่าว (ว้าว!เงินเดือนผู้บริหาร ธปท.เดือนเดียวเกือบเท่านายกฯ ทำทั้งปี) คลิ๊กอ่านข่าวเก่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธปท. ระบุว่า ค่าจ้างผลตอบแทนของผู้บริหารธปท. ไม่ได้สูงอย่างที่ สื่อมวลชนนำเสนอ &amp;nbsp;โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าว นั้นรวมถึง ค่าเบี้ยประชุม ของคณะกรรมการชุดต่างๆ 5 ชุด ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (คณะกรรมการธปท.) &amp;nbsp; คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คณะกรรมการระบบการชำระเงิน &amp;nbsp;และคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ซึ่งมีจำนวนคณะกรรมการกว่า 42 ตำแหน่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องค่าจ้างของผู้บริหารที่นำเสนอไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้หารกันเพียง 4-5 ตำแหน่ง &amp;nbsp;แต่หารเฉลี่ยกันถึง 42 ตำแหน่ง ซึ่งถ้าหารจริงๆ ก็ไม่สูงมาก เพียงเฉลี่ยคนละ แสนกว่าบาทเท่านั้น &amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจาก ธปท. ระบุอีกว่า นโยบายของธปท. นั้นพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยตลอด และที่ผ่านมา ก็พยายามเปรียบเทียบ อัตราผลตอบแทน ของธนาคารกลางแห่งอื่นๆ &amp;nbsp;โดยหากเทียบอัตราผลตอบแทบของหน่วยงานภาคการเงิน &amp;nbsp;ค่าจ้างผลตอบแทน ของผู้บริหารธปท. นั้นอยู่ระดับกลางๆเท่านั้น ถ้าเทียบจาก 100 องค์กร ธปท. ก็จะอยู่ที่อันดับ 50&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10262</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, งบการเงิน, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ผลตอบแทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e614b2649b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2018 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว้าว!เงินเดือนผู้บริหาร ธปท.เดือนเดียวเกือบเท่านายกฯ ทำทั้งปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.2561 - &amp;nbsp;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง
เรื่อง งบการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย งบการเงินของทุนสํารองเงินตรา ธนาคารแห่งประเทศไทย
และงบการเงินของกิจการธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย ประจําปี 2560 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 122 ง นั้น ยังมีประเด็นที่น่าสนใจในผลการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะในหมายเหตุประกอบงบการเงินหน้า 22 ในรายงานของ สตง. หรือในหน้า 24 ของราชกิจจานุเบกษาฉบับดังกล่าวในหัวข้อที่ 20 ว่าด้วยผลตอบแทนผู้บริหารสำคัญ โดยมีเนื้อหาระบุว่า ในปี 2560 และ 2559 ธปท.ได้จ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าการขึ้นไปและคณะกรรมการชุดต่างๆ ตาม พ.ร.บ.ธปท.ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการวางแผน สั่งการและควบคุมการดำเนินงานของ ธปท.จำนวน 61 ล้านบาทและ 62 ล้านบาทตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในเว็บไซต์ของ ธปท.ระบุถึงผู้บริหารสูงของแบงก์ชาติในระดับรองผู้ว่าฯ ขึ้นไปนั้นมีทั้งสิ้น 4 ราย คือ 1.นายวิรไท สันติประภพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าการ ธปท. 2.นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน 3.นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน และนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ส่วนคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 นั้นมีคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน, คณะกรรมการระบบการชำระเงิน
และคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีรายชื่อของผู้บริหารระดับสูงของ ธปท.ดำรงตำแหน่งไล่มาตั้งผู้ว่าฯ, รองผู้ว่าฯ, ผู้ช่วยผู้ว่าฯ และตัวแทนจากหน่วยงานอื่นๆ บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นหากคำนวณแบบคร่าวๆ ในเรื่องผลตอบแทนปี 2560 ที่ระบุว่าให้ถึง 61 ล้านบาทนั้นต้องถือว่าสูงอย่างมาก โดยเมื่อเฉลี่ยเป็นตัวเลขกลมๆ กรณีผู้บริหารระดับสูงของ ธปท.ในระดับรองผู้ว่าฯ ขึ้นไปเท่ากับตกเฉลี่ยจะได้คนละ 15,250,000 ต่อปีเลยทีเดียว หรือเฉลี่ยต่อเดือนที่ 1,270,833 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ใครต่อใครต่างอึ้งกับผลตอบแทนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งประธาน กสทช.ได้รับเดือนละ 335,520 บาทต่อเดือน และกรรมการ กสทช.ได้รับ 269,000 บาทนั้นอาจต้องชิดซ้ายทีเดียว เพราะเมื่อคิดรวมทั้งปี ประธาน กสทช.จะได้เพียง 4,026,240 บาท และ กรรมการ กสทช.