<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศในราชกิจจาฯ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.63 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;อ่านทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79776</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณรายจ่ายประจำปี, ราชกิจจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77449</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัดตูดขาดโวเงินสำรองอื้อ เบี้ยคนพิการโทษกันอุตลุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; โวเงินสำรองมีมากมาย รัฐบาลไม่ได้ตูดขาดแม้ใช้จ่ายงบปี 63 สำรอง สำนักงบฯ เตรียมชง ครม.อนุมัติหลักเกณฑ์ใช้งบ 63 แทน 64 ไปพลางก่อนไม่เกิน 25% เชื่อเบิกได้ไปถึงสิ้นปี โทษกันอุตลุด &amp;rdquo;เบี้ยคนพิการ-สูงอายุ&amp;rdquo; ล่าช้า อ้างเป็นช่วงปลายปีงบประมาณ-ข้อมูลไม่อัพเดต โอ่หลังปีนี้ไม่เกิดเหตุซ้ำอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์อย่างมีอารมณ์ถึงกรณีสำนักงบประมาณทำหนังสือด่วนที่สุดถึงทุกหน่วยงาน ให้ใช้งบประมาณปี 2563 แทนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ไปพลางก่อนในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนทำให้เกิดการตีความว่ารัฐบาลถังแตกว่า &amp;quot;เขาพูดกันมาร้อยครั้งร้อยเที่ยวแล้ว เธอไม่ได้ยินอะไรเลยหรือ กระทรวงการคลังก็พูด ดังนั้นต้องไปดูว่าคนที่ออกมาเขียนในลักษณะเงินหมด รัฐบาลตูดขาด ก็มีการยืนยันแล้วว่าเงินสำรองมีมากมาย จึงสามารถเอาเงินเหล่านี้ออกมาใช้ก่อนที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 จะออกมา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงเรื่องนี้ในตอนแรกว่า&amp;nbsp; &amp;quot;หมายความว่าอะไร ไม่เข้าใจ ทำไมไม่ทันล่ะ&amp;quot; หลังจากนั้นจึงตอบอีกครั้งว่า หากงบปี 2564 ใช้ได้ไม่ทันหรือล่าช้าไปก็ไม่มาก ซึ่งการเบิกจ่ายสามารถใช้กรอบของงบประมาณปี 2563 เบิกจ่ายไปได้ก่อน คาดว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะทางกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณางบประมาณ 2564 ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ไม่มีปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาในวาระที่ 2 และ 3&amp;nbsp; ในสัปดาห์นี้ หากเกิดความล่าช้าก็ไม่น่าเกิน 1 สัปดาห์ ส่วนการชี้แจงรายละเอียดจะดำเนินการในวันที่&amp;nbsp; 15 ก.ย.อีกครั้งหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสำนักงบประมาณจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อรับทราบ เพราะจะต้องมีการใช้งบประมาณปี 2563 ไปพลางก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า สำนักงบฯ จะเสนอที่ประชุม&amp;nbsp; ครม.ในวันที่ 15 ก.ย.เพื่ออนุมัติกรอบการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ไปพลางก่อน ในสัดส่วนไม่เกิน 25% ของวงเงินงบประมาณ เพราะการประกาศใช้งบประมาณปี 2564 ไม่ทันวันที่ 1 ต.ค.63 โดยวงเงินนี้จะนำไปใช้ในส่วนของงบประจำที่เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร ส่วนงบลงทุนขณะนี้งบบางส่วนสามารถใช้ไปพลางก่อนในวงเงินที่ผูกพันสัญญาโครงการ ซึ่งมีไม่มาก ส่วนโครงการใหม่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้ชะลอเอาไว้ 2 สัปดาห์ก่อน แต่ก็ได้มอบหมายให้ทุกส่วนราชการได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของทีโออาร์การจัดซื้อจัดจ้างเอาไว้ล่วงหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาสำนักงบฯ ได้ให้ทุกหน่วยงานงดรายการที่ชะลอได้ เช่นไปต่างประเทศ ได้วงเงินมาประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ตรงนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการทบทวนและเสนอเข้า ครม. ก่อนทำประชาพิจารณ์ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย ทำให้การทูลเกล้าฯ ถวายล่าช้าออกไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ ดังนั้นการเสนอให้ใช้งบประมาณไปพลางก่อน 25% ก็พอสำหรับใช้จนถึงเดือน ธ.ค.นี้&amp;rdquo;
