<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สบน.’แจงงบ64 กู้ได้อีกแสนล้าน ไม่พอมีแผนสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สบน.&amp;rdquo; แจงปีงบ 64 รัฐบาลยังมีช่องกู้กรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้อีกแสนล้านบาท หากไม่พอยังมีแผนสองออกกฎหมายพิเศษกู้เงินเพิ่มป้องถังแตก โยนฝ่ายนโยบายตัดสินใจ พร้อมเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์อีกแสนล้าน เคาะล็อตแรกบุกตลาดหลังปีใหม่ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลยังมีช่องว่างในการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้อยู่ประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งช่องว่างในการกู้เงินกรณีดังกล่าวนั้นเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วว่าสามารถทำได้ โดยกฎหมายกำหนดว่ากระทรวงการคลังสามารถกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ 20% ของงบประมาณรายจ่าย บวกกับ 80% ของงบชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งจะมีวงเงินอยู่ประมาณกว่า 7 แสนล้านบาท เป็นการกู้เพื่อชดเชยขาดดุล ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี ประมาณกว่า 6 แสนล้านบาท จึงยังเหลือช่องว่างอีกประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีความต้องการใช้เงินมากกว่านั้น จะต้องมีการตรากฎหมายพิเศษเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินชดเชยการขาดดุลเพิ่มเติม เคยมีแค่การจัดทำงบกลางเพิ่มเติมเท่านั้น โดยยอมรับว่าการตรากฎหมายพิเศษต้องใช้พลังงานเยอะ และไม่ใช่ว่าต้องการจะดำเนินการก็ทำได้ทันที ต้องดูรายละเอียดในภาพรวม ความจำเป็น รวมถึงวงเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันประกอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าถามว่าตอนนี้รัฐบาลยังมีช่องว่างในการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ไหม ในแง่ของกฎหมายแล้ว ยืนยันว่ายังมี ส่วนจะกู้หรือไม่ ทั้งหมดต้องดูที่นโยบาย ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูด โดยหากดูภาพรวมของเศรษฐกิจที่ตอนนี้โตกลับมาเติบโตได้ดี ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าผลการจัดเก็บรายได้จากภาษีก็อาจจะดีกว่าที่คาดการณ์ ดังนั้นการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้จะจำเป็นหรือไม่ คงพูดไม่ได้ในตอนนี้ เพราะยังเร็วเกินไปที่จะตอบเรื่องนี้&amp;rdquo; นางแพตริเซียกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของ สบน.เอง คงต้องรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2564 ก่อน เพราะ สบน.จะเป็นหน่วยงานด่านสุดท้ายของภาครัฐที่จะดำเนินการกู้เงินหากกรณีรายได้ของรัฐบาลไม่เข้าตามเป้าหมาย จึงจะเดินหน้ากู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซียกล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงการคลังมีแผนการออกพันธออมทรัพย์ วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นคาดว่าล็อตแรกจะดำเนินการได้ในช่วงหลังปีใหม่ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ย ยังต้องรอดูแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงทิศทางตลาดด้วยว่าจะเป็นอย่างไร โดยแผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังในปีงบประมาณ 2563-2564 อยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท เนื่องจากมีสถานการณ์พิเศษจากการระบาดของโควิด-19 จากปกติกระทรวงการคลังมีแผนออกพันธบัตรออมทรัพย์เฉลี่ยปีละ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การออกพันธบัตรออมทรัพย์ต้องดูเรื่องความต้องการใช้เงินของรัฐบาลด้วย ถ้าไม่มีความต้องการใช้ที่เห็นชัดก็อาจจะยังไม่ออก แต่ถ้ามีความต้องการใช้เงิน พันธบัตรก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถระดมทุนได้เร็ว และประชาชนได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดี ส่วนถามว่า 5 หมื่นล้านบาทที่จะออกนี้ จะอยู่ในส่วนของการกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุล หรือกู้ตาม พ.ร.ก.กู้โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น ต้องไปดูว่าความต้องการใช้เงินมาจากส่วนไหนมากกว่า&amp;rdquo; นางแพตริเซียกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84184</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ 2564, สบน., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb3f28c57620.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเดิมถกงบ64สันติร่ายผลงานกมธ.วิสามัญฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ได้ปรับลดแล้วเหลืองบประมาณ วงเงิน 3.28 ล้านล้านบาท โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ.งบประมาณฯ เป็นผู้เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กล่าวว่า ตั้งแต่รับหลักการวาระที่ 1 ในวันที่ 3 ก.ค. 2563 และ กมธ.วิสามัญฯ เริ่มพิจารณาในวันที่ 8 ก.ค.-8 ก.ย. 2563 โดยพิจารณางบประมาณของ 721 หน่วยงาน และพิจารณาตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ &amp;nbsp;แผนการปฏิรูปประเทศ ความมั่นคงของชาติ แนวนโยบายของรัฐบาล เงื่อนไขเศรษฐกิจและผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลได้กำหนดตัวชี้วัดด้วยต้นทุน การประเมินความคุ้มค่า และให้ความสำคัญกับการทำงบประมาณบูรณาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และเพิ่มงบประมาณในการลงทุน เช่น การบริหารจัดการน้ำ การศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม และสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินงานแบ่งเป็น 8 คณะอนุกรรมาธิการ โดยปรับลดงบประมาณ 31,965,549,000 บาท จาก 1.รายการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพในปัจจุบันหรือที่ดำเนินการไปแล้ว โดยการใช้จ่ายโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณ 2.รายการที่สามารถปรับลดเป้าหมายหรือปรับเปลี่ยนในประหยัด เช่น การอบรมสัมมนา การจ้างเหมาบริการ การจ้างที่ปรึกษา การประชาสัมพันธ์ การเดินทางไปราชการต่างประเทศ เป็นต้น 3.รายการที่มีการดำเนินการล่าช้าการแผนที่กำหนดและคาดว่าไม่สามารถดำเนินการในปี 2564 4.รายการที่ใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นนอกเหนืองบประมาณรายจ่ายบประจำปีได้ เพื่อนำไปจัดสรรให้กับส่วนราชการตามที่ ครม. เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น 17,419 ล้านบาท จัดสรรให้หน่วยงานรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ จำนวน 509 ล้านบาท ทำให้เหลืองบประมาณปี 2564 รวม 3.28 ล้านล้านบาท นอกจากนี้มีการเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุข เพื่อค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลากร, กระทรวงมหาดไทย เพื่อสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้ป่วยเอดส์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษี, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, และสำนักงานศาลยุติธรรม รวม 1,792,828,700 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77599</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.3 ล้านล้านบาท, การประชุมสภาผู้แทนราษฎร, งบประมาณ 2564, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f618e7ec5cfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