ได้ 3,228,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และยิ่งหากนำมาเปรียบกับนายกรัฐมนตรี ,หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), ประธานศาลฎีกา และประธานรัฐสภา ที่ได้รับเงินเดือนเท่ากันที่ 125,590 บาท หรือปีละ 1,507,080 บาทต้องบอกว่าผลตอบแทนของผู้บริหาร ธปท.แค่เดียวเดียวก็ใกล้เคียงกับนายกฯ ทำทั้งปีแล้ว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10255</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., งบการเงิน, ธนาคารแห่งประเทศไทย, นายกรัฐมนตรี, ประกาศกระทรวงการคลัง, ผลตอบแทน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0d22b602c41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 00:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2018 00:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้กันยัง ธปท.มีคดีฟ้องร้องถึง663ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.2561 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 122 ง ซึ่งได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง งบการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย งบการเงินของทุนสำรองเงินตรา ธนาคารแห่งประเทศไทย และงบการเงินของกิจการธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2560 ซึ่งได้ผ่านการรับรองการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้วนั้น นอกจากประเด็นที่สร้างความฮือฮาว่าในสิ้นปี 2560 มีการขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม 270,687,793,993 บาท เพิ่มจากปี 2559 ที่ขาดทุน 139,533,919,753 บาท ถึง 131,153,874,240 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังมีประเด็นที่น่าสนใจในผลการตรวจสอบของ สตง.ในหน้าราชกิจจานุเบกษาหน้า 27 หรือหน้า 25 ในรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ในส่วนหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 21.9 หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากคดีฟ้องร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีรายละเอียดว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ในการดำเนินกิจการตามปกติ ธปท.ถูกฟ้องร้องเป็นทุนทรัพย์รวมจำนวน 663 ล้านบาท ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ทราบผลของคดี และจากการคาดการณ์เมื่อคดีถึงที่สุด ความเสียหายซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่ถูกฟ้องร้องน่าจะไม่มีผลกระทบอย่างเป็นสาระสำคัญต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ ธปท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10229</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบการเงิน, ทุนทรัพย์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ประกาศกระทรวงการคลัง, ฟ้องร้อง, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e614b2649b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2018 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2018 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ถือหุ้นKTCเฮ! จ่ายปันผล 5.30 บาทต่อหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย.2561 &amp;ndash; นายบูชา ศิริชุมแสง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ได้ทำหนังสือที่ BD&amp;amp;CES 021/KTC 303/2561 ลงวันที่ 20 เมษายน 2561 ถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อแจ้งมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 (ครั้งที่ 16)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื้อหาที่น่าสนใจนอกจากการอนุมติงบแสดงฐานะการเงิน และงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแล้วในรอบบัญชี สิ้นสุด 31 ธ.ค.2560 แล้ว คือ การอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 5.30 บาท รวมเป็นเงินปันผลจำนวนทั้งสิ้น 1,366,517,057 บาท โดยวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล คือวันที่ 27 เม.ย.2561 และได้กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 พ.ค.2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7490</URL_LINK>