ข้าราชการไม่ต้องกลัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง&amp;nbsp; ชี้แจงว่า พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 ที่ล่าช้าออกไปจะไม่กระทบต่อการเบิกจ่ายเงินเดือนของข้าราชการ&amp;nbsp; รวมถึงการจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เพราะเงินส่วนนี้เป็นงบประมาณประจำ ซึ่งตามกฎหมายสามารถนำกรอบของงบปี 2563 มาใช้ไปพลางก่อนได้ ขอให้ข้าราชการไม่ต้องกังวลใจไปว่าจะไม่ได้เงินเดือน รวมถึงโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ ก็ยังได้รับเงินเป็นปกติอยู่ รวมถึงโครงการลงทุนที่เป็นงบผูกพันจากปีงบประมาณก่อนหน้าก็เดินหน้าต่อได้ เพราะสำนักงบฯ ให้เบิกใช้งบได้ 1 ใน 4&amp;nbsp; ของกรอบงบปี 2563 ยกเว้นโครงการลงทุนใหม่อาจต้องชะลอออกไปจนกว่าจะใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี&amp;nbsp; 2564 ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณของไทยยืดหยุ่น สามารถเบิกใช้ได้กรณีมีเหตุจำเป็นที่ประกาศใช้ไม่ทัน เช่นงบประมาณปี 2563 ที่เคยประกาศใช้ล่าช้า ก็ยังเบิกจ่ายงบประจำได้อยู่และไม่กระทบต่อการทำงานภาพรวมของเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นการเลื่อนเก็บภาษีเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp; นั้น ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบปี 2564 ล่าช้า เพราะการเลื่อนเก็บภาษีสามารถใช้เงินคงคลังสำรองออกไปก่อนได้&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 16-18 ก.ย.ว่า ได้สอบถามนายสันติในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งขอให้เร่งออกมา เพราะหลายคนมองว่าวันนี้เราใช้งบประมาณน้อยเกินไปหรือเปล่าในเรื่องแก้ปัญหาโควิด-19 โดยความจริงแล้วเรามีมาตรการการใช้จ่ายงบประมาณไปพลางก่อนเหมือนครั้งที่ผ่านมา ส่วนจะเป็นจำนวนเท่าไหร่เดี๋ยวสรุปให้ทราบ
&amp;ldquo;วันนี้การแก้ปัญหาโควิด-19 ที่หลายคนมองว่า 4 แสนล้านบาทแล้วทำไมถึงได้น้อยเกินไป ซึ่งเราต้องเผื่อไว้ก่อนและมีการใช้ไปแล้วบางส่วน โดยใช้งบกลางและงบโอนจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เข้ามาช่วย ดังนั้นยอดจึงไม่ได้น้อย&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสันติยืนยันว่า การพิจารณางบประมาณ 2564 เป็นไปตามขั้นตอน โดยในวันที่ 16 และ&amp;nbsp; 17 หรืออาจเพิ่มวันที่ 18 ก.ย.นี้อีก 1 วัน ที่สภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณวาระ 3 และในวันที่&amp;nbsp; 21-22 ก.ย.63 ก็เป็นการพิจารณาของวุฒิสมาชิก ซึ่งเชื่อว่าการพิจารณางบประมาณในสภาวาระ 3 จะไม่มีปัญหาจนทำให้งบประมาณ 2564 ไม่ผ่าน เพราะที่ผ่านมา กมธ.ทุกคนโดยเฉพาะสำนักงบประมาณได้ดูอย่างรอบคอบและ กมธ.พร้อมชี้แจงฝ่ายที่ต้องการตรวจสอบทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีข่าวเบี้ยผู้สูงอายุและคนพิการมีปัญหานั้น นายสันติกล่าวว่าจริงๆ ไม่ได้ติดขัด แต่เป็นขั้นตอนวิธีการของสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และกระทรวงมหาดไทยในช่วงปลายปีงบประมาณ&amp;nbsp; แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีเงินจ่ายเพียงพอ นอกจากนี้ปี 2564 ยังมีการแปรญัตติเพิ่มงบเบี้ยผู้สูงอายุและคนพิการเพิ่มอีกกว่า 500 ล้านบาท งบของกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 5,000 ล้านบาท และงบของท้องถิ่นเรื่องการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ ก็ได้จัดสรรงบประมาณไปชดเชยอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนการจัดเก็บภาษีลดลงไปบ้างเล็กน้อย ไม่กระทบงบประมาณในการใช้จ่ายของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยยังชีพที่ล่าช้าว่า ต้องถามกระทรวงการคลัง แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหา เพราะร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 กำลังเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 16-18 ก.ย.นี้ และจะเข้าวุฒิสภาพิจารณาในวันที่ 21 ก.ย.นี้ หลังจากนั้นจะใช้เวลาอีก 7 วันพิมพ์ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งอาจช้าไปหนึ่งเดือนจากปีงบประมาณใหม่ หากเทียบกับงบปี 63 งบดังกล่าวล่าช้าไปถึง 6 เดือน ดังนั้นการล่าช้าไปหนึ่งเดือนไม่น่ามีปัญหามาก สามารถใช้งบปี 2563 ไปพลางก่อน
โทษข้อมูลไม่อัพเดต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยอมรับว่าการตั้งงบประมาณปี 2563 เป็นข้อมูลจำนวนของผู้สูงอายุ และคนพิการ เป็นข้อมูลของเดือน ก.พ. ปี 2562 ดังนั้นตัวเลขการชำระเงินและจำนวนคนที่ได้รับเบี้ยไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเบี้ยของคนพิการเมื่อเดือน ก.พ.62 มีจำนวน 1.8 ล้านคน แต่ตัวเลขใหม่ในเดือน ก.ย. ปี 2563 ต้องชำระเพิ่มขึ้นมา 2.6 แสนคน ขณะที่ผู้สูงอายุยอดในเดือน ก.พ.62 มีจำนวน 8.7&amp;nbsp; ล้านคน ขณะที่เดือน ก.ย.63 มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก 1.8 แสนคน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าตัวเลขจำนวนผู้ได้สิทธิ์เพิ่มขึ้น ส่วนที่เกิดความล่าช้านั้นนอกจากจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นแล้วยังไม่ได้ใช้ระบบอีเพย์เมนต์ แต่พบว่าปีนี้ได้เริ่มใช้ระบบอีเพย์เมนต์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนรับเงินเข้าบัญชีจากกรมบัญชีกลางได้ทันทีประมาณ 80% ส่วนอีก 20% จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ โดยใช้เงินสดหรือมารับด้วยตัวเอง ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไม่มีงบประมาณ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบและวิธีการชำระเงิน รวมทั้งจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้น และเชื่อว่าหลังจากปี 2563 ที่เปลี่ยนระบบแล้ว เมื่อผู้ลงทะเบียนได้รับสิทธิ์แล้วก็จะได้รับเงินทันทีในเดือนถัดไป และจะไม่เกิดความล่าช้าอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;เงินมี แต่เบิกไม่ได้&amp;rdquo; ว่าการบริหารระบบเบิกจ่ายเงินของรัฐติดขัดอย่างหนัก ขอให้นายกฯ เร่งแก้ไขก่อนเศรษฐกิจโคม่าหนัก&amp;nbsp; สภาวะไร้ตัวจริงของ รมว.การคลังท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ เริ่มส่งผลต่อการบริหารรายจ่ายภาครัฐ ทั้งเรื่องการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุล่าช้า การไม่สามารถเบิกใช้งบปี 2564 รวมถึงการโยกงบประมาณในปี 2563&amp;nbsp; มาช่วยโควิด-19 และ พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งอาการวันนี้กลายเป็นว่ามีเงิน แต่เงินคาท่อบริหารไม่ได้ อาการนี้ไม่ปกติ ไม่มี รมว.การคลังติดตามใกล้ชิด ขณะที่ระบบราชการเองไม่ได้ถูกออกแบบให้ทันต่อเหตุการณ์&amp;nbsp; ในการรับมือวิกฤติระหว่างนี้ ขอความกรุณานายกฯ เร่งขันนอตเรื่องการเบิกจ่ายที่กรมบัญชีกลางไปก่อน มิฉะนั้นเศรษฐกิจจะโคม่าหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประชาชนต้องตั้งคำถามว่าตกลงรัฐบาลถังแตกหรือบริหารงานห่วยแตก เดือนตุลาคมนี้จะมีเงินเพียงพอจ่ายเงินเดือนข้าราชการหรือไม่ รัฐบาลจะโยนโควิด-19 ให้ตกเป็นแพะรับบาปไปทุกเรื่องไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขนาดนี้จะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77449</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณรายจ่ายประจำปี, สำนักงบประมาณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เบี้ยคนพิการ, เบี้ยสูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f7d7462419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2020 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2020 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทวี&#039;เสนอพิจารณางบ&#039;64ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.63-พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 กล่าวว่า &amp;nbsp;กมธ.