                <HASHTAG>KTC, งบการเงิน, ตลท., ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, บัตรกรุงไทย, ผู้ถือหุ้น, มติที่ประชุม, เงินปันผล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad99916ee32e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2018 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท.กระทุ้ง 20 บจ.เร่งส่งแก้ไขเหตุเพิกถอนภายในสิ้นเดือนนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลท.เตือนบจ. 20 แห่ง เร่งดำเนินการแก้ไขเหตุเพิกถอนและยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอน หรือคำขอขยายระยะเวลาแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 31 มี.ค. 61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค. 61 - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศแจ้งเตือนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 20 บริษัท ให้เร่งดำเนินการแก้ไขเหตุเพิกถอนและยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอน หรือคำขอขยายระยะเวลาแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนแล้วแต่กรณี มายังตลท. ภายในวันที่ 31 มี.ค. 61 หากครบระยะเวลาดังกล่าว บจ.ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ตลท.จะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ขณะที่ หากบจ.ใดสามารถดำเนินการให้เหตุเพิกถอนหมดไปภายในระยะเวลาดังกล่าว ตลท.จะประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ของบจ.ว่าเข้าสู่ช่วงดำเนินการให้มีคุณสมบัติเพื่อกลับมาซื้อขาย และจะให้เวลาดำเนินการให้มีคุณสมบัติเพื่อกลับมาซื้อขายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายชื่อบจ.ที่มีเหตุเพิกถอนเนื่องจากฐานะการเงิน จำนวน 12 บริษัท คือ บมจ.เค-เทค คอนสตรัคชั่น (KTECH) บมจ.ปุ๋ยเอ็นเอฟซี (NFC) บมจ.ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล (POMPUI) บมจ.โปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) (PRO) บมจ.ซาฟารีเวิลด์ (SAFARI) บมจ.ซันไทยอุตสาหกรรมถุงมือยาง (STHAI) บมจ.ทุ่งคาฮาเบอร์ (THL) บมจ.เวนเจอร์ อินคอร์ปอเรชั่น (VI) บมจ.เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น (WORLD) บมจ.วีรีเทล (WR) บมจ.ยงไทย (YCI) และบมจ.ยานภัณฑ์ (YNP)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ รายชื่อบจ.ที่มีเหตุเพิกถอนเนื่องจากไม่ส่งงบการเงินภายในกำหนด จำนวน 8 บริษัท คือ บมจ.เอเชียน อินซูเลเตอร์ (AI) บมจ.เอไอ เอนเนอร์จี (AIE) บมจ.บลิส-เทล (BLISS) บมจ.บางกอกสหประกันภัย (BUI) บมจ.ชูโอ เซ็นโก (ประเทศไทย) (CHUO) บมจ.อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) บมจ.แอล.วี.เทคโนโลยี (LVT) และบมจ.ไทยยูนีคคอยล์เซ็นเตอร์ (TUCC) นอกจากนี้ NFC POMPUI SAFARI BLISS และ BUI ได้ยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอนแล้วโดยตลท.อยู่ระหว่างพิจารณา ส่วน PRO STHAI และ YNP สามารถยื่นคำขอขยายระยะเวลาแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนได้อีกไม่เกิน 1 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5326</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบการเงิน, ตลท., ตลาดหลักทรัพย์, บจ., บริษัทจดทะเบียน, เพิกถอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aaf63032ae00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2018 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวให้เอกชนยื่นงบการเงินชุดเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเซ็น MOU กับกรมสรรพากร อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการส่งงบการเงินเพียงชุดเดียว &amp;nbsp;ช่วยลดภาระและค่าใช้จ่าย และสร้างมาตรฐานงบการเงินไทยให้เป็นที่ยอมรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;06 มี.ค. 61-นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า วันที่ 6 มี.ค.2561 ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการรับและนำส่งข้อมูลงบการเงินให้กรมสรรพากร สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร (e-Filing) ระหว่างกรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระของผู้ประกอบการที่มีหน้าที่ต้องยื่นงบการเงินทั้ง 2 หน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ งบการเงินที่ภาคธุรกิจนำส่งที่กรมฯ จะสามารถใช้ได้ทั้งกรมฯ และกรมสรรพากร ทำให้ภาคธุรกิจประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเป็นการสร้างมาตรฐานงบการเงินของไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพราะการนำส่งงบการเงินชุดเดียว เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างธรรมาภิบาลแก่ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และการตัดสินใจเข้ามาร่วมลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4402</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมสรรพากร, กุลณี อิศดิศัย, งบการเงิน, ลงนาม, เอ็มโอยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e5e8e1fe49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