ฯ จะเริ่มมีการประชุมในวันที่ 8 ก.ค.นี้ ซึ่งในหลักการต้องเลือกประธาน กมธ.ฯ และต่ำแหน่งต่างๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่าจะได้เป็นประธาน กมธ &amp;nbsp;จากนั้นคงร่วมกันพิจารณากำหนดกรอบในการทำงานและรับฟังหน่วยงานต่างๆ ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือนกว่า ในกระบวนการร่าง พ.ร.บ.จะต้องสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้าของภาษีอากรหรือเงินงบประมาณ และมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนรวมของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องด้วย สรุปต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนถ้วนหน้าและต้องพิจารณาแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจสังคม สาธารณสุข และความมั่นคงของประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากให้การพิจารณาครั้งนี้เป็นระบบเปิดที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนรวม ในการแสดงความคิดเห็น เสนอข้อมูล ถ้าไม่ผิดกฏหมายควรเปิดให้สื่อมวลชนได้ถ่ายทอดสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ดี และรัฐบาล สำนักงบประมาณ ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอให้ กมธ และผลงานหรือการประเมินผลถึงความคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน อีกประเด็นมีงบผูกพันข้ามปี ที่เป็นภาระเช่น ซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ หรือก่อสร้าง เมื่อรวมแล้วมีจำนวนมากน่าจะเกิดเพดานร้อยละ 10 ของงบประมาณประจำปี ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ห้ามไว้ แต่ทราบว่ารัฐบาล และสำนักงบประมาณประดิษฐ์คำว่าขึ้นมารายการใหม่ ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย คงต้องหาข้อยุติมิเช่นนั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การพิจารณาของ กมธ.ฯ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการร่างพระราชบัญญัติหรือเป็นกฎหมาย จะมีศักดิ์สูงกว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือระเบียบ แต่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ แต่ศักดิ์ศรีเป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่ง ซึ่งในกระบวนการร่างพระราชบัญญัติจะต้องสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้าของภาษีอากรหรือเงินงบประมาณ และต้องให้มีกระบวนการมีส่วนรวมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้เกี่ยวข้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เบื้องต้น ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ที่รัฐบาลจัดทำขึ้นมามีจุดอ่อนหลายประการ อาจเรียกได้ว่าจัดงบประมาณที่ สร้างความอ่อนแอให้ประชาชน หรืออาจเรียกว่า &amp;lsquo;ประชาชนล้มละลายด้านงบประมาณ&amp;rsquo; เพราะเงินถูกใช้เป็นงบรายจ่ายประจำ (งบบุคลากรที่เป็นเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ) มากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 76.5 ของงบประมาณทั้งหมด และเมื่อรวมงบที่จ่ายเงินคงคลังกับใช้หนี้คืนเงินต้น จะเหลืองบ &amp;lsquo;รายจ่ายลงทุน&amp;rsquo; เพียงประมาณ 6.7 แสนล้านบาทเศษ หรือประมาณร้อยละ 20.5 เท่านั้น แม้อ้างตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังกำหนดไว้ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 แต่ ไม่ได้นิยามศัพท์ &amp;lsquo;รายจ่ายลงทุน&amp;rsquo; ไว้ มีเพียงคำว่า &amp;lsquo;งบลงทุน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งบางส่วนที่ดูแล้วเอกสารดูยากมาก ได้พิจารณารายละเอียดตามเอกสารเบื้องต้น รายจ่ายลงทุนน่าจะน้อยกว่าร้อยละ 20 ในหลักการควรมีร่ายจ่ายลงทุนที่ควรจะเป็นประมาณร้อยละ 30-35 ของงบประมาณ คือต้องมีรายจ่ายลงทุน ประมาณ 9.9 แสนล้านเศษ ถึง 1.15 ล้านล้านบาทเศษ ถึงจะเหมาะสมกับประชาชน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า หากพิจารณารายได้ปีนี้ แม้จะคาดการณ์ว่าเก็บภาษีได้ 2.67 ล้านล้านบาทเศษ ซึ่งมีผู้เกี่ยวกับออกมาสัมภาษณ์แล้วว่าไม่น่าจะเก็บถึง 2.5 ล้านล้านบาทเศษด้วยซ้ำ กรมสรรพากรกรมเดียวประมาณการเก็บภาษีต่ำขาดไปมากกว่า 2 แสนล้านบาทแล้ว ภาษีที่เก็บได้ยังไม่พอใช้รายจ่ายประจำที่รัฐและเจ้าหน้าที่รัฐใช้เป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน และงบประมาณดำเนินงานเรียกว่าภาษีอากรของประชาชนทุกบาทประเคนให้รัฐและข้าราชการใช้ทั้งหมด ที่เหลือต้องกู้มา เป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนร่วมกันใช้หนี้ นอกจากนี้ยังมีเงินนอกงบประมาณ และรัฐวิสาหกิจ ที่จัดแล้วประชาชนอ่อนแอลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้การพิจารณาครั้งนี้เป็นระบบเปิดที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือเสนอข้อมูล ถ้าไม่ผิดกฏหมายควรเปิดให้สื่อมวลชนได้ถ่ายทอดสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ดี และรัฐบาล สำนักงบประมาณ ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอให้ กมธ.และผลงานหรือการประเมินผลถึงความคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70565</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณรายจ่ายประจำปี, ทวี สอดส่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200318/image_big_5e7226ea600b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว.ถกงบ63 แนะกลาโหม ‘โชว์ผลงาน’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วุฒิสภาถกงบ 63 จันทร์นี้ เปิดรายงาน กมธ.วิสามัญฯ เสนอยกเลิกการลดหย่อนภาษีที่ไม่มีความจำเป็น แนะกลาโหมประชาสัมพันธ์การทำงานของหน่วยงาน ศาลรัฐธรรมนูญควรอธิบายคำวินิจฉัยคดีสำคัญให้ประชาชนทราบ เพื่อป้องกันการให้ข่าวที่บิดเบือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 20 ม.ค. เวลา 10.00 น.จะมีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทของวุฒิสภา เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดของรัฐธรรมนูญ มาตรา 143 ให้ ส.ว.ต้องพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสภา คือวันที่ 13 ม.ค. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมดังกล่าวจะมีการนำเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง &amp;nbsp;พ.ร.บ.งบฯ 2563 ของวุฒิสภา ที่มีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ส.ว.เป็นประธาน กมธ. ซึ่งรายงานของ กมธ.ชุดดังกล่าวได้จัดทำข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ในหลายประเด็น และสาระสำคัญ อาทิ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ปี 2563 จำนวน 307,950 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2562 มากถึง 31,819.9 ล้านบาท รัฐบาลควรพิจารณาปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เน้นงานเชิงสนับสนุน ส่งเสริม และเป็นฝ่ายติดตามผลการดำเนินงานหรือจัดบริการสาธารณะของ อปท.?ระดับล่าง เช่น เทศบาล, อบต.และเมืองพัฒนา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงทบทวนรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนรูปแบบรายหัว หรืองบส่งเสริมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์?ปัญหาของท้องถิ่นแต่ละจังหวัด นอกจากนั้นรัฐควรนำระบบประเมินการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน หรือดัชนีการพัฒนามนุษย์ มาเป็นเครื่องมือจัดสรรงบประมาณ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนแต่ละพื้นที่ที่สอดรับกับสถานการณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การปรับโครงสร้างทางรายได้ของรัฐบาลได้เสนอ 3 แนวทาง คือ ยกเลิกการลดหย่อนภาษีที่ไม่มีความจำเป็น, สร้างแนวทางเพิ่มสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นในระยะยาวต่อรายได้รัฐบาลเพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง และปรับโครงสร้างภาษีอากรให้ครอบคลุมฐานภาษีที่ครบถ้วน ทั้งรายได้ ฐานการบริโภค &amp;nbsp;ฐานทรัพย์สิน ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ เร่งรัดรายจ่ายด้านการลงทุน เช่น ส่งเสริมเร่งรัดโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับอนาคต นอกจากนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมสัดส่วนรายจ่ายไม่ให้เพิ่มขึ้น อาทิ คุมอัตรากำลังของข้าราชการ, ปรับลดหรือจำกัดการขยายตัวของบุคลากรภาครัฐอย่างเคร่งครัด และทบทวนโครงการจัดอบรมที่ซ้ำซ้อน, เร่งรัดกระบวนการตั้ง ควบรวม หรือยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนที่มีภารกิจซ้ำซ้อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กมธ.ยังมีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ อาทิ กระทรวงกลาโหม ให้เน้นการประชาสัมพันธ์การทำงานของหน่วยงาน, เน้นงานวิจัยและพัฒนาด้านอาวุธ แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ, กระทรวงการต่างประเทศ หากพบกรณีที่ใช้ต่างประเทศเป็นฐานโจมตีประเทศไทย ผ่านสื่อต่างๆ ควรมีมาตรการป้องกันเชิงลึกในการประสานงานกับประเทศที่ถูกใช้เป็นฐานการโจมตี ให้รับทราบข้อเท็จจริง รวมถึงติดตามประเด็นที่โจมตีเพื่อชี้แจงอย่างทันท่วงที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์? ประเด็นการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด คือ พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ต้องใช้งบประมาณสูง กรมวิชาการการเกษตรควรมีข้อแนะนำการใช้และให้ใช้สารเคมีดังกล่าวจนหมดก่อนประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสารเคมีดังกล่าวหากใช้ถูกต้องจะไม่เป็นอันตราย หรือกรณีไม่ต้องการให้ใช้สารเคมีดังกล่าวภายในประเทศ ควรเปิดโอกาสให้ส่งออกไปยังประเทศที่ไม่มีข้อห้ามการใช้จนหมด ก่อนออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อประหยัดงบประมาณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าอย่างเหมาะสม จะทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย ฐานเป็นผู้ถือครองวัตถุที่ผิดกฎหมาย ขณะที่งบประมาณของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งถูกปรับลด ต้องใช้งบเพื่อการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติเพื่อสร้างนวัตกรรมและพัฒนาให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยงานของศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ควรอธิบายคำวินิจฉัยคดีสำคัญให้ประชาชนทราบ เพื่อป้องกันการให้ข่าวที่บิดเบือน หรือให้ข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน จนสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความสับสนในสังคม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54923</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, กลาโหม, ข่าวบิดเบือน, คำวินิจฉัยคดีสำคัญ, งบประมาณรายจ่ายประจำปี, งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563, ป้องกันการให้ข่าวที่บิดเบือน, ยกเลิกการลดหย่อนภาษี, รอธิบายคำวินิจฉัยคดีสำคัญให้ประชาชนทราบ, วุฒิสภา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200118/image_big_5e230678b4bec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
